← 🍃ธรรมมรรคา
12810 ส.ค.63อ่าน ~8 นาที

การที่มาเป็นแฟนกันเป็นบุญเป็นกรรม ที่ทำร่วมกันมาตั้งแต่ในอดีตใช่ไหม

คนรอบตัวเราที่ใกล้ตัวเราทุกคน ล้วนมีบุญกรรมร่วมกันมา

ไม่ว่าพ่อแม่เรา พี่น้องเรา เพื่อนสนิทเรา คู่ของเรา ลูกของเรา ศัตรูของเรา ฯลฯ


ในความเป็นจริง พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ว่า เราทุกคนต่างเคยรู้จัก เคยพบกันมาทั้งนั้น เพราะเราต่างก็เกิดมานานมาก นับชาติไม่ถ้วน นานเป็นกัปเป็นกัลป์นับไม่ได้

คนที่เราเคยรู้จัก เคยพบเจอ จึงครอบคลุมสรรพชีวิตทั้งหมดในสามโลก (กามโลก เทวโลก พรหมโลก) และรวมถึงผู้ที่นิพพานพ้นโลกไปแล้วก็ตาม


แต่เพราะเราทุกคนต่างมีกรรมไปเกิดในที่ต่างๆกัน ในแต่ละชาติ

การที่เราอาจไม่ได้พบคนที่เราเคยรู้จักในชาติก่อนในชาตินี้อีก

ก็เพราะเรากับเขาเหล่านั้นในชาตินี้ต่างเกิดต่างภูมิกัน หรือมีเหตุปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ไม่พบกันในชาตินี้


คนที่เคยเป็นคู่เรา เป็นบุพการีเรา เป็นลูกเรา เป็นเพื่อนเรา เป็นญาติเรา ฯลฯ เมื่อชาติก่อนนั้น

ชาตินี้บางคนอาจกำลังไปเกิดในภูมิเดียรัจฉาน บางคนอาจไปเกิดในภูมิเทวดาชาตินี้ บางคนเป็นเปรตอยู่ในชาตินี้ บางคนเป็นพรหม(เช่น พระสงฆ์ครูอาจารย์ที่เราอาจเคยเป็นศิษย์เมื่อชาติก่อนๆ) บางคนชาตินี้อาจเกิดเป็นคนต่างชาติต่างเผ่าพันธุ์ หรือบางคนอาจยังอยู่ในภูมินรก เป็นต้น


คนที่เราเจอในชาตินี้ เป็นการจัดการของบุญกรรมที่เราทำมา และที่เขาทำมา แต่จะเป็นมาจากเมื่อชาติใดนั้น เราย่อมไม่รู้ได้

และเราจะเจอกันได้ ต่างก็ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ด้วยกันในชาติเดียวกันนี้ด้วย ที่มีเหตุปัจจัยที่ลงตัวอื่นๆ ที่ให้ต้องมาเจอกัน


โดยเราอาจเจอกับบางคนตั้งแต่เกิด บางคนเราอาจเจอกันในช่วงหนึ่งๆของชีวิต และพรากกันไป

เมื่อเจอกันแล้ว เราก็อาจอยู่ใกล้ชิดกันช่วงหนึ่ง เพื่อมาใช้กรรมดี กรรมไม่ดีต่อกัน และเมื่อมาอยู่ร่วมกันย่อมสร้างกรรมใหม่ต่อกัน หรือสร้างกรรมใหม่ร่วมกัน


ถ้าไม่สร้างกรรมดี กรรมไม่ดี ’ใหม่’ ต่อกันไว้ให้เจอกันอีก

หรือ ถ้าต่างคนต่างเดินคนละเส้นทางในทางบุญทางบาปชาตินี้

เช่น คนหนึ่งเดินทางมุ่งนิพพาน อีกคนเดินทางมุ่งเพลิดเพลินในโลก หรือเบียดเบียนผู้อื่นเพื่อเสพสุขส่วนตน เส้นทางเดินที่ในวันหน้าชาติหน้ามีแต่จะห่างกันออกไป จะไม่มาบรรจบกัน

ในที่สุดก็จะต้องหมดความเชื่อมโยงระหว่างกันไป เพราะศีลต่างกัน ธรรมต่างกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสที่จะเวียนมาพบกันอีกในภพหน้าย่อมเป็นไปได้ยาก

