← 🍃ธรรมมรรคา
15615 ก.ค. 64อ่าน ~21 นาที

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา / ผลของวิปัสสนา / นิวรณ์ / ญาณ-ฌาน

❓ ปุจฉา (คำถาม)
⁉️เรียนอาจารย์

เมื่อครั้งรู้จักวิปัสสนา จะตื่นเต้นมาก และพบเวทนาที่ทำให้รู้สึกเจอความพิเศษ เหนือความจริง ทั้งเห็นถึงอาการที่เกิดจากการปรุงแต่ง ฝึกอุเบกขาได้ระดับหนึ่ง ก็เริ่มจับเวทนาเลื่อนไหล จนเหมือนเราไม่มีส่วนใดสะดุด รู้สึกว่างเปล่า เบาไร้ตัวตน มีแต่ความคิดเข้าไปจับตลอด และเข้าใจด้วยว่า นี้ใช่มั้ย "อนัตตา"

จนวันนี้ และอ่านคำตอบที่อาจารย์แชร์ ทำให้รู้ว่า อนัตตา คือความไม่หวั่นไหวต่อแรงกระเพื่อมภายนอกในการใช้ชีวิตจริง ความไม่มีความต้องการเพื่อตัวตนจนวางสงบนี่เอง ไม่เกี่ยวกับขณะปฏิบัติวิปัสสนาเลย ถูกต้องมั้ยคะ

คงเป็นเส้นทางเดินที่อีกยาวไกลที่ต้องเพียรให้วางสนิท สงบ หลุดพ้น คือสุขที่แท้จริงคือการให้นี่เอง
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A1: ❇️ การเห็นความเป็นอนัตตา รวมทั้งอนิจจัง ทุกขัง หรือไตรลักษณ์ทั้งสามนั้น เกิดได้ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนาค่ะ

🍃ญาณปัญญาระดับแรกที่จะเกิดกับผู้ปฏิบัติ เป็นญาณปัญญาตั้งแต่ลำดับที่หนึ่งจนถึงลำดับญาณที่สาม

เมื่อผู้ปฏิบัติเข้าถึงธรรมได้ ผู้ปฏิบัตินั้นจะเห็นนามรูปตามความเป็นจริง

คือ เห็นการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของนามรูป

เช่น เมื่อกำลังดูเวทนา ก็จะเห็นเวทนาหนึ่งๆเกิดอยู่ เป็นเช่นนั้นสักพัก และก็ดับไป

การเห็นที่มาจากสังเกตเห็นและความเข้าใจนี้

ยังเป็นความเห็นระดับจินตมยปัญญา

แต่เมื่อหมั่นฝึกให้เห็นเช่นนั้นไปเรื่อยๆ

ปัญญาจากขั้นความเข้าใจ จะไปพัฒนาปัญญาขั้นที่เรียกว่าประจักษ์แจ้ง หรือการแทงตลอด หรือได้ญาณ

เมื่อถึงตรงนี้ ผู้ปฏิบัติจะซึมลึกความตระหนักนี้เข้าไปในจิต เข้าไปในส่วนลึกของจิต

ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นภายในจิต เป็นพัฒนาการปล่อยวางบางอย่างขึ้นนิดหนึ่งในจิตแล้ว

อันเกิดจากการเห็นนามรูปเป็นนามรูป

ไม่ใช่เห็นนามรูปเป็นตัวเรา ร่างกายเรา ความความรู้สึกของเรา เป็นต้น

🍃ญาณปัญญาระดับถัดไป ผู้ปฏิบัติจะเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสรรพสิ่ง ช่วงนี้นับจากญาณลำดับที่สี่ถึงลำดับที่สิบสอง

โดยแต่ละขั้นที่สูงขึ้น ปัญญาความตระหนักรู้จะพัฒนาเพิ่มพูนขึ้น ในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ผู้ปฏิบัติบางคนอาจไม่ได้ไตร่ตรองด้วยซ้ำว่ากำลังเห็นอนิจจังอยู่ แต่ขบวนการปฏิบัติให้รับรู้เวทนา และวางลงด้วยจิตที่เป็นอุเบกขา ได้กำลังเข้าไปพัฒนาปัญญาในส่วนลึกอยู่ตลอดเวลา

