ถ้าคิดไม่ดีบ่อยๆ คือบาปบ่อย?
ทุกคนมีความคิดทุกประเภท ขึ้นๆลงๆ ทั้งดีและไม่ดี
นี่เป็นธรรมชาติของจิต ที่ยังเป็นปุถุชน
ถ้าฝึกจิตให้มาก ปฏิบัติมาก ภาวนามาก ทำบุญมาก รักษาศีลดี และล้อมรอบตนด้วยกัลยาณชนคนดีๆ ด้วยสิ่งที่เป็นกุศล ด้วยสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลให้คิดดีงาม
จิตก็จะวนเวียนกับกุศลได้มากหน่อย
ถ้าอยู่กับเรื่องร้อนๆ คนรอบข้างร้อนๆ การงานที่ตึงเครียด ชีวิตครอบครัวที่มีความทุกข์
จิตก็จะวนเวียนกับอกุศลไปด้วย
แต่ไม่ได้หมายความว่า คนอยู่วัด อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ อยู่สถานที่ปฏิบัติ จะเป็นมีจิตเป็นกุศลเสมอ
เพราะคนเข้าวัดก็เร่าร้อนมาจากข้างนอกทั้งนั้น หนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่พกพาร้อนมาให้วัด
วัดเป็นที่พึ่งของคนมีความทุกข์
คนทุกข์มาก หรือ ทุกข์น้อยมีทั้งนั้น ต่างก็มารวมกันในวัดเพื่อแสวงหาที่พึ่ง หาความสุข
แต่เวลามาวัด มาที่ปฏิบัติธรรม ต่างก็พกพาเอากิเลสตนมากันด้วยเต็มๆ เอามาแผดเผากันในวัดก็ยังมี
คนมาวัดไม่ใช่แปลว่าเป็นกัลยาณชน เป็นบัณฑิต กันหมดแล้ว อาจเป็นคนพาลยิ่งกว่าคนดีๆที่ไม่เข้าวัดก็มาก
พอคนหลากหลายที่เร่าร้อนมารวมตัวกัน ก็อาจทำให้วัดกลายเป็นที่รวมของอกุศลจิตของหลายๆคนไป
บางทีเราสงสัยว่าคนเข้าวัดทำไม คนปฏิบัติ ทำไมยังเป็นโน่น นี่ นั่น ยังพูดโน่น นี่ นั่น ยังทำโน่น นี่ นั่นอยู่อีก
ถ้าเรากำลังคิดอย่างนี้ให้รีบดูตัวเองทันที
แล้วเราล่ะ ไม่ใช่กำลังคิดไม่ดี เพ่งโทษคนอื่นอยู่หรือไง?
ไม่ใช่เราเองก็กำลังคิด กำลังทำโน่น นี่ นั่น เช่นกันอยู่หรอกหรือ?
เราใช่กัลยาณชนแล้วจริงๆหรือ?
เมื่อเราหันลูกศรมาปักที่ตัวเราเองทุกครั้งที่จิตคิดร้าย เราจะเห็นความอัศจรรย์ว่าเรานั่นแหละที่มีปัญหาไม่น้อยกว่าใคร
ถ้าเห็นได้เช่นนี้ ก็ให้รีบดูแลแก้ไขที่ตนเองก่อน ทำเพื่อความสงบสุขของโลกโดยด่วน
เพราะเขาและเราต่างก็เอาทุกข์ตามติดตัวเขามาวัดด้วยเต็มๆ เอามาแพร่เชื้อให้เกิด pollution ทางจิตแก่ผู้คนรอบข้าง
ดังนั้น เราจึงต้องเข้าใจ เห็นใจทุกคนเสมอ
เพราะเราเองก็ป่วยหนักอยู่เหมือนกัน
ไม่มีใครอยากชั่ว
ไม่มีใครอยากทุกข์
ไม่มีใครอยากโง่เขลา
แต่เพราะไม่รู้ จึงทำ
เพราะจิตเรายังมีกิเลสกันตรึม
เราจึงล้มคว่ำขมำหงายเพราะมันอยู่เป็นระยะๆ
มากน้อยแล้วแต่คน
ในทางตรงข้าม เราก็สามารถเหยียบมันไว้ได้แทบเท้าได้บางครั้งด้วย
และบางครั้งเรายังเผามันจนสิ้นซากได้ด้วย
ถ้าเราเผามันจนไม่มีเหลืออีกเลย เราก็จะหมดทุกข์ได้เสียที
ข้ามฟากไปอีกฝั่งได้
ข้ามโอฆะสงสารนี้ไปได้
ตราบใดที่ยังอยู่ฝั่งนี้
ก็ต้องแหวกว่ายในน้ำครำแห่งทุกข์ เสมอ
ไม่ทุกข์นี่ ก็ทุกข์นั่น ไม่เคยมีวันหยุด
แต่พระพุทธองค์ให้เครื่องมือว่ายน้ำมามากมายเหลือเกิน เราต้องใช้ให้เป็น ให้ชำนาญ และใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้มากที่สุด บ่อยที่สุดจนกลายเป็นทุกเวลา
-เพื่อไม่ให้สำลักน้ำแห่งทุกข์บ่อยนักคือ ช่วงที่ชีวิตประสบอุปสรรค
-เพื่อไม่ให้จมลงไปใต้น้ำ คือ การตกอบายภูมิไปทั้งชาติ
-เพื่อไม่ให้ว่ายหลงทางไปที่อื่น คือ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เสื่อมศรัทธา หรือหันออกไปเลื่อมใสในสิ่งที่ไม่ใช่พระสัทธรรม หรือหันเข้าหาความบันเทิงทางกามวัตถุต่างๆ