← 🍃ธรรมมรรคา
18514 ธ.ค. 65อ่าน ~12 นาที

รู้สึกถูกขัดขวางไม่ให้ปฏิบัติวิปัสสนา /ความเข้าใจเกี่ยวกับฌาน

❓ ปุจฉา (คำถาม)
🔷ภรรยาผมเขาฝึกสมาธิมาตั้งแต่อายุน่าจะประมาณ 5 ขวบ โดยผู้ที่ไม่ใช่มนุษย์มาสอนให้ สมาธิเธอไปไกลมากแล้ว แต่ผมไม่รู้ว่าเป็นฌานอะไร

ตอนนี้เธอรู้ว่าไม่ใช่ทางหลุดพ้น ไม่อยากได้ฌาน เธออยากวิปัสสนา แต่ยังติดภารกิจหลายอย่าง ผมอยากให้เธออยู่ในกลุ่ม ในสภาพแวดล้อมของวิปัสสนา เธอสนับสนุนให้ผมมาอบรมวิปัสสนาครับ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A1: 🌿ขออธิบายเรื่องฌานพอสังเขปก่อนนะคะ

🌿ในที่นี้จะขอพูดถึงเฉพาะ “ฌาน” อันเกิดจากการฝึก “สมถะกรรมฐาน” หรือ “ฝึกสมาธิ”

ด้วยการ “เพ่งอารมณ์กรรมฐาน” อย่างใดอย่างหนึ่งใน กรรมฐาน 40 กองนะคะ

(ที่เรียกว่า อารัมมณูปณิชฌาน)

จะไม่ขอพูดถึง “ฌาน” อันเกิดจากการ “เพ่งลักษณะ” ได้แก่ วิปัสสนา มรรค และ ผล

(ที่เรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน)

คนส่วนใหญ่เวลาพูดถึงฌาน จะหมายถึงฌานที่เกิดจากการฝึกสมาธิดังนั้น เราจะพูดถึงฌานตัวนี้เท่านั้นในที่นี้

🌿ฌาน ได้มาจากการ “ฝึกสมาธิ” หรือการเพ่งอารมณ์กรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งใน 40 กอง

🌿สมาธิ มีสามระดับ คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ (หรือขั้นได้ฌาน)

🌿ฌาน

การได้ฌาน มี 8 ระดับ

(ตามนัยแห่งพระสูตร หรือ 9 ระดับตามนัยแห่งพระอภิธรรม)

ได้แก่

ฌาน 1 เรียกว่า ปฐมฌาน

ฌาน 2 เรียกว่า ทุติยฌาน

ฌาน 3 เรียกว่า ตติยฌาน


เป็นต้น (หาอ่านเอาเองได้ค่ะ)

🌿ส่วนกรรมฐาน 40 เป็นอุบายเพื่อฝึกจิตให้เป็นสมาธิ

ฝึกโดยการเพ่ง ‘อารมณ์’ ตัวใดตัวหนึ่งใน 40 ตัว เพื่อชักนำจิตให้เกิดสมาธิ

เมื่อเพ่งจนจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว แนบแน่นมั่นคงอยู่กับอารมณ์นั้นๆ ติดต่อกันไม่ขาดสายเป็นเวลาระยะเวลายาวนาน จิตจึงจะเกิดเป็นสมาธิขั้นสูงขึ้น สูงจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิ ซึ่งคือการได้ฌานขั้นแรก ที่เรียกว่า ปฐมฌาน

กรรมฐาน 40 กองนี้ ได้แก่ กสิณ 10, อสุภ 10, อนุสสติ 10, อัปปมัญญา 4, อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1, จตุธาตุววัฏฐาน 1, และ อรูป 4 รวมเป็น 40


ที่นี้ เข้ามาสู่คำถามที่ถามนะคะ

🌿คงต้องตรวจสอบดูนะคะ ว่าภรรยาของคุณฝึกสมาธิ หรือ กรรมฐานแบบไหนใน 40 แบบข้างต้น

และได้ฝึกติดต่อกันไม่ขาดจนจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียวในอารมณ์นั้นๆถึงขั้นอัปปนาสมาธิจริงหรือไม่

เพราะแม้แต่สมาธิขั้นอุปจารสมาธิ ก็เป็นไปได้ยาก ในหมู่ผู้ปฏิบัติสมาธิทั้งหลาย จะกล่าวไปใยกับสมาธิขั้นอัปปนาสมาธิ หรือ ขั้นฌานสมาบัติ

🌿ผู้ปฏิบัติเพื่อให้ได้ฌานสมาบัติตั้งแต่ขั้นต้นสุด ต้องทุ่มเทปฏิบัติต่อเนื่องอย่างจริงจังติดต่อกันเป็นระยะเวลาไม่น้อยเลย