ผลที่ผู้ปฏิบัติจะรับรู้ได้อันหนึ่งสหนึ่ง (ถ้าปฏิบัติถูก) คือ จิตใจส่วนลึกจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในทางที่เย็นขึ้น คือใจเบาขึ้น วางบางอย่างลงได้ การถือสาลดลง มีความคิดที่สะอาดขึ้น รู้สึกผิดชอบชั่วดีอย่างชัดเจนขึ้น

ทั้งนี้เพราะกิเลสบางส่วนกำลังถูกสั่นคลอนหรือสกิดออก ตัวอวิชชาบางส่วนในส่วนลึกของจิต กำลังถูกปัญญาเข้าไปแทนที่

🍃ญาณปัญญาระดับสุดท้ายจากการปฏิบัติวิปัสสนา เมื่อผู้ปฏิบัติเห็นไตรลักษณ์แล้วๆเล่าจากญาณระดับก่อน จนสุกงอม จิตเข้าถึงไตรลักษณ์อย่างถี่ถ้วน เข้าถึงอริยสัจจ์สี่อย่างแทงตลอด

จิตก็จะวางทุกสิ่งลงโดยสิ้นเชิงเป็นครั้งแรก

จิตเพิกถอนสิ้นจากการแบกหามรูปนาม ขันธ์ 5 นี้

กิเลสหยาบที่จะนำไปสู่อบายภูมิหมดสิ้นลงอย่างสิ้นเชิง

ความเห็นผิดใดๆก็หมดสิ้นลงอย่างสิ้นเชิง

เป็นผู้มีศรัทธาที่ถูกต้องขั้นสูงสุดไม่มีทางโยคคลอนได้อีกเลย


Q2: ⁉️เพียรวิปัสสนาไม่ใช่หลุดพ้นเพื่อได้นิพพานที่เข้าใจยากและสูงส่ง ไม่อาจเอื้อม ถ้าเป้าหมายคือชีวิตที่จะบริสุทธิ์ต่อกิเลสทั้งปวง

ชีวิตนี้ ถ้าผลลัพธ์จะเป็นคนที่เย็นใจ ใครๆก็อยากอยู่ใกล้เพราะเป็นน้ำเย็นก็พอนะคะ

แต่ตอนนี้ยังมีจิตตามเตือนตลอดๆ ว่าเผลอคิดไม่เข้าท่าอีกแล้ว ความน้อยใจกำลังมานะ


A2: ❇️ การพากเพียรในการปฏิบัติวิปัสสนา จะเกิดญาณปัญญาเข้าใจในสรรพสิ่งต่างๆตามจริง

เมื่อจิตมีปัญญาหยั่งรู้ขึ้น จิตจะต้องค่อยๆหลุดพ้น จิตจะค่อยๆก้าวสู่เส้นทางพระนิพพาน

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือเห็นเป็นเป้าหมาย หรือไม่ตั้งใจในระยะแรกเริ่มก็ตาม

ถ้าปฏิบัติวิปัสสนาไปอย่างถูกต้องจริงๆ ผลของวิปัสสนาจะเปลี่ยนแปลงผู้ปฏิบัติ

เปลี่ยนจิตให้ค่อยๆวางสิ่งสมมติของโลก ที่เคยแบกหาม เคยเห็นมันเป็นสาระ

ให้กลายเป็นอยู่ร่วมกับมัน บริหารจัดการมัน ด้วยจิตที่เป็นอิสระจากการเป็นทาสของมัน และใช้มันเป็นเครื่องมือในการสั่งสมบารมี

ใช่ค่ะ ปัญญาหยั่งรู้นั้น เป็นของได้มาด้วยความยากเย็น และเป็นของสูงส่งอย่างยิ่ง แต่เราผู้ปฏิบัติวิปัสสนาอย่างถูกต้องจะไปถึงได้แน่นอน

