ฤกษ์ยาม / โฉลก
A : เรื่องฤกษ์ยาม โฉลก
เราไม่ควรยึดมั่นเอาจริงเอาจัง คนโบราณมีความเชื่อความรู้ เป็นศาสตร์แห่งการทำนาย ไม่ใช่เป็นของที่ไม่มีมูล เพียงแต่ไม่ควรให้มีผลครอบงำเรา
ยิ่งถ้าเรามีธรรมะด้วยการปฏิบัติธรรมขั้นภาวนาสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้แทบไม่มีผลกับเรา
เราสร้างมงคลคุ้มครองตนเองด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา
เราจะค่อนข้างได้รับการคุ้มครองจากกุศลวิบากอันยิ่งของการดำรงตนอยู่ในไตรสิกขา
แม้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะพลอยเอ็นดูเกื้อกูลคนที่มีศีล มีจิตเป็นสมาธิ มีปัญญาแสวงหาการหลุดพ้น
จึงไม่ต้องพึ่งพาฤกษ์ยาม ถือสี ถือโฉลก
(แต่แม้เราไม่เดินตามถือตาม แต่ก็ควรวางเฉย ไม่ไปดูถูกความรู้ใดๆ
ควรให้ค่าในความเป็นศาสตร์ความรู้สาขาหนึ่ง)
อีกอย่าง ถ้าเราจะต้องมามีอันเป็นไปจริงๆ มันเป็นเพราะกรรม วิบาก หรือก็คือเหตุปัจจัยที่พร้อมมูลทำให้สิ่งนั้นเกิดกับเราต่างหาก
ต่อให้วันนั้นเป็นวันดี ใส่เสื้อสีถูกโฉลก ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกรรมที่พร้อมให้ผลได้
แต่สำหรับกรรมฐาน เป็นบุญที่มีกำลังกุศลสูงสุด อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องจากใหญ่ให้เล็กได้ ร้ายให้หายไปได้
บางครั้งคนมักรู้สึกไม่ดีก่อนเกิดเหตุร้าย หรือเหมือนมีลางสังหรณ์ มีจิ้งจกทัก และก็เป็นจริงๆ นั่นเพราะคนที่จะมีอันเป็นไปมักเกิดสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา จึงเกิดสิ่งเตือนในใจบางอย่าง แต่ไม่ใช่เพราะวันนี้ใส่สีผิด เป็นวันฤกษ์ไม่ดี จึงถูกจิ้งจกทัก ดังนั้นจึงมีอันเป็นไป