← 🍃ธรรมมรรคา
23818 มี.ค. 68อ่าน ~10 นาที

ปฏิบัติผิดหรือไม่ และ วิธีโยนิโสมนสิการควรใช้เมื่อใด

❓ ปุจฉา (คำถาม)
กราบเรียนถาม อจ.ค่ะ🙏

เมื่อวานนั่งสมาธิติดต่อกัน ๒ ช.ม. นั่งบนเก้าอี้ เท้าสองข้างแยกจากกันวางแนบพื้น มือวางคว่ำบนขาเหนือหัวเข่าเล็กน้อยแต่ละข้าง หลังไม่พิงพนัก ตั้งจิตไม่ขยับแขนขาตลอด ๒ ช.ม.

ช.ม.แรกลมและร่างกายยังสบายๆ แล้วมาเริ่มแน่นๆ มีเจ็บปวดบริเวณลำคอ บ่า หัวไหล่ อันนี้พอเข้าใจได้ว่าคงเพราะมีความโลภจึงเกิดเพ่งเกร็งเกินไป

ช.ม.ที่สองผ่านมาได้ระยะหนึ่งด้วยอาการคล้ายเดิมกับช่วงแรก คิดว่าช่วงครึ่ง ช.ม.สุดท้ายสังเกตุว่าลมหายใจค่อยๆ โปร่งโล่งขึ้น หายใจได้เป็นปกติไม่มีแน่นหรือกักลม สังเกตุกายไปก็ยังเห็นว่าเค้ามีเจ็บปวดที่ลำคอ บ่า หัวไหล่ คล้ายเดิมกับ ช.ม.แรก ...ด้วยความเข้าใจส่วนตัวเมื่อลมโปร่งโล่งสบาย กายน่าจะผ่อนคลายเป็นปกติด้วย ไม่ทราบว่าพี่ทำอะไรผิดหรือไม่ค่ะ ขอคำแนะนำจาก อจ.ด้วยค่ะ🙏

ป.ล.

๑. ตลอด ๒ ช.ม. ไม่ขยับแขนขาค่ะ อาจมียกตัวให้ตรงขึ้นเมื่อเห็นว่าคอตกหลังยอบลง

๒. พยายามแยกขันธ์ที่ทำงานโดยไม่ใช้ความคิด ...เคยใช้การคิดนำเช่นว่ามีความปวดแต่ไม่มีผู้เข้าไปปวด มันก็หายเจ็บปวดได้เป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่อยากใช้การคิดนำแบบนี้ทุกครั้ง คราวนี้ พยายามให้มันเห็นได้จริงเองมากกว่าค่ะ

กราบขอบพระคุณค่ะ🙏
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

🔸A: ขอประมวลคำถามแล้วรวมตอบเป็นสองประเด็นนะคะ

▪️A1: ประเด็นแรก ขอตอบคำถามที่เกี่ยวกับการปฏิบัติที่อธิบายมาทั้งหมดว่าทำผิดไหม…

ตอบว่า ไม่ได้ทำผิดค่ะ ถ้าแค่รู้เห็นสภาพตามความเป็นจริงของมันเท่านั้น แล้วไม่ไปสนใจใส่ใจทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งบางครั้งก็เป็นโปร่ง โล่ง สบาย บางครั้งก็มีเวทนาประเภทต่างๆ เช่น เจ็บปวด เมื่อยขบ

ไม่ว่าเราจะนั่งอยู่นานเท่าไหร่ ก็จะมีผลให้เกิดประสบการณ์ต่างๆตามสังขารของมันที่ผุดโผล่ขึ้นมาเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นค่ะ

เรามีหน้าที่ตามรู้อย่างที่มันเป็น รู้แล้วก็ปล่อยวางมันไป

แล้วก็ไปตามรู้สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นใหม่ ตามความเป็นจริง แล้วก็วางสิ่งใหม่นั้นลงไป

อย่าไปสนใจกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพราะมันเป็นแค่ประเภทต่างๆของสังขารเท่านั้น

สังขาร คือการปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในจิตเรา เมื่อจิตมีการรับรู้อะไรขึ้นมาซักอย่าง เท่านั้นเอง

สังขารเก่า คือการปรุงแต่งใน ‘อดีต’ ที่เกิดขึ้นในจิตเรา เมื่อจิตมีการรับรู้อะไรขึ้นมาซักอย่างในอดีต เมื่อปรุงแต่งแล้วก็จะตกผลึกค้างเป็นสังขารเก่าในจิตเรา ให้ผุดโผล่ขึ้นมาเมื่อเหตุปัจจัยพร้อม

สังขารใหม่ คือการปรุงแต่งใน ‘ปัจจุบัน‘ ที่เกิดขึ้นในจิตเรา เมื่อจิตมีการรับรู้อะไรขึ้นมาซักอย่างในปัจจุบัน

ดังนั้นถ้าจะถามว่าทำผิดไหม ก็จะผิดที่จิตไม่วางนั่นแหละค่ะ คือยังไปสนใจใส่ใจกับมัน ว่านี่เป็นโน่น นี่เป็นนี่ แสดงว่ายังเห็นเป็นความแตกต่างว่ามีความรู้สึกชนิดนี้ และมีความรู้สึกชนิดนั้น