ด้วยความพากเพียรบ่มเพาะอินทรีย์ของเราให้แก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ เราย่อมไปถึง ที่สุด ของเส้นทางนี้แน่นอน

เส้นทางนี้ก็คือการเดินทางด้วยโพธิปักขิยธรรม

ส่วนที่ว่าเป้าหมายคือ ความเย็นใจ นั้น อันนี้เป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากการปฏิบัติที่ถูกต้องบนเส้นทางนี้ค่ะ

เมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ ผลจากกิเลสเร่าร้อนที่ลดลง ใจจึงเย็นลง กิเลสลดลงได้มากที่สุดต้องเพราะเกิดปัญญานั่นเอง

เมื่อปัญญามันชี้ชัดถึงความไม่เป็นแก่นสารของชีวิต เราจะค่อยๆปล่อยวางการยึดมั่นในการมีชีวิตแต่ละชาติ

มีชาตินี้ ก็ต้องมีชาติหน้าอีกไม่รู้จบ

มีทุกข์ชนิดนี้ๆ ก็ต้องมีทุกข์ชนิดนั้นๆไปอีกไม่รู้จบ ตราบใดที่ยังมีชาติภพต่อๆไป

ส่วนที่เรารู้สึกว่าเราคิดไม่ดี จิตมีน้อยใจตนเอง การที่จิตเตือนจิตตนเองได้ว่า จิตกำลังคิดไม่ดีนั้น

เป็นเพราะจิตได้รับการฝึกฝนขึ้นมาแล้วจึงเริ่มมี ‘สติ’

มีสติที่คอยเตือนตนเองว่าจิตเรากำลังไหลลงต่ำ

เมื่อเตือนแล้ว ก็ขอให้แค่หยุดตรงนั้น รับรู้และวางลง

อย่าไปหงุดหงิดกับความคิดลบๆนั้นต่อ

เพราะถ้าหงุดหงิดผิดหวัง เรากำลังต่อยอดของการกำลังไหลลงต่ำของจิตเข้าไปอีก

เพียงแต่จิตตกต่ำด้วยกิเลสที่ต่างกัน

ตัวแรก คือ ไหลลงต่ำเพราะกิเลสหนึ่งที่ทำให้จิตเกิดความคิดที่ไม่ดี

ตัวที่สอง คือ ไหลลงต่ำ เพราะจิตไปหงุดหงิดกับที่จิตคิดไม่ดีอันแรก


Q3: ⁉️ กราบขอบพระคุณอาจารย์มากค่า

เส้นทางนี้คงเป็นทางที่เคยทำ และพอมีบุญอยู่บ้างที่มีอาจารย์ชี้แนะ

เหมือนสายป่านที่มีให้จับเกาะ และมีอยู่จริง แบบที่คุยกับใครไม่ได้เลยถ้าไม่เคยปฏิบัติ

จะพยายามเพียรให้ต่อเนื่อง หลุดจากนิวรณ์ให้ได้ค่ะ

บางครั้งเหมือนเข้าที่แล้ว แต่สักพักอ่อนล้าหนักก็เข้ามาสุม มันยากเย็นแสนเข็ญจริงๆค่ะ

กราบในความเมตตาค่าอาจารย์


A3: ❇️ เราจะหมดสิ้นนิวรณ์อย่างสิ้นเชิงได้ เมื่อต่อเมื่อถึงนิพพานเป็นอรหันต์เท่านั้น

การหมดนิวรณ์ ก็คือหมดกิเลส

นิวรณ์คือกิเลสละเอียดที่ฝังในจิต

จะหมดได้ ต้องมาจากปฏิบัตวิปัสสนาจนถึงที่สุด คือจนเข้าถึงพระนิพพานเท่านั้นค่ะ

แต่การกดข่มนิวรณ์ให้สงัดเป็นระยะๆ เราพอจะทำเป็นครั้งคราวค่ะ เช่นเวลาที่สมาธิแก่กล้า เราจะกดทับมันไว้ไม่ให้โผล่ออกมาได้ในตอนนั้น ทำให้ปฏิบัติเป็นไปได้ดี ปฏิบัติต่อเนื่องไปได้อย่างไม่มีอุปสรรคมาก

