← 🍃ธรรมมรรคา
1482 มี.ค. 64อ่าน ~20 นาที

วิบากกรรม

❓ ปุจฉา (คำถาม)
กรณีที่คนเรา มีศัตรูมากลั่นแกล้งอิจฉาริษยา ให้ร้ายเสียดสี ปลุกปั่นให้คนอื่นต่อต้าน ถูกมองว่าจริงจัง จึงไม่มาคบหา ควรวางใจอย่างไร

บางทีปวดตามตัว ตามขา ยิ่งถ้ามีเหตุการณ์ร้าย จะปวดมากขึ้น

การตามรู้ตามดู ก็ยิ่งปวด ยิ่งทุกข์ขึ้น วางอุเบกขาไม่ค่อยได้ ควรทำอย่างไร

ยิ่งปฏิบัติมาก เหตุใดจึงเหมือนชีวิตยิ่งมีอุปสรรค
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: ตั้งสติก่อนนะคะ

เริ่มที่ฝึกผ่อนคลาย พักกาย พักใจตัวเอง ทำใจให้สบายก่อน อย่าให้จิตถูกรุมเร้าด้วยความคิดลบๆ หลายๆอย่าง ให้ตั้งสติให้ตรงก่อน เพื่อให้จิตเรามีศักยภาพในการจัดการกับปัญหาต่างๆได้


อย่ารุมใจตัวเองด้วยความคิดว่าเรื่องร้ายๆมากมายเกิดกับเราคนเดียว มันจะทำให้ใจเราอ่อนแอมาก และทำให้เรายิ่งรู้สึกว่าสถานการณ์ต่างๆเลวร้ายหนักหนาสาหัสไปกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอยู่ค่ะ


ให้แยกส่วนออกเป็นเรื่องย่อยๆ และคิดเพื่อจัดการทีละเรื่องไป

แยกออกมาเป็นประเด็น เช่น เรื่องเพื่อนที่ทำงานมีใครบ้างที่ทำร้ายเราจริง เป็นทุกคนหรือบางคน เนื้อหาที่เขาทำร้ายเราอยู่ตรงไหนบ้าง

การกลั่นแกล้งนั้นเป็นความจริงหรือเราระแวงไปเอง การทำร้ายเรานั้นมีผลให้งานเราเสียหายไหม ฯลฯ


เวลาคิด ให้รักษาความเป็นกลางในใจไว้ให้ได้

ต้องคิดแบบ objective นะคะ คิดตามความจริง คิดตามเนื้อหาจริง ไม่เอาแบบ subjective ที่คิดไปใส่อารมณ์ร่วมไป ใส่ความคิดหวาดระแวงของเราผสมลงไป

ให้ระวังมากๆ เพราะความคิดเรามักเป็นอคติค่ะ


จากนั้นก็แก้ทีละเปลาะ

ถ้าใจเราขุ่นมัวด้วยความระแวง ความฉุนเฉียว ความมีอคติ ความคิดของเราใช้การไม่ได้ค่ะ แก้ปัญหาอะไรก็ไม่ได้ค่ะ เพราะตัวเราเองก็คดเอง ต้องยืดตัวเราให้ตรง และคิดตามความเป็นจริง


คนเรา มีช่วงชีวิตที่ขึ้นๆลงๆ เจอทุกข์ พบสุข ตามกรรมเก่า มันเป็นวิบากกรรมของเรา เมื่อเหตุ-ปัจจัยต่างๆพร้อม กรรมเหล่านี้จะได้จังหวะส่งผล


การส่งผลของกรรม หลักๆ อาจแบ่งเป็นสองชนิด

(1) กรรมนำเกิด (ที่ส่งตอนปฏิสนธิ) กับ

(2) กรรมที่ส่งผลหลังเกิดแล้ว (ส่งผงเป็นปวัตติกาล)

(1) กรรมที่ส่งผลให้นำเกิดเป็นต่างๆ

ที่ทำให้เกิดดี เกิดไม่ดี เหมือนเป็นการปูทางพื้นชีวิตของทั้งชาติ

ทำให้คนเรามีชะตากรรมที่เป็นตัวพื้นชีวิต พื้นชะตา สมมุตว่าไปเกิดในอบาย เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน พื้นชีวิตนั้นทั้งชาติ ก็จะรับกรรมในแบบของสัตว์เดียรัจฉานทั้งชาติ ไม่สามารถคิดอ่านสร้างกรรมชนิดที่มนุษย์สร้างได้ เพราะพื้นชีวิตกำหนดมาแล้ว กระนั้นก็ดี ในความเป็นเดียรัจฉานที่เหมือนกัน เช่น เกิดเป็นสุนัขเหมือนกัน ก็ยังมีกรรมในฐานะที่แตกต่างกันมากมาย

