จิตไม่อยากเคลื่อน ควรทำอย่างไรต่อไป
Q💬: ทำสมาธิไปจนรู้สึกเป็นว่างๆเหมือนไม่มีร่างกาย เหมือนเข้าไปในอะไรสักอย่าง แล้วทุกอย่างเหมือนหยุด จิตไม่อยากเคลื่อน ถ้าพยายามเคลื่อนก็เหมือนไปบังคับจิต ควรทำอย่างไรต่อไป?
A💮: ความรู้สึกว่างๆ ก็เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง
ให้รับรู้มันไปอย่างที่มันเป็น ไม่ต้องให้ค่าอะไรมันเป็นพิเศษ มันก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง เป็นว่างๆได้ ก็เป็นทึบๆได้ เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนแปลงไปในที่สุดเสมอ
ดังนั้นไม่ต้องทำอะไรค่ะ แค่รับรู้มันตามนั้น และปล่อยวางมันไปด้วยจิตที่สมดุลเป็นอุเบกขา ไม่ต้องใส่มันเกินคุณค่าของมันค่ะ
ง่ายๆคือให้จิตวางเฉยกับมันไป ไม่ต้องไปสงสัยใคร่รู้ หรือให้คุณค่ากับสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ ปล่อยให้มันดำเนินไปตามครรลองของมันจนวาระของมันจบลงเองค่ะ
และพึงระวัง ว่าจิตเราไม่แอบไปให้ความสำคัญกับมัน โดยการพยายามไปอธิบายมัน ไปหาที่มาที่ไปของมัน ไปหาสาเหตุของมัน ไปทำความเข้าใจมัน ไปตั้งข้อสันนิษฐาน หรือไปสรุปอะไรนะคะ
เพราะถ้าเราทำสิ่งเหล่านั้น จิตเรากำลังจะไปปรุงแต่งมันค่ะ คนเราจะปรุงแต่งตามสัญญา(perception/recognition) ของเราที่เก็บไว้ช้านานเช่น ถ้าคนที่มีความรู้ทางสรีระวิทยาก็อาจไปอธิบายว่าเป็นเรื่องของท่าทางการนั่งทำให้ชาจนว่างหายไป คนที่เป็นนักเคมีก็อาจอธิบายว่าเกิดจากสารเคมีที่ไม่สมดุลย์ คนที่เป็นนักฟิสิกส์ก็อาจอธิบายว่าเป็นสภาพทางกลศาสตร์บางอย่างของสิ่งแวดล้อม คนที่เป็นมีพื้นฐานเกี่ยวกับกายภาพก็บอกว่านั่งทับเส้น คนที่เชื่อเรื่องเร้นลับก็ว่าเป็นพลังงานลึกลับส่งเข้ามาในกาย คนที่สนใจปาฏิหาริย์แห่งจิตก็ว่าเป็นสภาวธรรมที่ดีอันหนึ่ง… ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ สารพัดเราแต่ละคนจะคิดปรุงกันไปได้ ตามพื้นฐานที่คุ้นชินของตนๆ
ถ้าจะบอกว่าคนไหนถูก ก็ถูกทั้งนั้นและก็ผิดทั้งนั้นด้วย คือถูกบางส่วน หรือถูกมาก ถูกน้อย เหมือนคนตาบอด 5 คลำคนละส่วนของช้างนั่นแหละค่ะ เพราะเราต่างไม่สามารถเห็นภาพรวม ‘ทั้งหมด’ ของสรรพสิ่งได้แท้จริงว่ามันมาจากไหน ความสามารถในการรับรู้ความจริงของเรานั้นยังจำกัดอยู่มาก
ดังนั้น การไปพยายามอธิบายสภาพการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับกายเรา หรือในจิตเราขณะปฏิบัตินั้น มักไม่ใช่ความจริง ซ้ำยังใช้เวลาอันมีคุณค่าของเราที่ควรใส่ใจตัวสาระแท้ของธรรมะมาเบี่ยงเบนออกไปให้คุณค่ากับสิ่งที่ไม่ใช่เป็นแก่นสารแห่งธรรมได้
ซ้ำร้ายกรณีที่บางคนคิดว่ามันเกิดเพราะท่านั่งไม่ดี หรือเพราะนั่งทับเส้น หรือสารเคมีไม่สมดุลย์ เป็นต้นนั้น จิตที่คิดแบบนั้นจะเริ่มไม่ชอบใจ เริ่มกังวล เริ่มหงุดหงิด เริ่มเสียสมดุล เกิดการสร้างสังขารใหม่ด้านโทสะขึ้น
