เวทนาหยาบ-ละเอียด-หนัก-เบา
Q💬: อาจารย์คะ หลังออกคอร์ส หนูก็เหมือนจะดี แต่ยังไม่หลุด เหมือนคืนเลยนั่งปฏิบัติแล้วนอนเร็ว ก่อนนอนคิดถึง ข้อความอาจารย์
“ ให้จิตตั้งมั่นจดจ่อ อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ตั้งจิตไว้ไม่ขาดตอนแม้สักขณะจิตหนึ่ง คอยเฝ้าระมัดระวังทุกๆขณะไม่ให้จิตตกลงในบ่วงหรือถูกแทรกแซงจากนิวรณ์ (เช่น ฟุ้ง กระวนกระวาย ง่วง ซึม เบื่อหน่ายเกียจคร้าน ใคร่อยาก เกลียดชัง คั่งแค้น น้อยเนื้อเสียใจ หมกมุ่น กลัว หลงตนว่าได้คุณวิเศษ ฯลฯ) “
ความรู้สึกเหล่านี้มันเรา เลยรีบตั้งใจคอยระวัง ประกอบกับหนูปรารถนาจะละสังโยชน์ 3 หนูก็จะเฝ้าคิดตลอด ละกายช่างอยากแท้ จะรู้ได้งัย ฯลฯ
แล้วเช้านี้คิดได้ว่าสิ่งที่เราเฝ้าคิด เสียใจ น้อยใจ เบื่อหน่ายฯลฯ มันสวนทางกับเป้าหมายเราชัดๆ ปากบอกอยากได้แต่ทำสวนทาง
หนูคิดว่าหนูหลุดจากสิ่งที่มารบกวนจิตใจหนูแล้วค่ะ (ในรอบนี้) จะอะไรก็ดีเราเอามาปรุงเป็นเราเองเลยคันหัวใจ
ทั้งนี้เพราะได้ข้อความอาจารย์ด้วยเพราะการนั่งเองด้วย
A💮:ใช่แล้วค่ะ เวลาเราปฏิบัติมากขึ้น เราจะเห็นตัวเองในหลายๆด้านมากขึ้น เห็นจุดอ่อน เห็นกิเลส เห็นนิสัยตนเอง
การปฏิบัติที่ต่อเนื่องจะค่อยๆขูดเกลาตัวตนออกไป ขูดกิเลสออกไป เมื่อขูดออกต่อเนื่องไปจนถึงที่ๆควรเป็นก็ย่อมละสังโยชน์ได้แม้ทั้งหมด
ไม่ต้องตั้งเป็นเป้าหมายว่าต้องให้ได้ถึงเมื่อใด ในชาติใด เราจะทุ่งมั่นอย่างไม่สมดุล
แต่ให้มุ่งแต่กับงานตรงหน้า คือ ‘ละ’ ที่ตรงหน้าเสมอๆ ถ้าทุกๆขณะที่มาเป็นปัจจุบัน เราละได้ (คือมีอุเบกขาอยู่ได้) เราจะค่อยๆเอากิเลสที่นอนเนื่องในใจทั้งหมดออกไปได้เอง
ส่วนที่ว่าเมื่อคิดน้อยใจ เสียใจ เบื่อหน่าย นั้นคือโทสะกิเลสในตัวเราค่ะ เมื่อมันเกิดก็ให้ตามรู้มันไป
ในชีวิตทุกคนที่ยังไม่บรรลุธรรมถึงที่สุด จิตเรายังมีอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่แนบแน่น เมื่อถูกกระทบ เราก็อาจมีปฏิกิริยาในทางไม่น่าชอบใจต่างๆเหล่านี้ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติของปุถุชนค่ะ
เพราะเมื่อจิตยังมีกิเลส เรายังมีความเป็นตัวตน ทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวตนนี้ จึงมีผลต่อเราเสมอ