ปฏิบัติจนกว่าจะได้ความตั้งมั่นแห่งจิต ที่แนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง ที่เรียกว่า “จิตเอกัคคตา” ต่อเนื่องไม่ขาดสาย

🌿จิตของผู้ได้ฌานจริงๆ จะ เป็นจิตที่บริสุทธิ์ค่ะ เพราะสามารถระงับกิเลสหยาบทั้งหลายจนถึงกิเลสละเอียดคือนิวรณ์ได้ ดังนั้นผู้ที่ปฏิบัติได้ชานจริงๆจะมีความอ่อนโยนในจิตใจ ใจปล่อยวางเป็นอุเบกขา ใจนิ่งสงบและเย็น จะไม่มีความเร่าร้อน กระวนกระวาย กราดเกรี้ยวปรากฏให้เห็นเหมือนอย่างจิตที่หยาบๆของคนทั่วไป

🌿นอกจากนี้ การปฏิบัติสมาธิ เพื่อให้ได้สมาธิแม้ขั้นอุปจาร จิตจะต้อง บริสุทธิ์จากการเสพกามทั้งปวง เป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่องกัน ตลอดการปฎิบัติด้วย

🌿ผู้ที่มีครอบครัวที่ยังเสพเมถุนธรรม ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ฌานค่ะ

คนที่ได้ฌานจะทิ้งแล้วซึ่งกามสุขทุกประเภท ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงการเสพเมถุน อันเป็นกามสุขที่หยาบที่สุด

🌿ดังนั้นที่ถ้าเคยปฏิบัติจนได้ฌานจริง ตั้งแต่ห้าขวบแต่หลังจากปฏิบัติแล้วมีการเศรษฐสุขต่างๆรวมทั้งการแต่งงาน ฌานย่อมแตกไปนานแล้วค่ะ

🌿อีกอย่างหนึ่งผู้ที่ปฏิบัติจนได้ชานจะต้องเป็นผู้ที่เรียกว่าเกิดมามีเหตุพร้อม มี “ปัญญาเจตสิก” เป็นคนชนิด ติเหตุกบุคคล ถึงจะปฎิบัติธรรมได้ผลและได้ฌานจริง

🌿ส่วนตัว พี่จึงไม่สามารถสรุปลงไปได้ว่าภรรยาของคุณ ปฎิบัติวิธีใดที่ทำให้ระบุว่าได้อัปปนาสมาธิแล้ว หรือได้ขั้นฌานแล้ว

🌿ผู้คนส่วนใหญ่ที่สนใจการปฏิบัติภาวนา หากไม่ได้ศึกษาปริยัติธรรม ไม่ได้เล่าเรียนธรรมปฏิบัติในพระไตรปิฎก มักจะเข้าใจการปฎิบัติคลาดเคลื่อนได้

การที่ผู้ปฏิบัติเห็นสภาวะบางอย่างในจิต ก็อาจจะเข้าใจไปเป็นต่างๆ ได้ รวมทั้งการเข้าใจไปเองว่าตนได้ฌาน

ฌานไม่ใช่สิ่งที่ฝึกได้ง่ายค่ะ ยากเย็นกว่าวิปัสสนาหลายเท่าตัว และใช่ว่าในชาติเดียวจะฝึกได้ ต้องใช้เวลาหลายๆชาติฝึกฝนจิต ต่างกับวิปัสสนาที่ฝึกได้

🌿 คนที่ได้ฌานจริง ตั้งแต่ปฐมฌาน เป็นต้นไป ย่อมสามารถต่อยอดไปปฏิบัติวิปัสสนาได้แน่นอน ทั้งยังสามารถปฏิบัติได้อย่างก้าวหน้ายิ่งนัก

ฌาน ย่อมไม่มีทางอุปสรรคขัดขวางการปฏิบัติวิปัสสนาค่ะ

ตรงกันข้าม ฌาน เป็นบาทเป็นฐานของวิปัสสนาโดยตรง

เป็นฐานที่ทำให้วิปัสสนาญาณพัฒนาก้าวหน้าได้รวดเร็ว เพราะจิตที่สงบจากนิวรณ์(กิเลสละเอียด)โดยสิ้นเชิงเมื่อได้ฌาน ย่อมสามารถพัฒนาปัญญาอย่างต่อเนื่องและลึกล้ำมากขึ้น