หรืออาจเจอกันในรูป คนหนึ่งต้องทำกุศลโปรดสัตว์ให้อีกคนหนึ่งพ้นจากทุกข์ (เช่น พระสารีบุตรที่เป็นพระอรหันต์ โปรดเปรตมารดาในอดีตชาติให้พ้นจากความเป็นเปรต)


ส่วนการอยู่ร่วมกัน คบหากัน จะไปได้ดี ได้ไม่ดี หรือมีทั้งดีและไม่ดีทั้งสองอย่างนั้น ก็ขึ้นกับสิ่งที่เราเคยทำมา สิ่งที่เขาเคยทำมา

ทั้งที่ทำต่อกันและกัน และทำต่อคนอื่นๆด้วย


ถ้าคนสองคน เคยมีสิ่งดีๆกันมา ชาตินี้ก็มักจะดีต่อกัน

ถ้าเคยทำร้ายกันมาชาตินี้ก็จะไม่ค่อยลงรอยกัน หรือมาเบียดเบียนกัน มาทำให้เสียทรัพย์ เสียสุขภาพ เสียใจ เสียชีวิต


ถ้าเคยทำดี เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ก็จะชวนกันไปทางสูง ทางดี

จะมักทำสิ่งดีๆร่วมกัน

เมื่อมาอยู่ร่วมกันแล้ว ชีวิตจะยิ่งดีขึ้น เจริญขึ้น ทั้งทางโลก ทางธรรม

ทางตรงข้าม ถ้าเป็นปาปมิตรต่อกัน เมื่อมาคบกัน อยู่ร่วมกันก็ยิ่งลากกันลงต่ำ พากันเสื่อม


สิ่งที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกชั้นคือ

แม้เราไม่เคยทำไม่ดีกับคนๆนี้ แต่เราทำไม่ดีกับคนอื่น สร้างกรรมต่อคนอื่น

เท่ากับเราได้สร้างกรรมไม่ดี ที่เราเองต้องรับมันในวันหน้าแล้ว

คนๆนี้ที่ทำร้ายเราชาตินี้ อาจไม่ใช่คนที่เราเคยทำร้าย หรือทำกรรมกับเขาโดยตรง

แต่ที่เขาก็มาทำร้ายเราได้ในชาตินี้

มาจากกรรมเก่าเราเอง(ที่เคยไปทำกับใครไม่รู้) ชักนำให้เขาคนนี้ต้องมาเป็น ‘พาหนะ’ ของกรรมเก่าเรา มาทำร้ายเรา มาทำให้กรรมเก่านั้นของเรามาส่งผลกับเราในชาตินี้

ส่วนตัวเขาคนนั้น ทำหน้าที่เป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ ของกรรมเก่าของเราเอง ที่มาตอบสนองเรา

ดังนั้นเราจึงไม่พึงโทษ โกรธ เกลียดใครที่ทำร้ายเรา

เพราะการที่เราต้องรับกรรม ต้องเป็นทุกข์จากคนๆหนึ่งนั้น

ไม่ได้แปลว่าคนๆนั้นต้องเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราเสมอไป


แต่ตัวเรานั้นเป็นเจ้ากรรมนายเวรของตัวเอง

และเป็นเจ้ากรรมให้ตัวเองทุกครั้งที่เราประกอบกรรมเลว


ส่วนเขาคนนั้นที่มาทำร้ายเรานั้น ที่เขาทำมันก็เกิดจากกิเลสของเขาเอง จากเหตุปัจจัยของเขา เมื่อเขาเลือกที่จะทำร้ายเรา(เพราะพ่ายต่อกิเลสของตน) ขณะนั้น เขาก็กำลังสร้างกรรมใหม่ให้ตัวเอง ให้ต้องวนมารับในวันหน้าในวัฏฏชีวิตของเขาไป


จนกว่าเราต่างจะมีปัญญา พาตนพ้นทุกข์นั่นแหละ

จนกว่าเราจะหยุดก่อเวรให้ตนเองได้

เราจึงจะพ้นทุกข์

(เน้นว่า ‘พ้นทุกข์’ ได้นะคะ

ไม่จำเป็นว่าต้อง ‘พ้นกรรม’ ได้เสมอไป)