แต่มันไม่ได้หมดไป กิเลสถูกขจัดได้มากเท่าไหร่ นิวรณ์ก็สงบลงได้มากไปด้วย

แค่สงบลงเป็นครั้งคราว แต่กิเลสไม่ได้หมดสิ้นจากใจ มันก็จะมาอีกเรื่อยๆ

คนที่มีตบะด้านสมาธิมาก จึงปฏิบัติได้คล่องแคล่ว ก้าวหน้าเร็ว เพราะสมาธิกดข่มนิวรณไว้ ทำให้ผู้ปฏิบัติไม่เคยเผชิญความยากลำบาก ไม่ค่อยมีอุปสรรคในขณะปฏิบัติ

คนที่ไเชด้อุปจารสมาธิ หรือมีความสามารถขั้นฌาน จะปฏิบัติวิปัสสนาได้ง่ายและราบรื่นมาก

แต่เพราะการไปให้ถึงฌานนั้นทำได้ยากมากสำหรับปุถุชน ต้องใช้เวลาใช้และใช้ความพากเพียรสูงมากเพื่อการได้มา

ดังนั้น สำหรับชีวิตนี้ที่สั้นนัก ชีวิตที่เรามีเวลาให้กับการปฏิบัติธรรมน้อยมากอยู่แล้ว หากไปใช้ในการบ่มเพาะสมาธิเพื่อฌานเสียหมด จิตเราก็จะไม่ได้ชำระกิเลสที่ฝังลึก เราจึงต้องเน้นที่การปฏิบัติวิปัสสนาเป็นหลัก

ผู้ที่สามารถปฏิบัติจนถึงฌาน จิตจะกล้าแกร่งมีกำลังมาก และสงบนิ่งอย่างมาก

ในการปฏิบัติวิปัสสนาด้วยจิตที่สงบสงัดระดับผู้ได้สมาธิขั้นสูงนี้ จะไม่มีอะไรมากวนใจในขณะปฏิบัติเลย

ไม่มีฟุ้ง ไม่คิด ไม่ง่วง ไม่มีความใคร่อยากใด ไม่หงุดหงิดงุ่นง่าน ไม่เร่าร้อนกระวนกระวายกายใจ

แม้ความเจ็บปวดทางร่างกายก็ไม่มารบกวน

ผู้ที่มีเวลามากสำหรับการปฏิบัติธรรม ต้องการทุ่มเทชีวิตไปปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น ใช้ชีวิตดุจนักบวช หากต้องการ ก็ย่อมสามารถฝึกสมาธิไปด้วยกันกับวิปัสสนาได้ สมาธิเพื่อการนี้เรียกว่าอธิจิต

การฝึกศีล ที่เรียกว่าอธิศีล ฝึกสมาธิให้เป็นอธิ ที่เรียกว่าอธิจิต นี้คือการฝึกเพื่อปัญญาหลุดพ้น

การฝึกที่เป็นอธิ คือ การฝึกขั้นสูงกว่าปกติทั่วไป เป็นการฝึกด้วยจิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิ

อธิศีล เป็นการรักษาศีลด้วยเจตนาที่สูงกว่ารักษาศีลเฉยๆ ฝึกรักษาศีลเพื่อเป็นบาท เป็นฐาน ต่อการปฏิบัติพัฒนาจิตขั้นสูงขึ้นเพื่อการรู้แจ้ง

อธิจิต เป็นการฝึกสมาธิ ฝึกจิตให้สงบจากนิวรณ์ เพื่อเป็นบาท เป็นฐานแห่งการพัฒนาปัญญาสู่การพ้นทุกข์