การได้เกิดเป็นคน ถือว่าเป็นวิบากที่ดีมากดีมาก พื้นชีวิตทั้งชาตินี้ คือได้เป็นคน


ในการเกิดเป็นคน ก็มีความหลากหลายสลับซับซ้อนมาก เกิดมาสบาย/ลำบาก, เกิดมาสมองดี/ไม่ฉลาด, เกิดมาสมบูรณ์/พิการ, เกิดมาด้วยติเหตุกะปฏิสนธิ/เกิดมาขาดอโมหะเหตุ (คนที่เกิดมาไม่มีเหตุครบ ทั้งชาตินี้จะไม่ได้ผลจากการปฏิบิติวิปัสสนา) ฯลฯ


นี่คือพื้นฐานชีวิต ประมาณว่าพื้นหลักของดวงชะตา ซึ่งก็คือพื้นความเป็นไปหลักของชีวิตนั้นในฐานะ ‘คน’

พื้นชีวิตมีอิทธิพลต่อบุคคลหนึ่งๆไม่น้อย แต่ไม่ทั้งหมด คนเราสามารถแก้ไขปรับเปลี่ยนได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนทั้งหมด คือเปลี่ยนพื้นฐานนี้ทั้งหมดไม่ได้ (เช่น การเกิดเป็นคน การเกิดมาตาบอด เป็นต้น) จะเปลี่ยนได้ต่อเมื่อตายจากชาตินี้ไป

เช่น จะให้เปลี่ยนจากมนุษย์ไปเป็นเทวดาในชาติเดียวกันนั้นเลยย่อมทำไม่ได้ ต้องตายไปเกิดใหม่


(2) กรรมที่ส่งผลต่อชีวิตหลังเกิดมาแล้ว

นี่คือ การขึ้นๆลงๆ ทุกข์สุขดิบ ทั้งหลายที่เข้ามาในชีวิต เป็นวิบากกรรมที่แทรกเข้ามาในช่วงต่างๆของชีวิต ทำให้ชีวิตมีขึ้น ลง ดี ร้าย หนัก เบา แตกต่างกันไป

บางความเชื่อให้ความสำคัญกับผลของกรรมว่าตายตัว เป็นชะตาฟ้าดินกำหนด หรือพระเจ้ากำหนด เปลี่ยนแปลงไม่ได้

แต่ตามหลักธรรมชาติ หลักของความเป็นเหตุและผล เราสร้างเหตุ(เพื่อเปลี่ยนแปลงผล)ได้

‘เหตุใหม่’ จะไปลดทอน ‘ผล’ ของ ‘เหตุเก่า’ ที่กำลังส่งผลอยู่ หรือจะส่งผลต่อไป ได้

ทำให้ผลเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงได้ บรรเทาได้ ลดทอนลงได้ และบางอย่าง ก็หายไปได้


การปฏิบัติธรรม เป็นการสร้างเหตุใหม่ เป็นการสร้างเหตุด้านกุศล’ขั้นสูง’ ที่มีผลในทางเร่ง

เร่งให้กรรมดีออกดอกผล เร่งชดใช้กรรมเก่า เร่งตัวกุศลอื่นๆให้มีกำลังแรงขึ้น เร่งขจัดภพชาติ...

บางทีเราจึงรู้สึกว่า ยิ่งปฏิบัติ ชีวิตยิ่งมีอุปสรรค


ที่คนเราเจอความทุกข์ในปัจจุบันอยู่ เป็นผลของเหตุเก่าที่กำหนดพื้นชีวิตชาตินี้ กำหนดวิบากที่จรมาในชาตินี้ และเป็นผลของเหตุใหม่จากการทำทั้งกรรมดีไม่ดีในชาตินี้


ช่วงที่ชีวิตเจอวิบากไม่ดี ที่มักเรียกกันว่าช่วงนี้ดวงซวย บ้างอธิบายว่าเป็นเพราะมีดาวบาปเคราะห์ต่างๆโคจรเข้ามา เข้ามาในชีวิต