เมื่อจิตไร้ความวุ่นวายทั้งปวง ไม่มีความฟุ้งซ่าน หงุดหงิดรำคาญใจ ไม่มีความปรารถนาต่อกามสุขใดๆ ไม่มีความขุ่นเคืองพยาปาทะ ไม่มีความง่วงเหงาซึมเซา ไม่มีความสงสัยกังวลหรือวิจิกิจฉา จิตย่อมสงบระงับ นิ่งอยู่ ปัญญาในธรรมจึงพัฒนาได้มากอย่างยิ่ง


Q2: 🔷ฌาน ทำให้ชีวิตเราลำบากทั้งคู่ พยายามไม่สนใจ แต่ก็ถูกเขาขอร้องให้ทำ ให้ช่วยตลอดเวลา ผมรู้สึกว่า มีอะไร หรือใคร คอยขัดขวางไม่ให้เธอวิปัสสนา ผมก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเธอได้ยังไง!!

จะรอจนผมก้าวหน้ากว่านี้ก็ไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหน ขอความเมตตาจากอาจารย์ด้วยครับ

A2:🌿 คำถามนี้ไม่มั่นใจว่าพี่เข้าใจถูกหรือไม่ค่ะ คงต้องขอถามให้ละเอียดอีกครั้งว่า ที่ถามมาว่า ’…ฌาน ทำให้ชีวิตลำบากทั้งคู่…’ และที่ว่า ‘…ถูกเขาขอร้องให้ทำ ให้ช่วยตลอดเวลา…’ อันนี้ยังไงนะคะ?

🌿ผู้ที่ปฏิบัติจนถึงขั้นได้ฌาน และรักษาฌานให้คงอยู่ตลอดไปได้ ผู้นั้นจะไม่สามารถดำรงชีวิตคู่อยู่ได้เลยค่ะ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะผู้ที่ได้ฌานต้องเป็นผู้ที่วางกามสุขโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถเสพกามสุขได้ ทั้งยังรังเกียจกามสุข

ท่านเหล่านั้นใช้ชีวิตต่างจากปุถุชนทั่วไปค่ะ เช่น พระสายวัดป่า ที่บำเพ็ญเพียรจริงจัง เป็นต้น

🌿สิ่งที่ขัดขวางไม่ให้ปฏิบัติวิปัสสนาได้ ถ้าเป็นอมนุษย์ น่าจะเป็นพวกที่เป็นมิจฉาทิฏฐิค่ะ วิปัสสนาเป็นปัญญาขั้นสูงซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะมีบารมีหรือมีคุณสมบัติในการที่จะปฏิบัติได้

แม้ในหมู่ผู้ปฏิบัติที่ปฏิบัติมานานเองก็ดี ก็ใช่ว่าจะปฏิบัติได้ถูกต้องทุกคน บางท่านปฏิบัติทั้งชีวิต ก็ยังอาจจะเป็นโมฆะได้ เพราะทิฏฐิไม่ตรง

🌿 นอกจากนี้ผู้ที่เข้ามาขัดขวางการปฏิบัติธรรมในแนวทางที่ถูกต้อง ก็อาจเป็นผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับเราในอดีตชาติ อาจเป็นญาติสาโลหิต เป็นคู่ครอง เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเราในรูปแบบใดแบบหนึ่ง ที่ยึดติดในตัวเราข้ามภพชาติ

ซึ่งถ้าบุคคลเหล่านั้นเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างแท้จริง เขาจะปล่อยเราตั้งแต่ชาติก่อน ไม่ตามมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตในชาตินี้ของเรา

แต่ถ้าเขามีความยึดมั่นในตัวเราหรือหวงแหนสูง เขาก็อาจจะตามมามีอิทธิพลต่อเราในชาตินี้ อีกประเภทก็คือผู้ที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราที่ไม่ต้องการให้เราผลจากกรรมหรือพ้นจากความทุกข์

เพราะการที่คนเราสามารถปฎิบัติวิปัสสนาได้ผล ย่อมทำให้เราพ้นจากกรรม หมดกรรม และพ้นทุกข์ได้ในที่สุด


กล่าวโดยสรุป ถ้าภรรยาสนับสนุนการปฎิบัติวิปัสสนาของคุณ

และตนเองก็อยากเข้าปฏิบัติวิปัสสนา น่าจะลองเข้ามาค่ะ

ถ้ามีอุปสรรคที่เข้าไม่ได้เพราะเหตุใดก็ตามให้ลองสร้างกุศลชนิดอื่นๆเอาไว้ และอธิษฐานขอให้กุศลต่างๆเหล่านั้นเป็นเหตุปัจจัยต่อพระนิพพาน

บุญหลายหลายอย่างที่สร้างไว้เพื่อการถึงพระนิพพาน จะช่วยเกื้อกูลให้สามารถเข้ามาปฎิบัติวิปัสสนาได้ในที่สุด