← 🍃ธรรมมรรคา
18619 ธ.ค. 65อ่าน ~14 นาที

คำถามต่อเนื่องจาก คำถาม 185

Q: “…ถ้าเป็นไปได้อยากขอให้อาจารย์ทดสอบเธอ และขอคำแนะนำในการปฏิบัติต่อยอดจากของเดิมที่เธอปฏิบัติมา จะเป็นกุศลสำหรับเธอ…”

Comment🌿:

ถ้ามีโอกาสก็ยินดีค่ะ ถ้าสามารถจะเกื้อกูลกันได้

Q: “…อุปสรรคตอนนี้คือ ทันทีที่เธอหลับตา ก็จะเห็นลูกแก้ว แล้วก็จะบังคับลูกแก้วให้เคลื่อนไปตามส่วนของร่างกายตามลำดับ บังคับให้มันเล็กลงๆจนขนาดหัวเข็มหมุด ก่อนจะดับมัน จากนั้นจิตเธอก็จะไปยังสถานที่ต่างๆ บางครั้งเป็นวันจนถึงสามวัน จนตอนนี้เธอไม่ยอมนั่งสมาธิอีก จากเมื่อก่อนจะปฏิบัติพร้อมกับผมทุกวัน…”

Comment🌿:

จากที่อ่านนะคะ พี่เห็นว่าน่าจะเป็นจิตเขาน้องสร้างเองค่ะ

เพราะเชื่อว่าเวลาเขาหลับตา คงไม่ได้เห็นลูกแก้วทุกครั้งเสมอไป

แต่เพราะจิตได้เผลอไปใส่ใจตัวลูกแก้วแล้ว จิตก็เลยไปปรุงแต่ง จนเป็นเรื่องเป็นราว

การปรุงแต่งน่าจะเกิดหลังจากการเห็นลูกแก้วครั้งแรกๆ

พอเห็นแล้วไม่ปล่อยวางและปล่อยมันไป แต่กลับไปเอะใจกับมัน ไปเห็นมันเป็นสาระ หลงเข้าใจว่ามันเป็นสภาวะธรรมบางอย่างที่ควรใส่ใจ ทั้งที่แท้จริงแล้วมันไม่มีอะไรเลย

ภาพต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นทุกรูปแบบ และเกิดได้กับทุกคน

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ไม่ได้มีสาระสำคัญที่มีคุณค่าในทางการปฎิบัติธรรมแต่อย่างใด เป็นเพียงการปรุงแต่งของใจเราเท่านั้นเอง การปรุงแต่งอันเกิดจากสังขารเก่าๆที่เราสั่งสมมา จึงไม่ใช่สิ่งพิเศษแต่อย่างใด

สำหรับกรณีน้องเขา คงเผลอไปให้ความสำคัญกับลูกแก้วตอนมันขึ้นมาครั้งแรกๆ หลังจากนั้นจิตก็จะเริ่มมีสนใจใส่ใจกับลูกแก้วนี้อย่างจริงจัง เพราะใจได้ไปแล้ว เมื่อจิตมีสภาพเช่นนี้ ตัวลูกแก้วนี้ก็จะเกิดขึ้นในใจอีก(เพราะใจเราสร้างมันเอง) ครั้งต่อไปก็จะเกิดขึ้นอีก และก็เกิดอีก

เพราะใจจิตมันจะ ‘ติดกับ’ ลูกแก้วที่ใจสร้างขึ้นมาเองไปแล้ว

จากนั้นใจก็ยิ่งพัฒนาความหลงในลูกแก้วนี้ต่อไปอีก จึงเริ่มสร้างเรื่องราวติดตามมันไปต่างๆนาๆ อย่างที่เขาเป็นนั่นแหละค่ะ

น้องเขาอาจ ‘เห็น’ สิ่งเหล่านั้นจริง

แต่สิ่งที่เขาเห็นน่าจะ ‘ไม่ใช่เรื่องจริง’

ลองให้เขาวางมันลงจากใจ และไม่ใส่ใจกับมันอีก และต่องไม่ปักใจเชื่อว่ามันเป็นตัวเป็นตนจริงๆ

เราพึงทราบว่า จิตของคนเรานั้นมีกำลังมาก

จิตคิดอย่างไร เราก็เป็นอย่างนั้น

เมื่อจิตฟุ้งซ่านมาก คิดปรุงแต่งมาก มันก็จะไปสร้างไปปรุงได้ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

สรุปคือ ถ้าน้องเขาทิ้งเรื่องนี้ไปจากใจได้โดยสิ้นเชิง ไม่สนใจมันอีก สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่ใช่อุปสรรคในการที่เขาจะพัฒนาธรรมปฏิบัติในวันหน้า🌿

Q:“… มี "พลังงาน" (ผมขอเรียกคนที่ตายไปแล้วว่าพลังงานดีกว่า) มาขอให้ไปช่วยทำโน่นทำนี่ให้ ที่ผมจดบันทึกไว้ก็เป็นร้อยๆเรื่อง ตอนนี้เธอไม่เอาแล้ว ไม่ทำ ไม่ช่วย ทำเป็นไม่เห็นพวกเขา ทำเป็นไม่เห็นพวกเขา ซึ่งผมคิดว่าเธอไม่ควรทำแบบนั้น…”