แท้จริงแล้วเป็นช่วงชีวิตที่วิบากไม่ดีได้จังหวะส่งผลตามพื้นชีวิตจากกรรมที่เราทำมา

แต่การส่งผลของกรรมจะไม่เป๊ะตามที่เราทำมาในอดีต

กรรมมีความซับซ้อน ส่งผลก็ย่อมซับซ้อน ตามความซับซ้อนของจิตมนุษย์ผู้ทำกรรมต่างๆ

เพราะมนุษย์สร้างสังขารใหม่ตลอดเวลา ทั้งดีไม่ดี คือ เราต่างก็สร้างเหตุใหม่ๆตลอดเวลา ที่ไปเพิ่มความซับซ้อนในการส่งผลของกรรมในแต่ละช่วงของชีวิต


การทำความชั่วร้าย หรือการคิดไม่ดี แม้คิดตรอมตรมระทมขมขื่นทั้งหลายก็ด้วย ล้วนเป็นการไปเร่ง

ทำวิบากไม่ดีให้ส่งผล ’เร็ว’ ขึ้น

ทำให้วิบากไม่ดีนั้น ‘รุนแรง’ ขึ้น

และทำให้วิบากไม่ดีนั้นอยู่ ‘นาน’ ขึ้น


แถมยังไปลากเอาความ ‘ซวย’ ชนิดอื่นๆที่อาจยังไม่ถึงเวลาส่งผลให้มาผสมผสานร่วมละเลงส่งผลในเวลาเดียวกันเข้าไปอีก


ในทางตรงข้าม การทำความดี เป็นการไปเร่งวิบากดี ทำให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่งบางครั้งก็ดีขึ้นอย่างเห็นผลทันที

บางครั้งก็ดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปกินได้ยาวนาน

และบางครั้งก็ไปบรรเทา,ไปสกัด,ไปลดทอน,ไปเบี่ยงเบนกรรมร้ายให้แปรสภาพไป

ทั้งยังไปช่วยชดใช้กรรมร้ายๆให้ได้ชดใช้จ่ายคืนเร็วขึ้น

ซึ่งในขบวนการเหล่านี้จะมีผลเชิงเร่งวิบากกรรมทั้งดีร้ายบางอย่างให้เร็วขึ้นให้เราต้องมาเสพเร็วขึ้น



การทำกรรมฐาน (ทั้งสมถะ วิปัสสนา) จะเร่งทั้งผลของกรรมดี และกรรมชั่ว ที่มีน้ำหนักกว่าการทำกุศลชนิดอื่นๆ

เพราะการทำกรรมฐาน เป็น ‘กรรมหนักฝ่ายกุศล’ จึงทำให้ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงได้มาก เพราะเป็นกรรมที่หนัก จึงมีผลมากในทางดึงขึ้นสู่ที่สูง

เช่นเดียวกัน การทำ ‘กรรมหนักฝ่ายบาป’ (ได้แก่ ครุกรรมฝ่ายบาป, อนันตริยกรรม) ก็มีน้ำหนักมาก ส่งผลแรงในทางฉุดลากลงต่ำ


ในแง่การส่งผลของกรรมร้ายๆ ที่เกิดกับแต่ละคน หรือ ความซวย ของแต่ละคน ก็มีความต่างกันอย่างหลากหลาย

เพราะคนเราทำมากรรมแม้ประเภทเดียวกัน ก็ไม่เหมือนกันเพราะจิตที่ซับซ้อนด้วยกิเลสภายใน มีความต่างกันมาก

เราแต่ละคนสร้างของเรามาเองทุกคน ดังนั้นรูปแบบของความทุกข์ ประเภทของความทุกข์จึงต่างกันมาก


ส่วนความรู้สึกว่าเราเป็นทุกข์มาก...จนเกิดอาการปวดต่างๆทางร่างกายที่เกิดขึ้นนั้น

ถ้าไม่ใช่เพราะสุขภาพเจ็บป่วยจริงๆ ก็เกิดเพราะตัวจิตคนเราเองทำร้ายกาย จิตโวยวายเร่าร้อน จิตหวั่นไหวแกว่งไกว จิตไม่ปกติ จิตคอยแต่จะกรี๊ด ไม่มีความสงบภายใน ทำให้ภายในกายเสียหาย

