สังขาร กรรม วิบาก กิเลส
A1: ตอบสั้นๆนะคะ
♦️ สังขาร คือการปรุงแต่งจิต อันเกิดจาก กรรม กิเลส และ วิบาก ของเราแต่ละคน
สังขาร มีทั้งการปรุงแต่งจิตใน ‘อดีต’ คือทำกรรมในอดีต (ที่ส่งผลเป็นวิบากให้เรารับในปัจจุบันและอนาคต) และทั้งการปรุงแต่งจิตใน ‘ปัจจุบัน’ คือทำกรรมปัจจุบัน ที่ส่งผลให้เรามีความทุกข์ สุข ในปัจจุบัน และอนาคต สิ่งนี้จะส่งผลต่อเราทุกๆขณะของชีวิตค่ะ
ในขณะปฏิบัติธรรม(วิธีการนี้) เราจะเห็นการส่งผล หรือตัวสังขารในรูปของเวทนาต่างๆทางกายและเวทนาทางใจ ที่ปรากฏขึ้นมาทุกๆขณะที่เราปฏิบัติ
♦️ กรรม คือการกระทำที่เราทำปัจจุบัน มีทั้งดีและเลว เกิดจากกุศลและอกุศลที่ประกอบในจิตทำให้เราทำกรรมต่างๆ ทางกาย วาจา ใจ
♦️ วิบาก คือผลของกรรมที่เราได้ทำมา ทั้งดีและเลว
กิเลส คือความเศร้าหมองในจิตเราที่เป็นเหตุให้เราทำกรรมเลวต่างๆ
♦️ กิเลส คือสิ่งเศร้าหมองที่อยู่ในจิต ซึ่งรากหรือมูลของมันคือ โลภะ โทสะ โมหะ จิตที่มีกิเลสมาก ตัณหามาก จะทำกรรมเลวจำนวนมาก ส่วนจิตที่ฝึกแล้ว จะทำกรรมเลวน้อยลงเป็นลำดับ จนที่สุดหยุดสนิท
ดังนั้น ตอบคำถาม ก็คือ เมื่อเราขจัดสังขารด้วยการรู้เวทนาและวางอุเบกขา เราก็ได้ชดใช้กรรมเก่า ที่กำลังส่งผลเป็นวิบาก
เพราะสังขารที่ขึ้นมา คือผลจากกรรมเก่า คือวิบากกรรม
เมื่อเรามีทุกข์ ทรมานทั้งกายใจ ขณะปฏิบัติ ก็คือเวลาที่เรากำลังชดใช้กรรม กำลังเสพผลของกรรมเก่าอยู่
ถ้าเราเสพอย่างโง่เขลา ด้วยการไปมีปฏิกิริยาต่างๆ เช่น ไปชอบ ไปชังมัน ไปโกรธเกลียด เสียใจ ผิดหวัง ผลักไส ฯลฯ เราก็ขาดทุนค่ะ เพราะของเก่าก็ไม่ได้ชดใช้ แต่ไปสร้างบาปใหม่ด้วยอกุศลชนิดอื่นเข้าไปอีก ทำให้ต้องไปชดใช้ต่อ และชดใช้เพิ่มขึ้นอีกในวันหน้า
แต่ถ้าเรามีปัญญา เรายอมให้ความทุกข์นั้นๆปรากฏของมันไป ยอมรับมันไปตามที่มันแสดงผล และเราก็แค่รับรู้ความทุกข์(จากกรรมเก่า) เหล่านั้นด้วยจิตที่เป็นกุศล ด้วยอุเบกขา ปล่อยวาง เราจึงได้ชดใช้มัน และเป็นการชดใช้ที่หมดจด เพราะไม่ได้สร้างกรรมใหม่ขึ้นมาอีก
Q2: หมายเหตุ.- จริงๆ แล้วผมควรจะต้องกล่าวถึง... วิบากกรรมฝ่ายกุศลด้วย แต่ที่ไม่หยิบยกขึ้นมาสอบถามท่านอาจารย์ก็เพราะว่า... คนส่วนใหญ่จะเข้าหาธรรมะก็เนื่องจากเห็นทุกข์ และต้องเผชิญกับทุกข์ที่กำลังส่งผลอยู่ครับ
A2: สังขารเป็นทั้งกุศลและอกุศลค่ะ
ที่ตอบมาข้างต้น อธิบายได้ทั้งสองฝ่าย
สังเกตชีวิตเรานะคะ คนปฏิบัติ หรือ คนไม่ปฏิบัติ ก็ตาม ก็มีประสบการณ์ชีวิตทั้งสองแบบ คือ ในชีวิตชาติหนึ่งๆ เดี๋ยวได้ดี เดี๋ยวย่ำแย่ เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์
คือได้ทั้งวิบากที่เป็นสุข เพราะกุศลกรรม
และวิบากที่เป็นทุกข์ เพราะอกุศลกรรม
เป็นการส่งผลของสองส่วน คือ
(1) กรรมเก่าที่เรียกว่า วิบาก(กรรมชั่วเก่า) หรือ อานิสงส์(กรรมดีเก่า)
และ
(2) จากการกระทำกรรมปัจจุบันของเราในแต่ละขณะของชีวิต
ดังนั้น คนเราจึงเป็นไปตามยถากรรม คือตามการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของเราที่สั่งสมมา ทั้งดี และไม่ดี
แต่ผลจากกรรม’เก่า’ อย่างเดียว ไม่ได้เป็นเจ้าของชะตาชีวิตทั้งหมดของเราทั้งปัจจุบัน และอนาคต การกระทำปัจจุบัน หรือกรรม’ปัจจุบัน’ ของเราก็ร่วมกุมชะตาชีวิตของเราด้วย
กรรมเก่าเป็นเพียงเหตุปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ในหลายๆเหตุปัจจัยที่ทำให้เร่เป็นไปทุกวันนี้
ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรม จึงเปลี่ยนชะตาชีวิตตนได้ ด้วยการทำกรรมดีในปัจจุบัน มา”แข่ง”กับวิบากกรรมชั่วเก่า เราจึงสามารถเยียวยาชีวิตให้พ้นความทุกข์ได้ตามกำลังความดีปัจจุบัน ที่ไปบั่นทอนผลจากกรรมชั่วในอดีตให้บรรเทาลง บั่นทอนลงได้มากน้อยขึ้นกับ
~ ความเพียรของเราในการทำความดีให้ต่อเนื่อง ไม่ย่อท้อ
~ กำลัง(ประเภท)ของกุศลที่เราทำ
~ และขึ้นกับความเข้มแข็งของจิตเราในขณะทำกุศลนั้นๆ
คนทั่วไปจึงพึ่งหมอดู พึ่งคนทรง พึ่งเทวดา พึ่งพระเจ้า หรือปล่อยชีวิตไปเพราะไม่เชื่ออะไรเลย
คนเหล่านี้ มีโอกาสทำบาปได้ง่าย (เพราะไม่มีสัมมาทิฏฐิ) ซึ่งยิ่งส่งผลให้กรรมร้ายเก่าๆยิ่งหนักหนาสาหัสขึ้น และยาวนานขึ้นเป็นหลายภพชาติ
คนที่ปฏิบัติธรรม จะทำให้ส่วนผสมของวิบากกรรมเปลี่ยนแปลงไปได้