เครื่องรางของขลังกับผู้ปฏิบัติธรรม
A: อยู่ที่ลักษณะการพึ่งพิงค่ะ
การอัญเชิญพระพุทธรูปที่เป็นมงคล เป็นสิ่งสูงส่งดีงามที่เราเคารพนับถือไว้ใกล้ตัวก็เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ย่อมดีกว่าเราพกพาสิ่งไม่ดีงามที่ชวนให้ผิดศีล ผิดธรรม หรือขาดสติ
การมีพระพุทธรูปเป็นที่พึ่งที่ระลึกอยู่ใกล้ๆให้เห็นบ่อยๆ ให้ระลึกถึงบ่อยๆเช่น มีพระสมเด็จ ก็สามารถทำให้เราระลึกถึงพระบรมศาสดาอยู่เนืองๆ และยังระลึกถึงพระสงฆ์สุปะติปันโนผู้สร้างพระสมเด็จด้วย
ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นสิ่งไม่ดีงาม หรือเสียหาย
แต่การที่หวังพึ่งท่าน ก็ต้องพึ่งด้วยปัญญา
พึ่งพาเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้เราทำความดี ตลอดเวลาที่เห็นท่าน หรือให้เกิด หิริ โอตตัปปะ ไม่กล้าคิดชั่ว ทำชั่ว
ให้เราเดินตามรอยท่าน
และในเมื่อพกท่านไว้กับตัวก็ควรดำเนินชีวิตให้เหมาะสมดีงามตามรอยท่านอย่างจริงจัง
เราต้องเข้าใจด้วยว่าคนเรามีภูมิธรรมที่แตกต่าง มีกรรม กิเลส วิบาก ที่แตกต่าง
มีเหตุ มีปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน
ความยึดถือในสิ่งเหล่านี้จึงแตกต่างไปอย่างกว้างขวาง
บ้างก็ยึดถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องรางของขลังกัน
ทั้งนี้เพราะคนเรายังไม่สามารถพัฒนาธรรมะในตนให้เป็นที่พึ่งได้ จึงยังไม่รู้วิธีการที่จะพึ่งตนเอง ก็เลยได้แต่อาศัยสิ่งภายนอกเหล่านี้เป็นเครื่องช่วย
อาศัยยึด ขอให้คุ้มครองบ้าง ขอให้แก้ไขปัญหาบ้าง ขอลาภบ้าง ขอให้ตนเป็นที่รักใคร่ของผู้ใหญ่บ้าง ขอโน่น ขอนี่
โดยอาจไม่ได้ใช้ปัญญาพัฒนาคุณธรรมในตนเอาเลย แบบนี้ก็เป็นการพกพาท่านไว้อย่างไม่ค่อยฉลาด
แต่ถ้าเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมที่มีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ย่อมมีตนเป็นที่พึ่ง ย่อมมีธรรมะในตนที่เป็นเครื่องสร้างความเข้มแข็งให้
คนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องพกพาสิ่งมงคลต่างๆก็ยังระลึกถึงพระรัตนตรัยอยู่ในใจสม่ำเสมอ
หากคนเหล่านี้จะพกสิ่งมงคลกับตัวก็พกเพื่อความเป็นมงคลในแต่ละวัน
พกเพราะความศรัทธา
พกเพราะเป็นที่ตั้งที่ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
พกอย่างมีมนสิการที่ถูกต้องด้วยปัญญาที่ถูกต้อง
เป็นต้น
แต่ไม่ได้ยึดติด ไม่ได้ต้องมีไว้เสมอ ไม่ได้หวังพึ่งให้มาคอยช่วยเหลือ
ในจิตมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะอยู่เป็นปกติธรรมดาอยู่เอง
สำหรับคนเหล่านี้ จะพกท่านไว้หรือไม่ ก็ได้ทั้งนั้น
จิตแนบแน่นเข้มแข็งด้วยธรรมะอยู่แล้ว ใกล้ชิดพระรัตนไตรอยู่แล้ว แต่ที่พกอาจเพื่อระลึกถึง เพื่อสักการะบูชา เพื่อให้หมั่นฝึกฝนตนให้เดินบนเส้นทางสัมมาทิฏฐิอย่างมั่นคง…
แต่ควรสำเหนียกเวลาไปปฏิบัติธรรมหลักสูตรจริงจังในสถานที่ๆบริสุทธิ์อย่างในศูนย์ปฏิบัติ
ขณะปฏิบัติอยู่ เรากำลังฝึกพัฒนาจิตใจตนเอง
เรากำลังสำรอกทำลายอนุสัยกิเลสของตนเอง
เราจะต้องพากเพียรปฏิบัติด้วยกำลังของตัวเองทั้งหมดเท่านั้น
เราจึงไม่ควรหวังพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เพราะเราพึ่งพาให้สิ่งใดมาขจัดกิเลสให้เราไม่ได้
เราต้องทำเองตลอดสาย
อีกอย่าง เราจะก้าวหน้าในธรรมอย่างบริสุทธิ์จริงๆได้ ต้องให้จิตปลอดจากกระแสปลุกเสกอื่นๆ (หมายถึงขณะปฏิบัติ)
สิ่งศักดิ์สิทธิ์เครื่องรางต่างๆใช่ว่าจะมีพลังในทางเกื้อกูลธรรมะ เกื้อกูลการปฏิบัติเสมอไป ตรงกันข้าม ส่วนใหญ่มักมีกระแสที่แตกต่างที่ไม่ได้มุ่งเกื้อกูลการชำระกิเลส
จึงควรเก็บไว้นอกกายนอกตัวเวลาที่เราปฏิบัติอย่างจริงจังในศูนย์
เครื่องรางมักถูกปลุกเสกให้คุ้มครอง คงกระพัน ปลอดภัย ให้คนเมตตา ฯลฯ
สิ่งเหล่านั้นมีผลภายนอก และก็ไม่สม่ำเสมอ
ต่างจากกระแสจิตที่ได้จากการฝึกวิปัสสนาที่เป็นกระแสปัญญา กระแสตัดความหลง กระแสแห่งการพ้นทุกข์ที่ถาวรสูงสุด
ซึ่งแน่นอน ไม่มีเครื่องรางของขลังใดในสามโลกจะมาช่วยให้เราถึงนิพพานได้ นอกจากตัวเอาทำเอง
นอกจากนี้ เครื่องรางบางอย่าง ถูกปลุกเสกโดยความไม่สะอาด กระแสเช่นนี้จะเป็นอุปสรรคต่อผู้ปฏิบัติด้วยซ้ำ และสิ่งที่เราพกพาเราไม่อาจมั่นใจว่าเป็นแบบไหน