Comment🌿:

ถ้าถามความเห็นพี่นะคะ พี่ว่าหยุดทำสิ่งเหล่านั้นดีกว่าค่ะ

การช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นคน หรือ สรรพสัตว์ในภพภูมิอื่นจริง เราย่อมทำได้ดีที่สุดด้วยการทำให้ตัวเองเป็นบุคคลที่ดีงาม เปี่ยมไปด้วยกุศลบารมี ด้วยการสร้าง ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ฝึกจิตฝึกใจให้มีกุศลขั้นสูง และอุทิศแผ่กุศลดีงามเหล่านั้นไปในหมู่สัตว์ผู้มีความทุกข์

นี่ย่อมเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลพวกเขาได้ดีที่สุด

การวิ่งวุ่นไปทำสิ่งต่างๆที่เหนื่อยทั้งกายและใจ ทั้งบุญกุศลก็ไม่เกิดด้วยนั้น ย่อมไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องตามหลักธรรม

นอกจากนั้น บุญกุศลจะเกิดได้ จิตต้องเกิดปิติ โสมนัส มีความเย็น มีความสงบ มีความสุขใจ

แต่ถ้าทำสิ่งใดที่คิดว่าดีแล้ว แต่จิตใจกลับเร่าร้อน เป็นทุกข์ เศร้าหมอง เหน็ดเหนื่อย สิ่งนั้นจะเป็นกุศล เป็นบุญ เป็นสิ่งดีงามได้อย่างไร

ที่เล่ามา ถ้าเป็นเรื่องจริง หมายถึง ถ้ามีสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์เข้ามาพัวพันขอให้น้องเขาไปวิ่งทำการงานต่างๆให้จริง การที่น้องเขายอมรับคำขอเหล่านั้น กลายเป็นภาระ ภาระที่น้องเขาต้องแบกหาม นี่ย่อมไม่ใช่การทำความดีที่ชาญฉลาด การรับทำเช่นนี้ ทำให้น้องเขาเหมือนเป็นลูกไล่ที่ต้องวิ่งวุ่นวายต่างๆทั้งวัน เพื่อทำสิ่งที่มีประโยชน์น้อย ทั้งกับตนเองและผู้อื่น ทั้งบุญก็ยังไม่ได้เลยด้วย

เพราะใจไม่ได้เป็นกุศล

ใจที่เป็นกุศล ต้องมีความสุขภายใน

ตรงกันข้าม ถ้าน้องเขาสามารถฝึกจิต หรือกระทำความดีต่างๆ ที่ตรงตามหลักที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอน น้องเขาจะมีชีวิตที่ดีงาม เป็นสุข จะเป็นคนที่มีพลังใจ มีศักยภาพที่จะพัฒนาเลื่อนขั้นจิตตนเองให้เป็นคนที่มีภูมิธรรมสูงขึ้น ซึ่งจะสามารถประกอบกรรมดีขั้นสูงขึ้นต่อไปได้

เมื่อสามารถทำความดีขั้นสูงได้ก็จะสามารถอุทิศกุศลชั้นดี เหล่านั้นไป ช่วยเหลือเกื้อกูลสรรพสัตว์ที่เดือดร้อนอยู่ได้ดียิ่งกว่าที่เขากำลังวุ่นวายทำอยู่ทุกวันนี้

กรณีที่พี่กล่าวข้างต้น เป็นกรณีที่ ”ถ้า” เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง

โดยส่วนตัวแล้ว พี่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องที่เกิดจริง หรือ เป็นเรื่องที่น้องเขาปรุงแต่ง(โดยไม่รู้ตัวเอง)

ในความเป็นจริงอาจจะไม่มีใครที่มาบอกหรือมาขอให้ทำสิ่งเรานั้นจริงก็ได้ แต่เป็นจิตน้องที่คิดสร้างขึ้นมาเอง คิดมากเข้า มากเข้า ก็จะสามารถสร้างจนเกิดเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้ รวมทั้งสร้างเป็นเรื่องราวต่างๆขึ้นมาได้เช่นกัน เช่น สร้างในรูปของคนมาขอร้องให้ทำโน่น ทำนี่

การปรุงแต่งเรื่องทั้งหลายนี้อาจไม่ได้เกิดจากเจตนา แต่เป็นเพราะมีสภาพจิตใจบางอย่างที่เปราะบาง หรือถูกกระทำร้ายมาก่อน🌿

Q:“…แต่หลายๆครั้งที่พวกเขาสื่อสารมา เธอจะเจ็บหัวใจจนผมต้องทุบด้านหลังกระตุ้นหัวใจพักใหญ่ถึงจะดีขึ้น เธอเป็นโรคหัวใจเต้นผิดปกติ แพลนกันว่าจะผ่าตัดใส่ชิป แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงมาก ใจหนึ่งก็สงสารเวลาเธอเจ็บปวด ใจหนึ่งก็คิดว่าน่าจะเป็นหน้าที่ที่เธอควรทำ…”