ทั่งๆที่แท้จริงแล้ว ทุกความรู้สึก คือตัวเดียวกันหมด ไม่มีชนิดนี้ ชนิดนั้น ทั้งหมด คือ ตัวอนิจจัง เท่านั้น ที่เค้าแสดงให้เห็นเป็นแบบต่างๆ

เพียงแต่ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ก็จะไปใส่ใจว่า นี่คือแบบนี้ เป็นความรู้สึกแบบนี้ มีชื่อเรียกแบบนี้ นั่นคือแบบนั้น เป็นความรู้สึกแบบนั้น มีชื่อเรียกแบบนั้น จึงปฏิบัติไม่ถูกเสียที เพราะไปมีปฏิกิริยากับสิ่งเหล่านั้นทุกเรื่อง จึงไม่ได้เข้าถึงความเป็นกลางของจิตอย่างแท้จริงเสียที ไม่ได้อุเบกขาเสียที

▪️A2: ประเด็นที่สอง ที่เขียนมาว่า…

“…พยายามแยกขันธ์ที่ทำงานโดยไม่ใช้ความคิด ...เคยใช้การคิดนำเช่นว่ามีความปวดแต่ไม่มีผู้เข้าไปปวด มันก็หายเจ็บปวดได้เป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่อยากใช้การคิดนำแบบนี้ทุกครั้ง คราวนี้ พยายามให้มันเห็นได้จริงเองมากกว่าค่ะ…“

ตอบว่า การที่คิดเช่นนี้ จัดอยู่ในการใช้ความคิดทางสติปัญญาอย่างแยบคาย มาทำใจให้สงบลง หรือให้สามารถพากเพียรปฏิบัติต่อไปได้ เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ค่ะ

วิธีโยนิโสมนสิการนี้ย่อมใช้ได้ผล และสามารถนำมาใช้ได้เมื่อเกิดความจำเป็น เช่น จิตเริ่มอ่อนกำลังเริ่มย่างเข้าสู่อกุศลจิตหนักขึ้นๆ, จิตหวั่นไหวไม่สามารถปฏิบัติต่อได้, เจ็บปวดเกินไปจนจิตไม่สามารถเป็นกลางสงบอยู่ได้, มีความขุ่นมัวไม่พอใจมากเกินไปจนเสียสมดุลย์ภายใน, อึดอัดขัดข้องมากเกินไป, เร่าร้อนมากเกินไป, มีความทุกข์ทรมานในใจเกิดขึ้นมากมายเกินกำลัง, เป็นต้น กรณีเหล่านี้ใช้โยนิโสมนสิการเป็นตัวช่วยได้ดีค่ะ

ผู้ปฏิบัติหลายคนก็ได้ใช้วิธีช่วย เช่น บางคนก็อาจเตือนตนเองว่า อุเบกขา อุเบกขา บางคนก็อาจเตือนตนเองว่าอนิจจัง อนิจจัง บางคนก็อาจน้อมนึกว่า ขอมอบกายถวายความเจ็บปวดนี้เป็นพุทธบูชา ฯลฯ

ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ที่สามารถใช้สติปัญญามาคิดในทางธรรม ในทางที่ดีงาม ในทางบวก เพื่อให้จิตที่กำลังเร่าร้อนทรมาน เกิดความปล่อยวางลงบ้าง ผ่อนคลายลงบ้าง สงบระงับลงบ้างจากความทุกข์ที่บีบคั้นอยู่ แล้วจิตจะค่อยๆผ่อนคลายลง ค่อยๆกลับมาสู่สภาวะที่สงบลงจนสามารถปฏิบัติต่อได้

แต่เพิ่งระวังว่า ไม่ควรทำเช่นนี้นานเกินไป แค่เตือนสติตนเองจนจิตสงบลงก็พอแล้ว และเมื่อได้ความสงบลงระดับหนึ่งแล้ว ให้กลับมาปฏิบัติวิปัสสนาหรืออานาปานสติต่อทันที

เพราะถ้าปล่อยให้คิดเช่นนี้ต่อไป แม้ความคิดจะเป็นกุศลก็ตาม แต่กิเลสที่เฝ้าจับจ้องเราอยู่อย่างแนบชิดจะชักนำทำให้เราเพลิดเพลินไปกับความคิด(ที่แม้เป็นกุศลนั้น) จนเราหยุดการปฎิบัติไปโดยไม่รู้ตัว

บางครั้งอาจเพลิดเพลินในความคิดที่เป็นกุศลนั้นไปทั้งชั่วโมง หรือคิดต่อไปโน่นนี่นั่น แล้วค่อยค่อยกลายเป็นความฟุ้ง เป็นการเพิ่มสังขารเข้ามาโดยเราไม่เท่าทันกิเลส

การคิดที่เป็นกุศลนั้นแม้เป็นประโยชน์และเป็นสิ่งที่เป็นกุศล แต่ สำหรับการปฎิบัติธรรมในห้องปฎิบัตินั้นเป็นระดับธรรมะขั้นสูงสุดคือเหนือกว่ากุศล การวางทั้งกุศลและอกกุศลเพื่อไปสู่ความหลุดพ้นจากทั้งบุญและบาป

ถ้าเรายังมัวหลงอยู่ในกุศลขณะที่เรากำลังปฏิบัติเพื่อมุ่งไปสู่พระนิพพาน จึงเป็นการเสียเวลาขุดลอกสังขารที่จมอยู่ลึกมากให้ออกไป เพราะมัวแต่ไปสร้างกุศลทางความคิดเหล่านั้น

18 มี.ค. 68