การเห็นการเกิดดับของกาย และจิต /ภัยที่เกิดจากผู้ปฏิบัติที่ไม่รู้เท่าทันกิเลสของตน
คำถามหนูคือ ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ ตลอดเวลา ในอิริยาบท เคี้ยวกลืน ดื่มอาบน้ำ ซักผ้า แปรงฟัน กำลังเอนกายลงนอนพลิกตัว รู้เกิดดับตลอดเวลาอัตโนมัติแล้วในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ได้เข้าคอร์ส แต่เรารู้เกิดดับในอิริยาบทตลอดเวลา นอกเหนือจากการนั่ง
เราจะสามารถบรรลุ ปิดอบายภูมิบางส่วน ในขณะนั้งเอง 1-3 ชม ที่บ้านได้หรือไม่คะ?
🔺A1: แบ่งตอบเป็น 2 ท่อนนะคะ
▪️ท่อนแรก
⬅️ถาม…
“day 23-24 โสดาปัตติมรรคปิดอบายภูมิบางส่วน อาตนะหกจะดับ 1 วินาที 2-3 วินาทีหรือ2-3 นาที…”
➡️ตอบ…
☘️โสดาปัตติมรรค จะปิดอบายภูมิ “ทั้งหมด” ค่ะ ไม่ใช่ “บางส่วน” ผู้ที่ได้โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล หรือเป็นพระโสดาบันแล้วจะลงอบายภูมิไม่ได้อีกเลย เพราะเข้าสู่กระแสนิพพาน หรือ ได้ประสบกับพระนิพพานแล้วครั้งแรก
ชาติที่เหลือที่ยังต้องเกิดมา 7 ชาติอย่างมาก ก็ต้องบรรลุพระนิพพานเป็นพระอรหันต์
☘️หมายถึงอาจเกิดอีกเพียงชาติเดียว ก็บรรลุ หรือถ้ามากกว่าชาติเดียว ก็ไม่เกินเจ็ดชาติ และไม่มีทางที่จะเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์
☘️ส่วนที่ว่าอายตนะหกดับ นั้น ท่านหมายเอาการอยู่เหนือสังขารธรรมทั้งปวง เป็นการเข้านิพพาน ซึ่งในพระคัมภีร์มีกล่าวไว้ เข้าสู่พระนิพพาน 2-3 ขณะจิต ซึ่งเร็วกว่าเวลาที่เรานับได้อย่างมากเร็วกว่าความเร็วแสง ไม่ถึงเศษเสี้ยวของวินาที
▪️ท่อนที่สอง
⬅️ถาม…
“ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ ตลอดเวลา ในอิริยาบทต่างๆ…
รู้เกิดดับตลอดเวลาอัตโนมัติแล้วในชีวิตประจำวัน …
แต่ไม่ได้เข้าคอร์ส แต่เรารู้เกิดดับในอิริยาบทตลอดเวลา นอกเหนือจากการนั่ง
เราจะสามารถบรรลุ ปิดอบายภูมิบางส่วน ในขณะนั้งเอง 1-3 ชม ที่บ้านได้หรือไม่คะ?
