← 🍃ธรรมมรรคา
13519 พ.ย.63อ่าน ~12 นาที

ทำจิตแบบไหนให้พอดีในการฏิบัติ

❓ ปุจฉา (คำถาม)
เข้าอบรมรวม 6 ครั้งใน 5 ปีที่ผ่านมา หลังจากโควิด ก้อพยายามนั่งเช้าเย็น ประสบความสำเร็จประมาณ 70%

เมื่อก่อนเครียดเรื่องการปฏิบัติ เพราะรำคาญความคิด ระหว่างการนั่งสมาธิ จึงเปลี่ยนเป็นปล่อยให้คิด แล้วก้อสามารถสงบได้เอง แต่กว่าสงบคือเกือบหมดชั่วโมง แต่ระหว่างวัน ก้อไม่ได้มีความรู้สึกตัวเท่าไร จึงคิดว่า ไม่ได้มีพัฒนาการมาก เลยกลับมาตั้งใจมากขึ้นในระหว่างการนั่ง แต่ก้อกลับเครียดจนอยากเลิกก่อนเวลา

คำถามคือเราจะหาความพอดีอย่างไร และวิธีไหนเป็นวิธีที่ถูกต้องคะ?
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

💮A: ความคิดฟุ้งไป ยังไงก็ต้องเกิดขึ้นในจิตค่ะ เป็นกิเลสที่เรียกได้ว่าคู่กับการปฏิบัติธรรม

ผู้ที่จะไม่มีความฟุ้งซ่าน (และนิวรณ์อีก 4 ตัว) มารบกวนในขณะปฏิบัติเลย จะมีแค่สองกรณีค่ะ

(1) สมาธิถึงขั้นอัปปนาสมาธิ (การได้ฌาน ฌานจิตจะกดข่มกิเลสทุกตัวไม่ให้ปรากฏขึ้นในจิตผู้ปฏิบัติที่มีสมาธิถึงขั้นนี้)

(2) บรรลุเป็นพระอรหันต์ (อุทธัจจะ หรือความฟุ้งซ่านดับสิ้นเมื่อเป็นพระอรหันต์)


ดังนั้น เราจึงไม่ต้องไปเครียดนะคะ เวลาจิตมันคิดน่ะ เพราะนี่เป็นปกติของการปฏิบัติธรรมค่ะ ความเครียดยิ่งทำให้จิตเพิ่มพูนกิเลสเข้าไปอีก ความคิดไม่ดีก็เพิ่มพูนขึ้น จิตเป็นโทสะ สังขารใหม่ก็เกิดขึ้นทุกขณะที่เครียด

คนเราปกติย่อมมีจิตที่ซัดส่าย คิดไปไหนต่อไหนเสมอ เที่ยวไปที่โน่นที่นี่ตลอดเวลาไม่เคยได้พัก (เว้นหลับหรือสลบ) ดังท่านว่าจิตคนเราดุจวานรเที่ยวเกาะเกี่ยวต้นไม้ไปต้นโน้นต้นนี้


คนบางคนที่จิตใจไม่นิ่งอยู่เป็นพื้นเดิม หรือคนที่สมาธิสั้น หรือที่คนชอบทำหลายอย่างพร้อมๆกัน(multitasks) หรือคนที่มักลนลานตื่นเต้นง่าย หรือคนมักตื่นตระหนกหวาดกลัวง่าย เหล่านี้ ฯลฯ จะมีอาการฟุ้งซ่านของจิตสูงกว่าทั่วไป เวลานั่งสมาธิต้องใช้ความเพียรมากกว่าคนที่จิตใจหนักแน่นไม่หวั่นไหวง่าย


เมื่อได้มานั่งปฏิบัติ จิตที่เดิมพยศอยู่แล้ว เมื่อมาถูกบังคับด้วยการผูกตรึงไว้กับที่แห่งเดียว ย่อมยิ่งดิ้นรนซัดส่ายมากกว่าเวลาที่จิตวิ่งไป 108 เรื่อง ความอึดอัดไม่ชอบใจ และการดิ้นพล่านของจิต จึงเห็นได้ชัดเมื่อเราพยายามรวมจิตเป็นหนึ่ง


อีกประการ การฝึกจิตให้ focus มีสมาธิจดจ่ออยู่กับจุดเดียวต่อๆกันๆไป เป็นขบวนการเผาลนกิเลสหรือเขย่ากิเลสที่เก็บกดอยู่ภายในให้แสดงตัวพล่านออกมา เราจึงเห็นมันได้ชัด


