เป็นคนขี้รำคาญ ขอคำแนะนำ
เวลาปฏิบัติตอนนี้แม่ชีรู้ว่าตัวเองขี้รำคาญ ได้แค่ดูมัน ขอคำชี้แนะจากอาจารด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
A: ☘️แม่ชีคะ
ขณะที่เราเห็นว่าจิตตนเองมีความรำคาญใจ แสดงว่าขณะเรากำลังรู้เท่าทันจิตของเราอยู่ คือว่าจิตมีอาการแบบไหน
บางครั้งจิตมีอาการเบื่อหน่าย
บางครั้งจิตมีอาการว้าวุ่น
บางครั้งจิตมีอาการหงุดหงิด
บางครั้งจิตมีอาการเศร้าหมองหดหู่
บางครั้งจิตมีอาการผ่องใสเบิกบาน
บางครั้งจิตมีอาการสงบ
ฯลฯ
ตราบใดเรายังตามรู้ทันจิตตลอดเวลา ถือว่าเรากำลังมีสติอยู่ค่ะ
มีสติรู้จิต คือ มีจิตตัวรู้ ไปรู้จิตที่ถูกรู้
จิตตัวรู้คือวิญญาณ จิตตัวถูกรู้คือเจตสิก คือ สังขาร
ดังนั้นอย่าไปพยายามแก้ไขมัน แค่ดูมัน รู้มัน อย่างที่มันเป็น
อย่าไปหงุดหงิดขัดข้องใจกับความขี้รำคาญของจิต
แค่ตามรู้มันอย่างที่มันเป็น
ขณะที่เราดูมันอยู่ ตามรู้มันอยู่ ขณะนั้น เรากำลังปฏิบัติสติปัฏฐาน เป็นการรู้จิต เป็น จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ให้ทำเช่นนี้ไป รู้ไป
แล้วปล่อยมันไป
รู้แล้ววางใจให้เป็นกลาง มีใจเป็นอุเบกขา ว่าจิตเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จิตมันก็เป็นเช่นนั้นของมันเอง
30/01/66
ต่อเนื่องจากคำถามเมื่อวานที่ส่งมานะคะ
เนื่องจากเมื่อวานตอบคำถามขณะอยู่ที่สนามบินจึงรวบรัดไปบ้างขอตอบเพิ่มเติมนะคะ
A: เมื่อวานตอบในเชิงทางออกเมื่อเราเห็นจิตเราขี้หงุดหงิด
แต่ถ้าต้องการถามถึงเหตุ เราหงุดหงิดเพราะเราปุถุชนมี ‘โทสะ’ เป็นอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่ในจิต เราจึงเกิดอาการขุ่นเคืองหงุดหงิด
โทสะ มีลักษณะปฏิเสธอารมณ์ที่มากระทบ ไม่พึงใจต่ออารมณ์ที่มากระทบ ต้องการผลักไสอารมณ์ที่มากระทบนั้นให้สิ้นไป
ไม่ว่าอารมณ์ที่มากระทบนั้นจะเป็นอารมณ์ภายนอกที่กระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรืออารมณ์ภายใน คือสิ่งที่กระทบใจ จากการนึกคิด หรือทรงจำขึ้นมา
เพราะจิตของเรามีโทสะกิเลสนอนเนื่องเป็นสันดานอยู่ เราจึงมีปฏิกิริยาต่อสิ่งต่างๆในทางไม่ชอบใจ
ผู้ที่บรรลุธรรมแล้วย่อมไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ใดๆที่มากระทบอีกเลย ในใจนิ่งสงบเป็นสุขอยู่เป็นนิจ เพราะไร้ซึ่งกิเลส ตัณหา อุปาทาน ท่านจึงวางเฉยเป็นสุขอยู่ทุกขณะ ต่อสิ่งที่มากระทบทวารทั้งหก ไม่ว่าสิ่งที่มากระทบจะดีหรือเลวเพียงใด ท่านก็เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เปรียบเสมือนสิ่งใดที่เราวางลงแล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่ใส่ใจแล้วอย่างสิ้นเชิง เมื่อใครมาหยิบสิ่งนั้นไป เราก็ไม่ได้สนใจใส่ใจกับมันอีก
ทุกๆขณะของชีวิต เราจะมีสิ่งที่มากระทบเราทางทวารทั้งหก (กาย/จิต) นี้อยู่ตลอดเวลา สำหรับเราผู้ยังมีอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่ในจิต เราจะหวั่นไหว เกิดความชอบ/ความชัง/ยึด อยู่เสมอ ชอบเพราะราคะ ชังเพราะโทสะ ยึดเพราะโมหะ
จิตของปุถุชนจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งกระทบเสมอ เพราะขาด ’สติ’ รู้ไม่เท่าทันจิตของตนเอง จิตไปยึดถือสิ่งกระทบต่างๆว่าเป็นสาระ จิตยึดถือตัวเราเองว่ามีตัวตน ไม่เห็นจากภายในจิตถึงความเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา เป็นสมมุติ เป็นบัญญัติ ไม่มีตัวตนแก่นสารใดๆของสรรพสิ่ง
ผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติวิปัสสนาหรือไม่เคยฝึกสติ ให้รู้ตามความเป็นจริงของรูปและนาม ให้รู้เท่าทันความไม่เที่ยงของรูปและนาม จะเป็นผู้ที่ปล่อยให้กิเลสนำพาจิตไป จิตจึงเศร้าหมองไม่ผ่องใสอยู่เนืองๆ
แต่ผู้ที่เคยฝึกสติและเห็นความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งได้ จะมีความไวต่อการรู้จิตตนเองมากขึ้น จึงเห็นว่าจิตตนว่ามีความหงุดหงิด มีความกราดเกรี้ยว ไม่ความขึ้นๆลงๆ ได้บ่อยขึ้น
การที่เห็นได้นั้น เพราะจิตเริ่มไปเห็นจิต ว่าขณะนี้จิตกำลังมีโทสะครอบงำ เป็นโทสะที่มีลักษณะหงุดหงิด ฯลฯ
เมื่อจิตเห็นเห็นโทสะ หรือรู้ถึงความหงุดหงิดที่กำลังเกิดขึ้นในจิต แสดงว่ากำลังเห็นกิเลสที่นอนเนื่องอยู่กำลังแสดงตัวออกมา ถ้าผู้นั้นเข้าถึงความเป็นอนิจจังจริง รู้อย่างลึกซึ้งถึงความไม่เที่ยงจริงจากภายใน เมื่อเห็นจิตกำลังหงุดหงิด ก็จะรู้ตัว และจะวางโทสะนั้นลงเสียได้ด้วยอุเบกขา
แต่ถ้าผู้นั้นแค่รู้สึกหงุดหงิดแบบไม่มีสติ และยังไปไม่พอใจกับความหงุดหงิดนั้น ผู้นั้นก็จะก่อสังขารใหม่ขึ้น ก่อโทสะขึ้นเพิ่มเข้าไปในจิตเป็นการพอกพูนกิเลสให้นอนเนื่องมากยิ่งขึ้นในจิต
การที่เราหงุดหงิดบ่อยบ่อยแล้วยังปล่อยให้ความหงุดหงิดนั้นดำเนินไปหรือทั้งไปหงุดหงิดกับความหงุดหงิดเหล่านั้นเพิ่มขึ้นเรากำลังสั่งสมสังขารด้านโทสะอย่างต่อเนื่อง
ขอให้หยุดกระบวนการสั่งสมสังขารใหม่ ด้วยการรู้ให้เท่าทันจิต และวางเฉยทันทีที่รู้