➡️ ตอบ…
☘️ไม่ได้ค่ะ…
☘️ไม่ได้ทุกข้อที่ถามมา…
☘️พระนิพพานเป็นของสูงยิ่ง ไม่ได้ได้มาอย่างง่ายดายเช่นนั้นค่ะ
☘️การรู้อิริยาบถของคนไม่ได้ปฏิบัติก็มีมากมาย แต่เขาไม่ได้เฉียดใกล้พระนิพพานแม้แต่น้อย
☘️แม้สัตว์ สุนัข แมว เวลาทำกิจต่างๆก็รู้อยู่ว่ากำลังทำกิจกิน ดื่ม เหล่านั้น แต่เป็นการรู้ที่ปราศจากปัญญาเห็นอนิจจังทุกขัง อนัตตา
☘️ผู้ปฏิบัติที่คิดว่าตนมีสติ มีสัมปชัญญะนั้นแท้จริง ยังเป็นสติ เป็นสัมปชัญญะอย่างพื้นฐาน ไม่ใช่สติ และสัมปชัญญะขั้นที่จะบรรลุธรรมค่ะ ห่างไกลกันมาก
☘️สติ และสัมปชัญญะระดับนี้ คนที่มีจิตใจมั่นคง มีศีล คนดีเป็นปกติก็มีได้ค่ะ แต่เขาก็ยังไม่บรรลุธรรม อนุสัยกิเลสที่สะสมอยู่ยังคงมีอยู่พร้อมไม่ได้เป็นการเอาออกแต่อย่างใดเพียงแต่อาจไม่ได้สร้างเพิ่มในบางขณะ
☘️แค่เรารู้ตัว ไม่ได้หมายความว่าจะรู้ตัวจริงๆถึงแก่นของสิ่งที่พึงรู้เสมอไป
และเรารู้ด้วยจิตที่ “ใช่” ไหม คือมี อสัมโมหะสัมปชัญญะ ขณะที่รู้ไหม
☘️การรู้ของเรา ยังเป็นการรู้ในระดับสมมติค่ะ ไม่ใช่ในระดับปรมัตถ์ จึงยังไม่พ้นจากการปรุงแต่ง ยังไม่เพิกถอนกิเลส
☘️ที่ว่ารู้เกิดดับตลอดเวลา ก็ไม่ใช่ค่ะ
การที่เราคิดว่าเราเห็นการเกิดดับ หรือรับรู้การเกิดดับนั้น แท้จริง ยังเป็นการ รู้ที่ไม่เท่าทันความเป็นจริงของจิตและกายค่ะ
☘️การเกิดดับของกายและจิตนั้น เร็วกว่า ความเร็วของแสงอีกมาก ในช่วงขณะที่เรากระพริบตา 1 ครั้ง จิตมีการเกิดดับ ประมาณ 10,000,000,000,000,000,000,000 ครั้งค่ะ
☘️ส่วนกาย จะเกิดดับ ช้ากว่าจิต 17 ขณะ
☘️คนธรรมดาอย่างเราไม่มีทางรู้เห็นการเกิดดับของกายเท่าทันการเกิดดับแท้จริงของกายด้วยซ้ำ เช่น เจ็บกายแล้วหาย
ประสาอะไรกับที่เราจะเท่าทันการเกิดดับของจิต
☘️เมื่ออาการใดๆ นั้นเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เราจึงเพิ่งเห็นว่ามันเปลี่ยนไป และเข้าใจว่ามันเพิ่งจะดับ
☘️จริงๆแล้วมันได้ เกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ…เป็นล้านๆๆ…ครั้งไปแล้ว แต่เราไปเห็นแค่ตอนเกิดครั้งหนึ่ง แล้วไปเห็นอีกทีคือตอนจบอาการนั้น คิดว่าคือการดับ จริงๆแล้ว เป็นการดับ ที่ได้ผ่านการเกิดดับ ๆๆๆๆ มาแล้วอย่างต่อเนื่องนับไม่ถ้วน
☘️ปุถุชนอย่างเราๆ เห็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงอย่างหยาบมากๆๆๆๆ เท่านั้นค่ะ เพราะจิตเรายังหยาบอยู่
☘️เช่น ความเจ็บมันได้เกิดขึ้นแล้วและดับไปแล้วไม่รู้กี่ล้านครั้ง มันจะยังคงรักษาอาการ(เจ็บ)เดียวกันไว้ คือ เจ็บเกิด/เจ็บดับ
☘️แต่วาระการส่งผลของความเจ็บนั้นยังไม่สิ้นสุด มันก็จะเกิด เจ็บขึ้น/เจ็บดับไป เจ็บขึ้น/เจ็บดับไป เจ็บขึ้น/เจ็บดับไป ต่อไปๆๆๆเรื่อย จนมันหมดวาระการส่งผลที่ความเจ็บนั้นต้องสิ้นสุดลง