แต่ถ้าเราเป็นผู้ไม่ประมาท เรามีสติที่ว่องไว และมีปัญญาเท่าทันจิต เราก็จะไม่สร้างสังขารใหม่ หรือถ้าสร้างก็น้อย
ถ้าเราปฏิบัติต่อไปๆ และใช้ชีวิตที่ไม่ประมาทอยู่เนืองนิจ ตัวตนเราจะถูกขูดออกเรื่อยๆ อัตตาที่บางเบาลงเป็นลำดับนี้จะช่วยให้เราละได้จากทุกอย่างในที่สุด
ต้องพากเพียรทำไป และทำให้ถูกทาง
Q💬: ครั้งหนึ่งตอนเป็นธรรมบริกร หนูไม่รู้สึกถึงเวทนาละเอียด มีแต่หยาบ แม้จะไล่ความรู้สึกก็ไม่รู้ว่าทำงัย ใจมักจะคิดถึงภาพทำรดหัวแล้วพยายามไล่ลงมา หรือให้รู้สึกถึงพลังลงมาตามแขน นิ้ว
เลยไปกราบถามอาจารย์คอร์สนั้น ท่านบอกว่าหนูทำไม่ถูกต้องไม่ควรใช้จินตนาการ ให้อยู่กับลมหายใจและความรู้สึกจริงๆ จากครั้งนั้นหนูเลยระวังมากๆ พยายามใช้ลมหายใจเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว และ พยายามรู้สึกจริงๆ ไม่คิดไปล่วงหน้ารึชี้นำมัน
ที่หนูไม่มั่นใจนั้นคือลมหายใจรึจินตนาการ หรือเวลาคิดแล้วเรารู้สึกตามที่เราคิด มันคือจินตนาการรึเปล่าค่ะ ?
A💮: ก่อนอื่น หนูต้อง’วาง’ความสนใจว่าเป็นเวทนาแบบไหนให้ได้ก่อน พวกหยาบหรือละเอียดอะไรเหล่านั้น หนูต้องวางมันค่ะ
มันจะหยาบก็เรื่องของมัน จะละเอียดก็เรื่องของของมัน เรื่องของเราแค่รับรู้ว่ากำลังมีเวทนาหนึ่งๆเกิดขึ้น ณ ส่วนนี้อยู่ เท่านี้คือจบแล้ว
ไม่ต้องใส่ใจว่ามันเป็นเวทนาประเภทไหน มันถูกผิดไหม ดีเลวไหม อย่าไปให้ค่ามันเพิ่มเติม
เมื่อมันจะมีแต่หยาบ ก็ให้มันเป็นเช่นนั้น
เพราะนั่นแหละ คือความเป็นจริงในขณะนั้น มันไม่มีความถูกผิดอะไรในตัวมัน มันเป็นแค่เวทนาชนิดหนึ่ง
การใช้ความพยายามไปนึกเป็นภาพเหมือนน้ำรดหัวนั้น ถ้านึกภาพขึ้นมาเอง คือนึกจนเกิดภาพให้เห็นเป็นเหมือนน้ำราดรดลงมาเพื่อจะใช้ความรู้สึกนี้มาสำรวจเวทนาบนร่างกาย แบบนี้เป็นการใช้จินตนาการเข้ามาช่วยเคลื่อนความสนใจค่ะ
ซึ่งไม่ต้องไปทำให้มันยุ่งยากอย่างนั้น เหนื่อยด้วย ให้แค่รับรู้ว่าแต่ละแห่งบนร่างกายมีเวทนาเกิดอยู่เสมอ
ทุกครั้งที่เราสนใจที่ตรงไหน ตรงนั้นเราจึงรับรู้เวทนาได้
ถ้ากำลังสำรวจแบบกวาดรวมๆ ก็ให้รับรู้ความรู้สึกแบบรวมๆไป แม้ไม่รู้ชัดไปทุกแห่งบ้างก็ยอมรับมันตามนั้น