เสียหายในระดับ cell ของทุกอวัยวะเลย


ความทุกข์ใจ มีผลต่อร่างกายให้ทุกข์

และความทุกข์กาย ก็กลับมาส่งผลให้ทุกข์ใจเพิ่มขึ้น

เมื่อใจทุกข์เพิ่มอีก กายก็เจ็บหนักขึ้นไปอีก

เป็น vicious cycle

ให้ผ่อนคลายปล่อยวางที่ใจให้ได้

ให้คิดให้เป็น

เพราะทุกอย่างมันไม่มีอะไรเลย...เป็นเพียงมายาของชีวิต

เดี๋ยวมา เดี๋ยวก็หายไป เดี๋ยวอันอื่นก็มา และก็หายไป เป็นเช่นนี้เอง


จิตที่มีกิเลส จิตไม่บริสุทธิ์ มีอนุสัยกิเลสที่ฝังลึกในจิต

ตัวกิเลสนี้ได้ถูกกระตุ้นให้ออกมากรี๊ด


เมื่อเรายังมีกิเลส เมื่อเรามี ‘ตัวตน’ เราย่อมถูกลากเข้าไปอยู่ในวงวนของวิบากกรรมเก่า และเราก็จะก่อกรรมใหม่ต่อ ด้วยการโกรธ เกลียด เสียใจ น้อยใจ เศร้าหมอง สารพัดเหล่านี้

ยิ่ง ‘ตัวตน’ เราใหญ่ เรายิ่ง “กรี๊ด” ดัง ‘กรี๊ด’ หนัก

เราจะทุกข์หนักขึ้นตามความเหนียวแน่นของการยึดตัวตนของเรา


ส่วนการที่เรากรี๊ด คือการก่อบาปใหม่

เวลาคนเราทุกข์เพราะถูกกรรมส่งผลอันนี้เป็น ‘ผล’ เป็นการชดใช้

แต่เมื่อ จิต(ที่ไม่บริสุทธิ์)ไปกรี๊ด ไปตอบโต้ด้วยความไม่ชอบใจต่างๆ นี่คือบาปใหม่ เป็น ‘เหตุ’ ใหม่

ที่จะส่งผลคือทุกข์ในอนาคต

เรากำลังสร้างเหตุ (ที่เป็นอกุศล) ใหม่ เพื่อวิบาก (ที่เป็นอกุศล) ในวันหน้าต่อไป


การขาดสติ ปล่อยใจให้ไหลไปกับทุกข์จากการที่รับวิบากกรรม ด้วยจิตที่ทุกข์ไปกับมัน คือการขาดสติ

จิตก็ย่อมหมกมุ่นผสมโรงกับทุกข์เก่า และเริ่มสร้างทุกข์ใหม่ หมกมุ่นมาก นาน ก็สร้างกรรมใหม่มาก นาน ต่อๆๆไป


ให้ระวังตรงนี้ให้มาก ต้องตั้งสติ ต้องโยนิโสมนสิการให้เป็น เพื่อดึงจิตมาฝั่งบวกให้ได้เสมอ

จากนั้นก็หมั่นสร้างกุศลต่างๆ เพื่อต้านกระแสกรรมไป

เหมือนพระมหาชนกที่มีมหาสมุทรเป็นอุปสรรค มีฝั่งเป็นที่หมาย ตราบใดที่วิบากกรรมเราไม่หมด เราต้องแหวกว่ายต่อไป เราต้องแช่อยู่ในน้ำแห่งวิบากนั้น ต้องเหนื่อยแรงสู้กับมัน แต่เราจะหยุดแหวกว่ายไม่ได้ ต้องว่ายไปไม่ว่าจะเห็นฝั่งหรือไม่เห็นฝั่งก็ตาม

เพราะในที่สุด เราย่อมถึงฝั่งไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง


{บางคนอาจเถียงว่า ว่ายแบบไม่เห็นฝั่ง ไม่มีความหวังมีแต่จะตายไปอยู่ดี สู้ยอมปล่อยไป ก็ตายเหมือนกันไม่ดีกว่าหรือ ไม่ต้องเหนื่อย…

ตอบว่า…แม้ความตาย ก็ตายได้แตกต่างกัน

ความตายด้วยจิตที่เป็นกุศล ด้วยความพยายามที่เป็นกุศล เป็นการถึงฝั่งในรูปแบบหนึ่ง

เป็นการตายเพื่อให้ได้ตั้งต้นใหม่ เริ่มต้นเกมใหม่ game ถูก reset ให้เริ่มใหม่ ที่เริ่มด้วยชีวิตใหม่ที่ดีงาม เพราะได้ทำกรรมนำเกิดที่ดีงามไว้