ยิ่งจิตพยายามจดจ่อที่เดียว ตั้งอยู่กับเรื่องเดียว จะยิ่งเห็นชัดเจนว่าจิตมันดิ้นจริงๆ มันดิ้นไปทางโน้นทางนี้ ถ้าเราปล่อยเชือกที่ผูกคอลิงไว้ มันก็โลดแล่นไปทางโน้นทางนี้ตามอำเภอใจของมัน เราจึงไม่เห็นชัดว่ามันวิ่งไปทุกทิศทางอยู่ตลอดเวลา เราจะไม่ค่อยรู้สึกชัดเท่าเวลาที่เราผูกเชือกไว้และพยายามบังคับทิศทางของมันให้ไปทางเดียว


ที่นี้ถ้าถามเรามาปฏิบัติเพื่ออะไร เรากำลังทำอะไรอยู่ขณะที่ปฏิบัติ? ทำยังไงจะไม่ฟุ้ง?

ตอบว่าการปฏิบัติคือ การมาออกศึกค่ะ เป็นศึกระหว่างกุศล กับ กิเลส


กุศลในการปฏิบัติ หลักๆคือ สติ ปัญญา และ สมาธิ

ส่วนกิเลสในขณะปฏิบัติ เป็นกิเลสที่ละเอียด หรือที่เรียกว่านิวรณ์ 5

ซึ่งต่างจากกิเลสนอกห้องปฏิบัติในชีวิตทั่วไป ที่เป็นกิเลสหยาบ เป็นกิเลสที่ก่อให้เกิดการผิดศีล เกิดการประทุษร้ายชีวิตอื่นด้วย กาย วาจา ใจ ต่างๆ

แต่ในห้องปฏิบัติ กิเลสจะเป็นกิเลสที่ละเอียดกว่า คือเป็นกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ ที่เรียกว่านิวรณ์ ซึ่งผู้ปฏิบัติจะต้องต่อสู้ทุกๆบัลลังก์ไป

นั่งปฏิบัติเมื่อใด ก็จะถูกนิวรณ์ที่เป็นข้าศึกเหล่านี้กลุ้มรุมในใจเสมอ

ซึ่งงานของเราคือคอยปราบปรามเอาชัยต่อข้าศึกเหล่านั้นไปเรื่อยๆ

บางทีเราก็เอาชัยได้ดี บางทีเราก็เพลี่ยงพล้ำ มันจะผลัดกันรุกผลัดกันรับ ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ อยู่แบบนี้ ตลอดขบวนการของการปฏิบัติให้พ้นทุกข์

ถ้าผู้ใดหมั่นฝึกฝนมาก มีความพากเพียรมาก ชาญฉลาดในกุศโลบายมาก ผู้นั้นก็เอาชนะได้ข้าศึกมากขึ้นๆเป็นลำดับ และข้าศึกเองก็จะอ่อนแอลง ลดน้อยลงๆ จนในที่สุดผู้นั้นย่อมได้ชัยชนะที่ถาวรในสงครามแห่งจิตหรือคือสังสารวัฏฏ์นี้ได้อย่างสิ้นเชิงเมื่อข้าศึกในจิตถูกทำลายสิ้น


จิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสจะไม่มีข้าศึกให้ต้องรบกันอีก งานของผู้นั้นจึงจบสิ้น หมดความทุกข์เร่าร้อนอย่างสิ้นเชิง


ดังนั้นเวลาที่จิตเราฟุ้งออกไปไม่จดจ่ออยู่กับลมหายใจหรือกับเวทนา เราต้องเท่าทันมัน เท่าทันข้าศึกในจิตเรา แล้วดึงจิตกลับมาที่อารมณ์กรรมฐานของเราต่อไป

การหมั่นฝึกฝนมากเข้าๆ เป็นการลับอาวุธของเราให้คมและแข็งแกร่ง ยิ่งเราแข็งแกร่ง เราก็เก่งกาจในการต่อสู้กับกิเลส ทำให้กิเลสอ่อนแอลง จิตเราก็เข้มแข็งขึ้นเป็นลำดับ ความสามารถในการออกรบของเราก็เก่งกล้าขึ้นเป็นลำดับเช่นกัน

