ต้องการเข้าคอร์สปฏิบัติ แต่มีความกังวลห่วงใยคนที่อยู่บ้าน
ขออาจารย์เมตตาชี้แนะว่าควรปฏิบัติอย่างไรด้วยค่ะ
A: ควรทำทั้งสองอย่างค่ะ
ทั้งปฏิบัติ และทั้งดูแลคนชราที่บ้านอย่างเหมาะสม
แต่เวลาที่ทำอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่
ขอให้ทำให้เต็มที่
ให้เต็มร้อย
อย่าพะว้าพะวัง ห่วงหน้าพะวงหลัง
จะทำให้ ทำไม่ได้ดีสักอย่างเดียว
ให้ใช้สติเสมอ ในสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น
เวลาทำกิจต่างๆ
ให้หมั่นสำรวจจิตตนว่ามีคุณภาพอะไรอยู่
ให้ฝึกประคองใจให้ผ่องใสไว้
ถ้าทำได้ สิ่งที่เราทำอยู่นั้นจะเกิดเป็นบุญ
เพราะบุญคือ ความสุขที่เกิดในจิตของผู้ประพฤติดีงามค่ะ
คำว่าผ่องใส ไม่ใช่ความเบิกบานสนุกสนานเพราะเผชิญสิ่งดีๆนะคะ
แต่เป็นความใสของใจจากส่วนลึก
ผ่องใส เพราะใจมีความสงบเย็น
ใจปราศจากความอยาก ปราศจากความไม่อยาก
แต่ใจวางเฉยอยู่ สงบอยู่ เย็นอยู่กับสิ่งต่างๆ ไม่ว่าสิ่งรอบตัวจะว้าวุ่นเพียงใด ใจก็ไม่เต้นตาม
ไม่หนัก ไม่เร่าร้อน ไม่ดิ้นรน ไม่ซัดส่าย
คือมีใจเป็นการผ่อนคลาย เพราะทำด้วยความยินดี ด้วยปีติ
ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม อยู่ที่ใดก็ตาม
ดังนั้นไม่ว่าเรากำลังกำลังดูแลคนชราอยู่
หรือจะกำลังปฏิบัติธรรมอยู่
ก็ต้องมีจิตแบบนั้น
ในทางกลับกัน ถ้าอยู่กับคนชรา แต่ใจกลับกังวล ใจอยากไปปฏิบัติ
เราอาจเริ่มรู้สึกคนชราของเราเป็นภาระได้
เราย่อมไม่ได้บุญ
ทั้งที่กำลังพยายามกตัญญู
ความกังวลในใจ ทำให้จิตเศร้าหมอง
จิตเศร้าหมองเป็นจิตที่เป็นบาป ไม่ใช่บุญ
ดังนั้นจะดูแลคนชรา ต้องดูแลด้วยจิตเป็นสุข จึงจะได้บุญ ได้บารมี
และเมื่อตัดสินใจไปปฏิบัติ ก็ต้องวางได้ ต้องรักษาจิตตลอดระยะที่ปฏิบัติให้ผ่องใสด้วย
ต้องทิ้งหมดจากใจไปก่อน
และไปบำเพ็ญบุญสร้างบารมีให้เต็มที่ขณะที่ไป เพื่อผู้ที่อยู่ข้างหลังจะได้รับประโยชน์สุขไปด้วย
ให้มนสิการว่า สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน การที่เราอยู่ด้วย หรือไม่อยู่ด้วย ใช่ว่าเราจะเปลี่ยนวิบากกรรมของคนๆอื่นได้
ดังนั้นเมื่อตัดสินใจไปปฏิบัติ ก็จัดการให้คนที่บ้านได้รับการดูแลในระดับที่เหมาะสม
จากนั้นเราก็อาจอธิษฐานว่าเราจะไปบำเพ็ญบารมี
ขอให้ธรรมะที่เราจะไปบำเพ็ญนั้นคุ้มครองรักษาสิ่งต่างๆระหว่างที่เราไม่อยู่ ขอให้บุญที่เกิดจากธรรมปฏิบัติของเราเกื้อกูลท่านด้วย
แต่หากจะต้องมีสิ่งใดเป็นไป
เราก็ต้องยอมรับว่าเหตุปัจจัยของแต่ละคนเป็นเช่นนั้น
เราได้ทำทุกอย่างที่ดีที่สุดแล้ว
และขณะนี้เราก็กำลังสร้างกุศลที่สูงที่สุด ที่เราขออุทิศให้ท่านได้รับไปกับด้วย แล้วก็ให้ปฏิบัติให้จริงจังเต็มที่
ระวังว่าขณะปฏิบัติ ใจจะต้องไม่กลับไปห่วง ไปกังวล ไปรู้สึกผิด
ไม่เช่นนั้นก็ปฏิบัติไม่ได้ผล ไม่ได้บุญอีก
ถ้าคิดว่าทำใจไม่ได้แน่ ก็ให้ปฏิบัติขณะกำลังดูแลท่านแทนค่ะ
สรุป ทุกอย่าง อยู่ที่การรักษาใจค่ะ
ทำใจให้เหมาะสมทุกเวลา
ก็ประคองจิตให้เป็นกุศลตลอด จะมีเมตตา มีอุเบกขา มีกรุณา มีปีติ ได้ทั้งนั้น
เช่นนี้จึงจะเป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วยในกิจต่างๆ
เช่นนี้จึงจะไม่ขาดทุน