← 🍃ธรรมมรรคา
15319 มิ.ย. 64อ่าน ~7 นาที

ประโยชน์ของวิปัสสนา

❓ ปุจฉา (คำถาม)
ช่วงโควิดหนักหนา ความลำบากทำให้ทุกคนหาทางรอดชัดมาก แม้ไม่มีโควิดทุกคนก็มักทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ตัวเองอยู่แล้ว

คำสอนอาจารย์คือความเผื่อแผ่ ปรานี ไม่อาจเข้าถึงคนโลกปัจจุบ้นได้เลย บางคนมองว่าไร้สาระ สาปส่งไป

พิจารณาถึงตัวเอง..ก็ยังคงย้อนแย้งอยู่ในใจ เพราะพื้นฐานกิเลส

ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนย่อมไม่ทำเป็นเรื่องปกติ

แต่อย่ามาเบียดเบียนให้ต้องเสียเปรียบหรือเดือดร้อน ยังทำใจไม่ได้ค่า

การนั่งวิปัสสนาแท้จริง จะช่วยทำให้เราหลุดจากตัวตน ผลประโยชน์ของตน เมตตาจนไม่มีตัวตนอีกต่อไป ใช่หรือไม่คะ

ชีวิตจริงในโลกมายานี้ เราจะไม่ทุกข์อีก แม้คนเห็นแก่ตัวจะคอยตักตวง ใจจะยอมรับอย่างศิโรราบ ใช่หรือไม่คะอาจารย์
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: ใช่ค่ะ คนเราเพราะมีความดำมืดด้วยกิเลสภายใน มีไฟเร่าร้อนชนิดต่างๆแผดเผาอยู่ภายใน

เมื่อถูกกระทบกระทั่งจากภายนอก ก็จะขาดสติ มีการคิด การพูด การทำ กันไปต่างๆด้วยแรงผลักที่มืดมิดภายในนั้น จึงเผาทั้งตนเองและเผาผู้อื่น


สิ่งที่ฝังอยู่ในตัวนั้นเป็นของเก่าสั่งสมมา แต่เมื่อไม่วาง ไม่มีอุเบกขา คือของใหม่ที่สั่งสมเพิ่ม จิตก็ยิ่งจมดิ่งลงไปลึกขึ้นๆๆ


วิปัสสนา ทั้งระงับใจเราจากกิเลส ไม่ให้เรากล้าทำกรรมชั่วใหม่ และทั้งขุดล้างกรรมและกิเลสเก่าในใจเราออกไป


วิปัสสนาทำให้เกิดปัญญา รู้และเข้าใจสิ่งต่างๆที่เห็นตามจริงของมัน โลกทั้งโลก สิ่งต่างๆรอบตัวเรา ร่างกายและจิตใจของตัวเราเอง ล้วนไม่เที่ยง ไม่มีแก่นสารสาระที่แท้จริง เราเกิดมาในแต่ละชาติเพื่อที่จะตายไปเท่านั้น


เมื่อเห็นอย่างประจักษ์แจ้งถึงความไม่มีแก่นสารสาระของสรรพสิ่งได้จริง ใจก็จะวางโลกลง วางลงเรื่อยๆ จนใจไม่หวั่นไหวกับความเป็นไปของโลกอีกเลย นั่นคือเราพ้นจากโลกค่ะ


คนเรานั้นต้องเลือกใช้ชีวิตค่ะ

เราจะมีชีวิตให้กิเลสมันใช้สอยเรา ใจเราไหลไปตามมันเมื่อเราเสพสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างมัวเมายึดมั่น เห็นมันเป็นของจริงจัง


หรือเราจะมีชีวิตให้ปัญญาใช้ คือ ทุกการดำเนินชีวิต ทุกลมหายใจ เรารู้แจ้งว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้น สิ่งที่เราเสพใช้อยู่ทุกขณะนั้น เป็นสิ่งสมมติชั่วคราว ที่เกิดจากวิบากกรรมหรือสังขารเก่าของเราเท่านั้น ที่สร้างมาให้เราได้เสพในปัจจุบัน