ได้จบเกมเก่าที่พ่ายแพ้เพราะวิบากเก่าไป จบการทนทุกข์กับสภาพเดิมๆไป

แต่การตายเพราะจิตหดหู่ พ่ายแพ้ เป็นอกุศล กายใจเสื่อมถอยตรอมตรมจนตาย หรือตายเพราะฆ่าตัวตาย ย่อมนำเกิดในที่ๆเลวร้ายลง}}


ส่วนที่ว่าเป็นคนจริงจัง คนเลยไม่คบนั่น…

การจริงจังไม่ใช่ข้อเสีย แต่ถ้าจริงจังเกินไปจนจิตตึง จิตจะทุกข์เพราะความแข็งกระด้าง

ให้ดูตัวเองด้วย ดูว่าเราตึงไปไหมด้วย ตึงเกินไป เคร่งครัดเกินไปกับเรื่องต่างๆ คือ ความหนัก

ทำให้จิตไม่อ่อนละมุน ขาดความมีเมตตา ขาดความรักการให้อภัย จิตที่กระด้างจะตื้นเขินไม่บุ่มลึก

และเป็นทุกข์เพราะตนไม่ปล่อยวาง ทุกข์เพราะแบกหามหนัก


ลองรักษาจิตด้วยการผ่อนคลาย ทำให้จิตมีความยืดหยุ่น ทำให้จิตอ่อนโยน ด้วยการปล่อยสิ่งต่างๆที่ยึดถือไว้ลงบ้าง

การยึดถือสิ่งต่างๆ เป็นตัวบอกว่าเรามี ‘ตัวตน’ มาก

ต้องปล่อยความเป็นตัวเรา ปล่อยความคิดยึดมั่นถือมั่นของเรา


ส่วนที่ถามว่าการควรวางใจให้เป็นกลาง…

เมื่อเผชิญกับความร้ายแรงของชีวิตนั้น ใจต้องรักษาสมดุลไว้

แต่ต้องมีขบวนการทำใจให้เป็นกลางให้เป็นด้วย หรือ คิดให้เป็น โยนิโสในใจให้เป็น คิดตามหลักกรรม หลักเหตุผล หลักกิเลส และหลักธรรมะ

ทำใจอย่างเดียวนั้นให้วางเฉยให้ได้นั้น กำลังของใจเราอาจไม่เข้มแข็งพอ ต้องอาศัยทั้งขบวนการ


กรรม… เรายังไงก็หลีกมันไม่พ้น

เราจึงต้องอยู่กับมันให้เป็น โดยไม่ให้มันกัดกร่อนเรา

อยู่กับมันด้วยการทำสองสิ่ง

หนึ่งคือ รอ, รอจนมันจบไปเอง (เพราะยังไงมันก็ต้องจบไปค่ะ) กับ

สอง ขณะที่รอมันจบไปเองนั้น เราก็ช่วยเร่งมันด้วยการทำความดีต่างๆให้หนัก


สิ่งสำคัญที่ต้องทำอีกอย่าง กรณีมีศัตรู ถูกประทุษร้าย คือ

ต้องฝึกพัฒนาความรักที่บริสุทธิ์ใจจริงๆ ความหวังดีที่จริงใจจริงๆ ความสงสารเห็นใจจากส่วนลึกของเรา และส่งแผ่ไปให้ทุกคนที่ทำร้ายเราค่ะ

ส่งให้ทุกคนทีละคน ทุกวัน และหลายๆครั้งต่อวัน

ส่ง จนใจเราเอง ‘ละลาย’ อกุศลในใจเราได้หมดเอง เหลือแต่ความรักใคร่จริงๆ เราจึงจะเปลี่ยนความรู้สึกไม่ดีของผู้ที่เป็นศัตรูได้…


เราต้องทำตัวเราให้รักเขาได้ก่อน…


เมื่อดวงตาที่มองพวกเขา กลายเป็นดางตาที่อยู่เหนือความเกลียดชังได้ เหนือความเป็นไป(อันชั่วคราว)ของภพนี้ได้ มีแต่ความรักความเข้าใจ (ทุกชีวิต)ได้

เราจึงจะพ้นทุกข์…


พ้นทุกข์นะคะ ไม่ใช่พ้นกรรม

พ้นทุกข์ แม้ต้องรับการส่งผลของกรรม