☘️เมื่อนั้นการดับไปของความเจ็บจะเป็นการดับสุดท้ายของอาการเจ็บนั้น และจะเปลี่ยนเป็นอาการอื่นที่มาส่งผล
ตอนนั้นเราเลยคิดว่าเราเห็นการดับ
☘️แท้จริงแล้ว จิตของเราไม่ได้เห็น “ทัน” การเกิดดับ “รายขณะ” ของความเจ็บบนกายอย่างแท้จริงเลยค่ะ จนกว่ามันจะหายเจ็บ หรือเปลี่ยนแปลงไปให้เห็น เราจึงคิดว่ามันเกิดดับหรือคิดว่าเราเห็นการเกิดดับนั้นแล้ว
☘️จิตมนุษย์เราที่เป็นปุถุชนยังหยาบอยู่มากค่ะ ผู้ที่ที่จะสามารถรู้เท่าทันการเกิดดับตามจริง มีเพียงพระพุทธเจ้าค่ะ ส่วนพระอรหันต์ท่านก็เห็นเกิดดับได้เร็วมากๆอย่างยิ่ง ห่างไกลจากพวกเราปุถุชนไม่ติดฝุ่น เพียงแต่ท่านำมาสามารถรู้ทันเป็นรายขณะอย่างที่พระบรมศาสดาจะสามารถค่ะ
☘️สำหรับผู้ปฏิบัติที่มีการฝึกฝนมากๆ จนจิตรู้เท่าทันเข้าไปภายในอย่างแท้จริง จึงจะมีความสามารถเข้าถึงการเกิด/ดับ ได้ถี่ขึ้นเรื่อยๆเป็นลำดับ
☘️โดยการเห็นนั้นจะไม่ได้เป็นการเห็นที่เกิดจากการคิด หรือความรู้สึกเลย แต่เกิดจากการ“เข้าถึง” อย่างลึกซึ้งในนามรูปของตน จิตจึงจะมีลักษณะการ “รู้” ที่ลึกล้ำมากๆ ความรู้ทันที่เราสามารถจะคิดคำนึงถึง หรือบรรยายออกมาเป็นภาษาได้
☘️ในส่วนสุดท้ายที่ถามว่า การรู้ตัว หรือรู้อิริยาบถตลอด 1-3 ชั่วโมงนั้น จะปิดอบายได้ไหม ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ
อย่างที่อธิบายแล้วข้างต้น ยังห่างไกลอย่างยิ่ง จิตยังไม่ได้เข้าสู่ขบวนการค่ะ
☘️ดังนั้น จะเห็นว่าผู้ที่ปฏิบัติจำนวนมากมาย เข้าหลายคอร์ส นั่งมาหลาย 10 ปี ก็ยังคง ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ยังเต็มไปด้วยโทสะ หงุดหงิด อิจฉา เร่าร้อน มีมานะ มีทิฏฐิ อยากได้ใคร่ดี แข่งดีแข่งเด็นไม่สัมมาคารวะ จิตคิดร้ายต่อผู้อื่นฯลฯ
☘️เพราะแท้จริงแล้วกิเลสยังไม่ได้ออกสักเท่าไหร่
☘️สำหรับหลายๆท่าน ปฏิบัติคอร์สยาวยิ่งมาก กลับไปนั่งสั่งสมกิเลส สั่งสมสังขารมากขึ้นด้วยซ้ำไป
☘️เพราะปฏิบัติไม่ถูก จิตไม่วางจริง จิตตามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของกิเลส เมื่อกิเลสมันผุดโผล่ขึ้นมา ก็ไม่รู้ตัว ไปมุ่งเพ่งโทษบุคคลที่อยู่นอกตัว
☘️นี่คือการที่จิตที่เต็มไปด้วยกิเลสของเรา ไปไหลตามมัน ไปช่วยมันพอกพูนอุปนิสัยร้ายๆที่มีอยู่เดิมแล้วของตน ให้เพิ่มขึ้น โดยตนไม่รู้ตัวเลย คิดว่ากำลังปฎิบัติอยู่กำลังชำระกิเลสอยู่
☘️นี่คือภัยที่เกิดจากผู้ปฏิบัติที่ไม่รู้เท่าทันกิเลสของตน ปฏิบัติด้วยอัตตา ด้วยมานะ จิตไม่ได้ซื่อตรงเพราะไม่ทันกิเลส และนี่คือผู้ที่ปฏิบัติไม่ถูกนั่นเอง
ผลจึงทำร้ายผู้ปฏิบัติได้
☘️ไม่ว่าจะปฏิบัติมากขนาดไหน กี่ปีกี่ชาติ ก็ไม่พ้นทุกข์ค่ะ เพราะปฏิบัติเพื่อเพิ่มไม่ได้เพื่อขัดเกลา