ซึ่งต่างกับสมาธิของพราหมณ์ ฝึกสมาธิแบบตะวันตก ฝึกตบะแบบฤาษีบางท่าน ที่ขาดสัมมาทิฏฐิ และไม่มีเป้าหมายการพัฒนาจิตให้ถึงธรรม เพียงแต่ฝึกสมาธิเพื่อให้ได้ฌาน ได้ความเป็นผู้สงบ และเพื่อการมีฤทธิ์ต่างๆเท่านั้น

พระพุทธองค์ จึงเป็นผู้ชี้ทางให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์อน่างแท้จริง การเดินตามทางที่ทรงชี้ ย่อมนำทางสุขอันนิรันดร์ใชมาให้ ฝึกเพราะเป็นอิสระจากสรรพสิ่งที่เราพึ่งพายึดเหนี่ยวได้



Q4 : อาจารย์กล่าวถึงปัญญาระดับ3.…..แล้วค่อยมีคำว่าฌานในช่วงหลัง ต่างกันยังไงคะ ความเข้าใจหนูถ้าใช้ญาณคือมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเช่นปฐมญาณแต่ถ้าฌานคือเพ่งอย่างเดียวไม่รู้เวทนาใช่ไหมคะไม่เห็นเวทนาเกิดดับ เข้าใจถูกต้องไหมคะ

A4 : ญาณ คือ ปัญญา ที่เป็นฝั่ง “ผล” อันพัฒนาให้เกิดขึ้นได้จากการฝึกพัฒนาปัญญาฝั่ง “เหตุ” ค่ะ

ส่วน ‘ฌาน’ คือ สมาธิ เป็นขั้นสูงสุดของสมาธิ ที่เมื่อฝึกถึงขั้นสูงสุกของสมาธิถึงจะได้ฌานค่ะ

สมาธิมี 3 ขั้น ขณิกะ อุปจาร อัปปนา

เมื่อจิตถึงอัปปนาจนคล่องแคล่วในการเข้าออก จิตจึงจะได้ฌานค่ะ

เมื่อได้ฌานในระดับแรกเรียกว่าปฐมฌาน จากนั้นก็เป็นทุติยฌาน เรื่อยไปจนถึงฌานสี่ (หรือฌานห้าขึ้นกับว่าเอาหลักไหน) เป็นที่สุดของฌานที่ยังมีรูปเรียกว่ารูปฌาน

ถัดจากนั้นถ้าเข้าฌานต่อไปอีก เปลี่ยนอารมณ์ของฌานเป็นขั้นๆไป จะมีอีกสี่ชั้นเป็นอรูปฌานค่ะ

พวกเราทุกคนใน ‘แนวทางนี้’ ที่พี่เคยสัมผัสยังไม่มีใครได้ฌานค่ะ แม้ที่อินเดีย ที่พม่า ที่ไทย ที่ประเทศทางตะวันตก เพราะกำลังสมาธิไปไม่ถึง พวกเรามุ่งเน้นวิปัสสนาค่ะ จึงมีแค่สมาธิขั้นขณิกะเท่านั้น

เวลาได้ฌานจิต จิตจะสงัดอย่างที่สุด สุขลึกมากแต่เป็นสุขแบบนิ่งสนิทที่สุด เพราะจิตมีเนื้อเดียว จิตข่มสรรพสิ่งออกไปหมด ไม่มีนิวรณ์แม้แต่กระผีกเดียว

จิตดิ่งอยู่ในจุดตั้งมั่นที่เดียว อะไรก็แทรกระหว่างไม่ได้แม้แต่น้อย ไม่มีคลื่นความถี่ใดๆของจิต ทุกอย่างในจิตชัด สว่าง ตื่นตัว คม นิ่ง เบาแต่ เข้มข้น จิตตั้งในอุเบกขาแบบแห้งแต่แกร่งและคงทน

บรรยายยากค่ะ ที่บรรยายมานี่ยังไม่ได้ถึงความรู้สึกจริงแม้ปลายนิ้ว

เอาเป็นว่าจิตจะมีคุณสมบัติที่พิเศษมาก และจิตจะเป็นอยู่เช่นนี้อยู่ตลอดยาวนาน ไม่ใช่เป็นช่วงหนึ่งๆ เว้นแต่ฌานจะแตกลง