แต่ถ้าผบางคนให้ค่าว่าเป็นพลังเร้นลับ ก็อาจนั่งเพ่ง หรือ นั่งจินตนาการหาทางเชื่อมต่อกับพลังภายนอกที่จิตสร้างขึ้นเอง เกิดความหลงเป็นตุเป็นตะ เป็นสังขารใหม่ขึ้นมาอีก
หรือถ้าบางคนให้ค่าปรากฏการณ์บางอย่าง เช่นเห็นแสง เห็นดวงๆเป็นสีๆ เห็นคลื่นในกาย หรือ เห็นเป็นต่างๆนั้น แล้วเข้าใจไปว่าเป็นสภาวธรรมที่ดีงามเป็นความก้าวหน้าในธรรมปฏิบัติ อันนี้ใจก็เสียศูนย์ค่ะ เพราะจะไปปลื้มปริ่มในประสบการณ์ที่ตนได้รับ ตื่นเต้นว่าตนช่างพิเศษกว่าคนอื่นที่ตนได้ประสบนั้น คิดภูมิใจไปว่าคนอื่นไม่มีคุณสมบัติเหมือนเรานี้ เป็นการสร้างสังขารใหม่ด้านโลภะและโมหะ ซ้ำยังไปเพิ่มมานะทิฏฐิเข้าไปอีก อัตตาก็จะพองโต
ยิ่งถ้ายังปรุงแต่งต่อไปอีก อาจเลยเถิดไปเข้าใจว่าได้นิพพานแล้ว
ดังนั้น กับทุกประสบการณ์…
ทำง่ายๆค่ะ รับรู้มันตามจริง
เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปเอง
การรับรู้มัน ไม่ใช่เพ่งมันนะคะ แค่รู้ว่ามันเป็นเช่นนั้นอยู่ แล้วเราก็ทำงานของเราต่อไปเคลื่อนจิตเราไปรับรู้เวทนาอื่นต่อไป เมื่อเรากลับมาที่นี่อีกรอบความรู้สึกนี้ก็อาจจะเปลี่ยนไปแล้ว ต่อให้ถ้ายังไม่เปลี่ยนไปขณะนั้น ไม่ว่าอย่างไรในที่สุดมันก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่ดี
ส่วนที่ถามว่า ‘จิตเหมือนไม่อยากเคลื่อนไป เหมือนทุกอย่างหยุดนั้น’ มันก็ยังคงเป็นเรื่องของเวทนา ของเหตุปัจจัยของมันขณะนั้น
ทำเช่นเดียวกัน ไม่ไปใส่ใจพิเศษ คือไปพยายามดันมันให้เคลื่อนให้ได้ ยิ่งอยากผลักจิตก็ยิ่งหยาบ ยิ่งเคลื่อนไม่ได้
ถ้ารู้สึกว่าจิตไม่อยากเคลื่อนเหมือนทุกอย่างมันหยุดนั้น ก็อาจพักจิตให้สงบ ให้เบา ผ่อนคลาย อยู่ตรงนั้นสักครู่ ทำแบบสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรกับตรงนี้ เพียงแค่รู้ว่ามันเป็นเวทนาแบบนี้ตอนนี้ สักพักเมื่อจิตเป็นสมดุลขึ้นเพราะจิตวางลง สงบลง เบาลง ก็ค่อยทำงานเคลื่อนต่อไป
หรือ อาจทิ้งตรงนี้ไปก่อน และหันไปรับรู้เวทนาที่อื่นก่อน รู้แบบสบายๆ เมื่อจิตผ่อนคลายเป็นสมดุลก็สามารถกลับมาสำรวจบริเวณอีกครั้ง
หรือ อาจหยุดพักการเคลื่อนสำรวจเวทนา และไปหายใจเข้าออกให้จิตผ่อนคลายลงก็ได้
ไม่มีอะไรที่ตายตัวนะคะ ไม่ว่าวิธีการสำรวจหรือประเภทของเวทนา เรายืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม ให้เป็นไปตามธรรมชาติ เป้าหมายของเราคือเพื่อพัฒนาอุเบกขาในจิตของเรา
การรักษาจิตให้สมดุลตลอดขบวนการคืองานของเราค่ะ นอกนั้นเป็นเครื่องมือให้เราฝึกจิตเรา
เหมือนเวลาเราจะพัฒนาร่างกายให้แข็งแรง เราอาจใช้การวิ่ง การยกน้ำหนัก การบริหารร่างกาย การทำโยคะ รำไทเก็ก การทานสารอาหารที่มีคุณค่า การทานอาหารเสริม ฯลฯ เหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือ ที่เราใช้เพื่อพัฒนาให้ร่างกายเราแข็งแรงยืดหยุ่น เป้าหมายคือความแข็งแรงสุขภาพดีทางกาย