เพราะเราสร้างกรรมดีมา เราจึงได้เสพสิ่งที่ดีๆ เช่น มีชีวิตที่สุขสบาย มีบ้านมีทรัพย์สินให้อยู่อย่างสบาย มีร่างกายงดงามแข็งแรง มีคู่ครองและครอบครัวอบอุ่นดีงาม มีการงานดี มีเพื่อนดี ฯลฯ


ของดีๆเหล่านี้เป็น “อาหารเก่า” ทั้งนั้น

(ดังที่นางวิสาขากล่าวกับมิคารเศรษฐีผู้เป็นบิดาของสามี)

เป็นของเก่าที่เมื่อเราได้เสพแล้ว มันก็หมดลงไปอย่างสิ้นเชิงไม่มีเหลือ


มันเป็นเพียงความสุขที่เกิดจากวิบากเก่าจากการทำกรรมดีมาก่อน ไม่ว่าเป็นกรรมดีทางกาย วาจา หรือใจ

มันกำลังส่งผลอยู่เท่านั้น

มันส่งผลจบ มันก็จบสิ้น

ไม่ว่าระยะเวลาที่มันส่งผลจะยาวนานแค่ไหน มันก็ต้องจบลง


แต่ขณะที่มันกำลังส่งผลให้เรา เราเก็บเกี่ยว ‘บริโภค’ มันอย่างเดียว หรือเรารู้จัก ‘ลงทุน’ สร้างอาหารใหม่สำหรับวันหน้าไปด้วย


ใช่ว่าเราจะมีชีวิตที่ดีเช่นนี้ ในภพต่อไป

หรือ แม้แต่มีชีวิตที่ดีในกาลต่อไปของภพนี้

ถ้าเรามัวแต่ใช้กิเลสในจิตมาเสพ ‘อาหารเก่า’ เหล่านั้นจนหมดสิ้น และไม่รู้จักเพิ่มพูนสั่งสมกุศลบารมีใหม่


การเสพความสุขที่ไม่ใช้ปัญญาในจิตแต่ละขณะนั้น เป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก เพราะเมื่อใดที่เราไม่มีปัญญาที่เข้าถึงความจริงของสิ่งที่เสพอยู่นี้ เท่ากับเรากำลังสั่งสมพอกพูนกิเลส พอกพูนสังขาร


เมื่อเสพสิ่งต่างด้วยกิเลส (ชอบ ชัง เห็นมันเป็นตัวตน) ก็เป็นการต่อกรรม ต่อภพ ต่อชาติ ของเราให้ยืดยาวออกไปไม่รู้สิ้นสุด


คนที่ฉลาด ย่อมเสพสิ่งต่างๆในชีวิตด้วยปัญญา และเสพให้เกิดปัญญาที่ลึกซึ้งขึ้นเป็นลำดับ


ถ้าเราปฏิบัติธรรมให้จิต “ถึง” ธรรมได้จริง ปัญญาเราจะยิ่งลึกซึ้งขึ้น ลึกซึ้งขึ้น ลึกซึ้งขึ้น

เราจะค่อยๆวางสิ่งต่างๆลง จนวางสนิทในสิ่งต่างๆที่รายรอบเราได้จริงความทุกข์เพราะมีมันหรือไม่มีมันก็จะหมดไป


เมื่อเราไม่ยึดมั่นอีกเลยว่าเป็นของเรา เท่านั้น เราจึงจะอยู่กับมันอย่างไม่ถูกอิทธิพลของมันครอบงำ อยู่กับมันอย่างสงบเย็นจริงๆ ไม่ถูกมันยึดมั่นพัวพันทำร้ายอีก


สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่ของเราที่แท้จริง มันไม่เคยใช่และไม่มีวันใช่ แม้ตัวเรายังไม่ใช่ของเรา มันมาให้เราใช้ชั่วคราวแล้วก็หมดไป


ดังนั้น เมื่อมันมีมาแล้ว เราต้องใช้มันให้เป็นทุกๆขณะของชีวิต

ใช้มันสร้างสิ่งดีงามให้ผู้อื่น ให้สรรพชีวิตอื่น

ใช้มันสร้างและพัฒนาปัญญาอันสุขุมลุ่มลึกให้เกิดขึ้นในตัวเอง