ไม่อยากติดค้างกัน ไม่อยากต้องพบเจอ มามีกรรมกันอีก
...ถ้าพี่พูดน่าจะ “วิริยะ” ที่แปลว่าความเพียร และมีวิริยะในการปฏิบัติ(สติปัฏฐาน)อย่างต่อเนื่องย่อมทำลายความยึดมั่นถือมั่นในตนและในสรรพสิ่ง ความผูกพันจึงไม่ใช่ความผูกพันอีก เพราะสรรพสิ่งล้วนไม่มีแก่นสาร ล้วนปรวนแปร ล้วนดับสลาย จะหาสิ่งใดให้ยึดไม่มีเลย
ถ้าไม่อยากติดค้างกันอีกกับผู้ใด ไม่อยากต้องพบเจอ มามีกรรมกันอีก
ลองหยุดแบกเขาไว้ในใจดูค่ะ
เพราะเราคอยเพ่งคอยจับผิดเขา รำคาญใจในตัวเขา หงุดหงิดใจในตัวเขา เราก็ยิ่งแบกเขาหนักขึ้นทุกวัน
ไม่ชอบใจเมื่อใดเป็นแบกเมื่อนั้น
ทำบ่อยเข้าๆ
พูดบ่อยเข้าๆ เราก็ยิ่งเพิ่มพูนกิเลสด้านโทสะของเรามากขึ้นๆๆ เราเองที่ทุกข์ค่ะ
เราต้องฝึกไม่ถือสา
ฝึกยอมรับอย่างที่เขาเป็น
ฝึกเห็นสิ่งที่เคยคิดว่ารกตา รกใจเป็นสิ่งน่าเห็นใจ น่าเอ็นดู
เพราะผู้ที่รู้สึกรกใจไม่ชอบใจคนอื่น เป็นผู้ที่ขาดทุนที่สุดค่ะ
คนเขาก็เป็นของเขาเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นความผิด (เว้นแต่เขาผิดศีล ผิดธรรม)
แต่เราที่ไม่ชอบใจที่เขาเป็นเช่นนั้น มันเป็นกิเลสความเร่าร้อนของเราค่ะ
แม้ผู้นั้นผิดศีล ผิดธรรม เรายังไม่ควรต่อว่าติเตียนด้วยความเดียดฉันท์เลยค่ะ ไม่ควรนำมากล่าวร้ายลับหลังทำร้ายเขาด้วย
เพราะไม่มีใครอยากเลว อยากชั่ว
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะความไม่รู้
ดังนั้นเราจึงต้องเห็นใจเข้าใจ ให้กำลังใจ หรือช่วยให้เขารู้ตัว กลับตัวมาสู่ความสุข
เวลาไปปฏิบัติก็เช่นกันถ้าในใจเกิดคิดถึงคนอื่นในเชิงติเตียน เชิงเปรียบเทียบ หรือหงุดหงิด กราดเกรี้ยว ผิดหวัง ฯลฯ
ให้พยายามให้มากที่จะเฝ้าดูอย่างเป็นกลาง อย่างจิตผ่อนคลาย จิตปล่อยวางเบา อย่าเอามาแบกให้หนัก
ให้ระวังอย่าคิดต่อ อย่าขยายความปรุงแต่งเพิ่ม
จิตจะเพิ่มความชังนี้ให้มีรสชาติมากขึ้น
เท่ากับไปทวีความรุนแรงขึ้น
ทำให้เมื่อเราออกมาจากการปฏิบัติ เรากลับยิ่งสั่งสมความชั่วร้ายมากขึ้น ยิ่งชิงชังคนนั้นมากขึ้น
เพราะเราจับไม่ได้ไล่ไม่ทันกิเลสของเราเองเราไม่รู้เท่าทันมัน เราจึงเป็นเหยื่อของมัน
เราเผลอปล่อยให้มันขยายตัวจนแก้ยากขึ้นๆ