วางใจอย่างไร เมื่อกังวลเรื่องการเงิน การงาน และ เรื่องพ่อแม่
A: การปฏิบัติ เป็นทางเดียวที่จะค่อยๆเปลี่ยนเราให้ไม่กังวลค่ะ ถ้าเราปฏิบัติต่อเนื่อง อย่างถูกต้องจริงๆ สิ่งที่จะเกิดกับเราคือ
- ใจเราจะนิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่หวั่นไหวง่าย เราจะมีสติ ทำให้ไม่ทุกข์ใจ ไม่กังวลใจมากกับสิ่งที่มาท้าทาย เราจะสามารถมองทะลุถึงที่มาของปัญหาทุกๆด้านอย่างแท้จริงได้
- เราจะเกิดปัญญาอย่างมาก เราจะมีขบวนการคิดที่แตกต่างจากเดิม เราจะฉลาด สุขุม และลึกซึ้งขึ้น สามารถเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามต่างๆในชีวิตด้วยความชาญฉลาด สามารถแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์
- เราจะมีความปล่อยวาง จิตใจสงบเย็นขึ้น เพราะเราค่อยๆเข้าใจสัจธรรมของชีวิตอย่างลึกซึ้งขึ้นเป็นลำดับ จะซึ้งว่าตราบใดที่เรายังต้องวนเวียนอยู่กับการเกิด/การตายของชีวิตชาติแล้วๆเล่าๆเช่นนี้ ย่อมต้องหนีไม่พ้นจากความทุกข์กายใจ ความกังวล ความผิดหวัง ต่างๆ และเราจะต้องประสบกับสิ่งที่ไม่น่ารื่นรมย์ต่างๆอีกมากมาย ไปเช่นนี้ ชนิดที่เรียกว่า “ไม่มีวันสิ้นสุด” จนกว่าเราจะจบการเกิดในวัฏฏะแห่งทุกข์นี้ได้ เราต่างได้ทำกรรมในอดีตมาไม่น้อย และเพาะกิเลสตัณหาไว้อย่างหนาแน่น แล้วเราจะเป็นสุขได้อย่างไรถ้าสิ่งเหล่านี้ยังคงครอบงำส่งผลให้เราอยู่ แต่การปฏิบัติมากๆ ทำให้ใจเราเบาลง วางลง และรู้จักยอมรับสิ่งที่มากระทบเราโดยเราไม่ไปทุกข์ใจกับมันมากเท่าก่อนๆ
- กุศลบารมีจากการปฏิบัติธรรม(โดยเฉพาะวิปัสสนา) ไม่ใช่กุศลชั้นธรรมดา เป็นกุศลที่เหนือกว่ามหากุศล กุศลที่เหนือกว่ามหัคคตกุศลกุศลนี้จะไปคลายความตึงเครียดจากกรรมเก่า และลดกิเลสตัณหาใจจิตเราลง ปรับเปลี่ยนอุปนิสัยของเรา ทำให้ชีวิต งาน เงิน สุขภาพ ฯลฯ เราค่อยๆดีขึ้น เหมือนได้ใช้กรรมหมดไปเร็วขึ้น
แต่ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสุขที่แท้ได้ ย่อมใช้เวลาและใช้ความพากเพียรในการบำเพ็ญกุศลขั้นสูงหรือวิปัสสนาภาวนานี้อย่างต่อเนื่องยาวนาน
เพราะเราสั่งสมเหตุแห่งทุกข์ของเราเองมาช้านานมาก
การที่เรายังมีห่วงกังวลต่างๆ เพราะเรายังมีความยึดติดในตัวของเรา
ยิ่งมีตัวเรามาก ยึดติดมาก อาวรณ์มาก ความกังวลใจ ความทุกข์ใจก็ยิ่งมาก
วางได้มาก ความกังวลจึงจะน้อยลง
ต่อให้ปัญหาทับถมทวี แต่ใจกลับเป็นอิสระจากมันได้ ไม่เป็นทาสของความทุกข์ (ทุกข์ที่เราเองก่อในอดีตและมาส่งผลในตอนนี้)
ตัวห่วง ตัวรัก ตัวอาวรณ์นี้เป็นโลภะกิเลสที่ฝังอยู่ลึกในจิตมานาน มันมากับความเป็นตัวตนของเรา ตัวตนยิ่งใหญ่ เรายิ่งทรมานมาก
เราจึงต้องหมั่นกวาดมันออกไป ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนา
ดังนั้นต้องฝึกให้มาก ฝึกจนถึงแก่นของมัน จะเอามันอยู่ง่าย
อีกสิ่งที่ช่วยได้ คือ ต้องฝึกโยนิโสมนสิการ ต้องคิดให้เป็นว่า เราย่อมเป็นไปตามกรรม เราย่อมทุกข์ใจเพราะวิบากส่งผล และใจที่มีตัณหาของเราพยายามดิ้นหนีมัน
ยิ่งดิ้นยิ่งทุกข์
ยอมรับได้เร็วเท่าไหร มากเท่าไหร่ ทุกข์ยิ่งลดเร็ว ลดมากเท่านั้น
ทุกคนมีเหตุปัจจัยของตนที่ต้องทุกข์ ต้องเจอผลจากเรื่องที่เราไปทำเอาไว้มา เรายังไงก็แก้ให้หมดไม่ได้ กังวลไปบาปใหม่ยิ่งเกิดขึ้น
ตราบใดที่เรายังอยู่ในวัฏฏสงสาร เราไม่มีวันหมดทุกข์
แม้เป็นพระอรหันต์แล้ว หรือเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็ยังต้องรับผลของกรรม รับต่อไปจนกว่าชีวิตของท่านจะจบลง
แต่ท่านไม่ทุกข์เพราะวางสนิทแล้ว
และท่านก็ไม่ต้องกลับมาเกิดแล้ว จึงไม่ต้องรับผลกรรมใดๆต่อไปอีก
ส่วนเรื่องการเงิน เศรษฐกิจ ตอนนี้ยังไม่ย่ำแย่ถึงที่สุด
แต่เหตุการณ์ที่เศรษฐกิจโลกจะเลวร้ายรุนแรงกำลังคืบคลานเข้ามา
ใน 1-2 ปีนี้ เราจะเห็นสภาวะเลวร้ายขึ้นอีกหลายอย่าง ทางเศรษฐกิจจะเกิด stagflation (stagnation+inflation) คือทั้งเงินฝืด(ไม่มีเงิน) และเงินเฟ้อ(เงินที่มีน้อยนั้นก็ไม่มีค่า) พร้อมกัน ที่น่ากลัวกว่านี้อีกหลายเท่า เงินจะหมดค่า สงครามและภัยพิบัติต่างๆจะถาโถมโลก
ขอให้ตั้งสติ เตรียมกายเตรียมจิต และเตรียมพร้อมในทางโลกไว้
และให้สร้างกุศล สร้างบารมีไห้มากๆ ดูแลบุพการีให้มาก และระวังอย่าทำบาป อย่าคิดร้าย อย่าว่าร้าย
และเตรียมกายใจเผื่อทุกอย่างไว้ตั้งแต่วันนี้ ตั้งจิตให้เป็นกุศลเท่านั้นไม่ว่าจะเผชิญอะไร