มีผู้ปฏิบัติไม่กี่ท่าน ที่พี่เห็นว่าปฏิบัติสมาธิได้ดี และกำลังจะก้าวเข้าสู่สมาธิที่จะเป็นขั้นอุปจาร (ขั้นสอง)

แต่สมาธิขั้นอัปปนานี้ ในสายเราพี่ยังไม่พบเลยสักคนนะคะ ดังนั้นพี่ยังไม่เห็นคนที่ได้ฌานที่มาเข้าคอร์สเลย อาจารย์ต่างๆที่พี่รู้จักก็เช่นกันค่ะ เพราะไม่ใช่สิ่งที่ท่านสนใจและต้องการฝึกด้วย ไม่ใช่แนวทางที่เราปฏิบัติเป็นหลักด้วย (เรื่องนี้พี่สนใจเองส่วนตัวค่ะ)

คนที่จะได้ฌานในขาตินี้ได้ ต้องมีพื้นฐานการฝึกฝนด้านนี้อย่างเข้มข้นมาก่อนในอดีตชาติ หรือเคยได้ฌานในอดีตชาติมาก่อน หรือไม่งั้นต้องฝึกสมาธิอย่างอุกฤษณ์จริงๆในชาตินี้ และฝึกอย่างถูกต้องด้วย

ต้องจับจุดการฝึกให้ถูก เพราะความรู้สึกในจิตของการฝึกสมาธิกับวิปัสสนานั้นในขั้นลึกขึ้นจะต่างกันมาก จิตจะมีคุณสมบัติต่างกัน การฝึกก็ต่างกัน เมื่อฝึกจนได้สมาธิขั้นลึกแล้วจึงจะเห็นความต่างนี้ค่ะ

สมาธิขั้นสูงฝึกยากกว่าวิปัสสนามากค่ะ วิปัสสนาทำได้แทบทุกคนที่มีคุณสมบัติทางปัญญา (แม้จะคุณภาพไม่เท่ากัน)

แต่คนฝึกสมาธินี่ แม้ฝึกทั้งวันทั้งคืนต่อเนื่องกันช้านานเป็นปีๆก็ยังไม่ได้กัน บางคนฝึกทั้งชีวิตก็ไปไม่ถึงค่ะ

มนุษย์เรามีความสามารถไปให้ถึงได้ แต่มักไม่ใช่ชาติเดียวหรือไม่กี่ชาติ เพราะต้องใช้ความเพียรสูง แบะต้องจับหลักลึกได้

นอกจากเขาเคยมีบารมีด้านนี้มาก่อน หรืออดีตชาติเคยได้มาก่อน ก็จะฝึกได้เร็ว เหมือนฟื้นความรู้สึกของฌานจิตได้ ก็จะต่อได้เร็วในชาตินี้

เนื่องจากคนทั่วไปมักไม่รู้จักฌานในความหมายแท้ๆของเขา บางทีก็อาจใช้ฌานแทนความหมายว่าสมาธิได้เหมือนกันค่ะ ดังนั้นที่อาจารย์บางท่านจะเรียกสมาธิเป็นฌานก็เพราะท่านหมายถึงสมาธิค่ะ ท่านไม่ได้หมายถึงฌานในความหมายจริงที่พี่ได้อธิบายมาแล้ว

ที่ท่านว่าหนูไม่ทำวิปัสสนาไปเข้าฌาน ท่านน่าจะหมายความว่าหนูไม่ได้ไล่ตามดูเวทนาเห็นการเกิดดับ เห็นอนิจจังของมัน แต่แช่อยู่นิ่งๆหรือเปล่าคะ

หนูไม่ต้องใส่ใจมากก็ได้ค่ะ ว่าท่านใช้คำศัพท์ว่าอะไร มีความหมายคืออะไร ขอเพียงเวลาปฏิบัติ แค่หนูทำให้ถูกต้อง หนูก็ก้าวหน้าได้แล้วค่ะ