Comment🌿:

เราไม่ทราบว่าเป็นการสื่อสารจากวิญญาณจริงหรือไม่เพราะเป็นการบอกเล่าของน้องเขาใช่ไหมคะ

ความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง คือ อาจเป็นการสั่งสมของความกดดัน ความเครียด ความทุกข์ที่ติดต่อกันมาช้านาน หรือก็คือ สังขาร ในแนวทางปฏิบัติสายเรา (สังขาร = การปรุงแต่งจิต ทั้งปรุงแต่งในอดีตชาติ และปัจจุบัน ซึ่งรวมกรรมเก่า บาปเก่า กิเลส ฯลฯ ทั้งหลายที่เรากระทำมาและสั่งสมไว้ในจิตเราข้ามพบข้ามชาติมา)

การที่คนเรารู้สึกจะเจ็บบริเวณหัวใจ อันเป็นผลที่เกิดจากใจนั้น เกิดได้กับทุกคนที่มีความทุกข์ฝังอยู่ลึกๆ

ซึ่งบริเวณที่ความทุกข์ทั้งหลายฝังอยู่ คือ บริเวณกลางทรวงอกที่ทางพระเรียกว่า หทัยวัตถุ อันเป็นที่ตั้งของ(ภวังค)จิต หรือเป็นที่ที่จิตเก็บสะสม สังขารทั้งหมดของทุกภพชาติเอาไว้

คนเราทุกคนจะรู้สึกเจ็บปวดเสียดแทงที่บริเวณนี้ได้ค่ะ มักจะเป็นเมื่อต้องประสบกับความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นที่สาหัสรุนแรงมาก

สำหรับน้องเขาก็เป็นไปได้ว่าเวลาที่เขา ‘เห็นภาพ’ หรือรู้สึกว่ามีคนต่างๆมาร้องขอความช่วยเหลือ มันเป็นภาพที่เกิดจากใจเขาเอง เนื่องเพราะความกังวลกดดันรุนแรงที่สั่งสมมานานในวัยเด็ก หรือในอดีตชาติ เขาจึงเกิดความรู้สึกเจ็บปวดเสียดแทงที่บริเวณหัวใจนี้

และยิ่งถ้าน้องเขาเชื่อปักใจลงไปว่าเป็นเรื่องจริง หนักเข้าๆ อาการป่วยต่างๆจะเกิดขึ้นอีกตามมามากมายทั้งทางกายและใจ🌿

Q: “… ผมคิดว่าเธอควรช่วยพวกเขา แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะช่วยยังไง หลายๆที่ที่เราไป ผมถ่ายรูป ถ่ายคลิปไว้บางส่วน แต่ก็ไม่ได้คุยกับใครนะครับ ทางบ้านก็ห้ามไม่ให้พูดกับใคร เกรงว่าเขาจะมองครอบครัวในทางที่ไม่ดี

หลายที่ หลายครั้ง หลายเรื่องที่รับปากพวกเขาไว้ตามสถานการณ์ แต่ไม่ได้ทำ เพราะไม่รู้จะทำยังไง ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะถูกต้อง เมื่อรับปากเขาไว้ก็ต้องทำ

เช่นเคยรับปากเขาไว้เมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนั้นอาจรับแบบให้พ้นๆไป แต่เขาเอาจริง ปีนี้ครบ 10 ปีที่รับปากไว้เขาก็มาทวง จนต้องไปทำให้ ทั้งที่ไม่อยากทำ และส่งผลให้ต้องทำทุกปี…”

Comment🌿:

พี่ขอแนะนำให้เดินตามรอยพระพุทธเจ้าด้วยการสร้างกุศลอย่างถูกทาง เป็นดีที่สุดค่ะ

เมื่อเราสร้างกุศลตามหลักธรรมอย่างถูกต้องจริง เราจะพบทางออกที่ดีที่สุดแน่นอน

ส่วนเรื่องที่คิดว่าเราไปรับปากใครไว้ ถ้าเป็นจริง เราสามารถตั้งจิตอธิษฐาน บอกกล่าว ขอยกเลิกสิ่งที่เคยบนบานศาลกล่าวไว้ หรือเคยรับปากไว้ได้เช่นกัน โดยเปลี่ยนจากการกระทำสิ่งที่ได้รับปากนั้น มาเป็นการสร้างกุศลขั้นสูงสูง เช่น ภาวนากุศล แล้วอุทิศให้ไป🌿

19/12/65


ขอบพระคุณอาจารย์ครับ

เรื่องที่คิดว่าเธอคิดไปเองเรื่องเห็นดวงแก้ว ไม่ใช่ครับ เป็นเรื่องจริง มีอยู่จริง คือมีลูกแก้วจริงๆที่อาจารย์สามารถพิสูจน์ได้ ถึงอยากให้อาจารย์ช่วยพิสูจน์ และช่วยแนะนำการปฏิบัติต่อ

ในครอบครัวเรารู้ เข้าใจกันทุกคน เพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก รู้กันทั้งอำเภอ แต่เรื่องนี้ขอพักไว้ก่อนครับ