ผู้ที่ฝึกจิตอยู่สม่ำเสมอ จึงพัฒนาตนเองไปได้ไกลขึ้นเรื่อยๆ


ขอให้เท่าทันว่า ข้าศึกโจมตีแล้ว ข้าศึกอาจมาเป็นความฟุ้งซ่าน เป็นความคิดหงุดหงิด โกรธ รังเกียจ กลัว หรือ ความอยากต่างๆ อยากกิน อยากนอน อยากทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือความง่วงความซึม ความเบื่อ หรือความไม่มั่นใจ ความกังวล ความสงสัย ความต่อต้าน ฯลฯ สารพัน


เราก็ต้องเอาสติออกมาสู้กับมัน ด้วยการรู้เท่าทัน คือรู้เท่าทันว่าจิตกำลังถูกข้าศึกครอบงำ ข้าศึกเข้ายึดฐานที่มั่นแล้ว

เมื่อมันชนะ เราจึงฟุ้ง จึงง่วง จึงคิดร้าย คิดใคร่ คิดสงสัย ฯ เราจึงหยุดปฏิบัติ จิตขาดความระลึกรู้ในงานของจิต แต่ออกไปอยู่กับเรื่องอื่น ไปทำกิจอื่น


ถ้าเราเท่าทันมัน เรามีสติรู้ทันขึ้นมา สติก็จะยับยั้งการครอบครองของศัตรูได้ ในขณะนั้นๆ

เมื่อมีสติระลึกรู้ได้แล้ว พึงเร่งใช้ปัญญามาประคองสติ ไม่ให้จิตหลุดออกไป ไม่ให้หลงไปคิดว่าสิ่งที่เกิดนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่เห็นมันตามจริง ว่ามันไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนที่แท้

เมื่อเห็นได้จริง จิตจึงปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่สนใจใคร่รู่ต่อ ไม่ต่อยอดความคิดนั้นต่อ จิตก็ไม่เบนออกนอกเส้นทางไป กลับมาเดินทางตรงต่อไป

เช่นนี้เท่านั้นจิตจึงจะสงบลง มีสมดุลขึ้น เป็นอุเบกขาขึ้น

จิตชนิดนี้จะยิ่งพัฒนากุศลตัวอื่นๆให้เกิดเพิ่มพูนต่อไปได้ลึกล้ำขึ้น


สรุปนะคะ

เมื่อฟุ้ง เราต้องไม่ปล่อยให้จิตเราเป็นอกุศล ด้วยการถูกครอบงำด้วยกิเลสอื่นๆ แม้ความเครียด ความไม่พอใจ ที่จิตเราฟุ้งหรือไม่มีสมาธิ ก็คือการพ่ายแพ้ต่อกิเลสแล้ว เป็นกิเลสอีกตัว

ดังนั้นอย่าดิ้นรน พยายามหาวิธีมากมาย จะกลายเป็นหนีเสือปะจรเข้

ให้เพียงตั้งสติ ทำใจให้สงบและปล่อยวาง กลับมาที่ลมหายใจต่อไป ด้วยจิตที่”สงบ” และพากเพียรที่จะรักษาความสนใจไว้ที่เดียวนี้ให้นานขึ้นจากครั้งก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่มีสติขึ้นมาจากการพ่ายครั้งที่แล้ว

เมื่อตั้งใจขึ้น สงบขึ้น สมดุลขึ้น จิตจึงจะมีกำลัง จิตจึงจะมาสมาธิต่อเนื่องขึ้นเรื่อยๆ


ที่ถามถึงความพอดี:

ความพอดี คือ จิตที่สงบและยอมรับตามความจริงที่เป็นอยู่ ตามตำราว่า ‘รู้เขา(ข้าศึก)รู้เรา(กุศลจิต)รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง’ นั่นแหละค่ะ คือรู้ว่าขณะนี้จิตแพ้กิเลสอยู่ หรือมีสมาธิอยู่ ถ้าแพ้อยู่ก็ลุกขึ้นมาปรับขบวนการสู้ใหม่ โดยไม่ท้อแท้ผิหวัง หงุดหงิด หรือเครียด

ถ้ารู้ว่าชนะกิเลสอยู่ ก็ให้เพิ่มพูนความตั้งมั่นของจิต ความนิ่ง ความสงบ นั้นต่อๆไปให้ต่อเนื่องยาวนานที่สุดไป