แต่ถ้าเกิดเวทนาที่มันเหมือนเป็นความรู้สึกเหมือนมันไหลเอิบอาบลงมาจากบนสู่ล่าง อันนั้นเป็นเวทนาบางอย่างที่เกิดขึ้นจริงและให้ความรู้สึกแบบไหล บางครั้งเวทนาแบบนี้ก็ทำให้สัญญาเราไประลึกถึงภาพน้ำไหลเอิบอาบขึ้นมาในใจได้ อันนี้ไม่ใช่จินตนาการค่ะ เป็นเวทนาที่เกิดจริง เพียงแต่มันไปกระตุ้นสัญญาให้เกิดเป็นภาพได้ กรณีแบบนี้ ก็ให้วางภาพลง ไม่ต้องใส่ใจ
Q💬: ตลอดคอร์สมีทั้ง หนัก เบา หนักมาก หนักน้อย จนหายหนัก หายบ้าง ไม่หายบ้าง อยู่ที่ใจเราอุเบกขาจริงๆได้แค่ไหน อุเบกขาจริงบริสุทธิ์ ก็เบา อุเบกขาหลอกๆก็หนักต่อ ฯลฯ แต่หนู ok ไม่ติดใจสงสัย…
A💮: ไม่ต้องสนใจว่าเวทนาจะ หนัก เบา หนักมาก หนักน้อย จนหายหนัก หายบ้าง ไม่หายบ้าง นะคะ อันนี้ไม่มีความสำคัญอะไรเลย
ยิ่งไม่ต้องไปอยากให้มันหายไป
เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้ มันเกิดแต่เหตุปัจจัยของมัน เมื่อถึงเวลาก็จะดับตามเหตุปัจจัยของมัน ไม่ว่าเราจะกำลังมีอุเบกขาหรือไม่มี ถึงวาระสิ้นสุดของมัน มันก็ต้องดับไป หายไปอยู่ดี
แต่ที่เรามาฝึกกันนั้น เรามาฝึกใช้ทุกๆเวทนามาฝึกจิตของเราให้วางเฉยให้ได้ในทุกๆประสบการณ์ ซึ่งจะวางเฉยได้จริง ก็คือไม่เห็นเวทนาต่างมันเป็นตัวตนเป็นเราเป็นเขา มันเป็นแค่สิ่งสมมติที่จะเกิดมาระยะหนึ่ง แล้วก็ดับไปหมดไปในกาลต่อมา
อุเบกขาที่เกิดจากการวางได้อย่างสนิท มันจะเบาและสงบเย็น ไม่เกร็ง ไม่ต้องใช้ความพยายาม แต่ถ้าเกิดจากความกดดัน(แม้เพียงเล็กน้อย) เพื่อให้จิตเป็นอุเบกขา เหมือนต้องพยายามสั่งจิตให้เป็นอุเบกขา ให้ทน ให้วาง มันจะไม่ได้ผลค่ะ มันไม่สงบ-เบา-วาง แต่ยึด-หนัก-ลน และจะเหนื่อยและตึงเกร็งอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่ลักษณะของจิตที่เป็นกุศลค่ะ
เพราะถ้าเรากำลังพยายามกำจัดนิสัยไม่ดีของเราด้วยการฝึกจิตให้เป็นอุเบกขา เราต้องเข้าใจลักษณะของอุเบกขาจิตให้ดีด้วย จิตต้องนิ่งสงบเย็นอยู่ภายในจริงๆ
นอกจากนั้น ผลที่มาจากการสั่งตัวเองให้มีอุเบกขาโดยจิตไม่ยอมปล่อย แต่จิตจะเอาความเป็นอุเบกขา มันย่อมไม่ได้อุเบกขาค่ะ เพราะอุเบกขาคือการปล่อย การวาง โดยสิ้นเชิง ไม่ใช่การเอา
อุเบกขาที่เราคิดเอาหรือสั่งจิตเอาแบบนี้ เป็นความพยายามข่มใจความพยายามเตือนใจ เป็นขันติอดอดกลั้นมากกว่าเป็นอุเบกขา จึงไม่ได้ผลในทางขจัดสังขารอย่างลึกล้ำเท่ากับอุเบกขาที่มาจากการยอมรับตามจริงที่มันเป็นอยู่และปล่อยวางมันอย่างสนิทจริงๆ