คำถาม 11 ข้อ
1.คำสอนของท่านอาจารย์โกเอ็นก้าเรื่องการปฏิบัติ
1.1 อานาปานสติ/วิปัสสนา/ธัมมานุปัสสนา/เมตตาภาวนา
สี่อย่างนี้ที่มีในคอร์ส 10 วัน
สี่อย่างนี้ใช้ได้ตลอดรอดฝั่งจนกลายเป็นพระอรหันต์เลยใช่มั้ยครับ
A: 1.1 การปฏิบัติวิปัสสนาเท่านั้น จึงจะนำไปสู่ความเป็นอรหันต์ค่ะ
ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย และปฏิบัติให้ถูกต้อง
ในส่วนที่ถามมาว่า อานาปานาสติ วิปัสสนา ธัมมานุปัสสนา เมตตาภาวนา ขอแยกอธิบาย
*วิปัสสนา* คือ ปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4 มี
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เวทนานุปัสสนาสติฯ
จิตตานุปัสสนาสติฯ
ธัมมานุปัสสนาสติฯ
*ธัมมานุปัสสนา* เป็นหนึ่งในสติปัฏฐาน 4 ค่ะ ดังนั้น ก็คือวิปัสสนานั่นเอง
ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มี 6 บรรพ หนึ่งในนั้นคือ อานาปานสติบรรพ
ดังนั้น *อานาปานสติ* ที่เป็น กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็เป็นวิปัสสนาค่ะ
แต่ อานาปานสติ เป็น กรรมฐานที่มีคุณสมบัติพิเศษจากตัวอื่น
ตรงที่ เป็นได้ท้ังวิปัสสนากรรมฐาน และสมถกรรมฐาน
ตามวิธีการของเรา เราทำอานาปานสติแบบสมถกรรมฐาน ทำเพื่อให้จิตเกิดสมาธิ เพื่อเป็นบาทเป็นฐานต่อการปฏิบัติวิปัสสนาต่อ
🌱🌱 อานาปานสติที่เป็น สมาธิ จะเพ่งจิตจดจ่อที่จุดเดียว นิ่งลึกอยู่ไม่คลาดออกจากจุดนั้นแม้ขณะจิตเดียว ไม่หลุดจากการรู้นั้นเลย ถ้าทำได้ดีมาก อาการทางกายใจสงบนิ่งอย่างลึกซึ้ง ไม่รับรู้ภายนอก ไม่มีความฟุ้งซ่าน ง่วง ฯลฯ ไม่มีนิวรณ์
🌱🌱อานาปานสติ ที่เป็น วิปัสสนา จะติดตามรู้ความเกิดดับของมันไปทุกขณะ จิตจะไม่เพ่งแบบดิ่ง แต่ตามเห็นความจริงตามสภาพจริงของขณะย่อยๆของลมหายใจ จิตไม่มีลักษณะดิ่งลึก แต่เป็นการต่อเนื่องของกระแสตัวรู้การเกิดดับ รู้ความไม่เที่ยง
ส่วน *เมตตาภาวนา* ทำให้ถึงอรหันต์ไม่ได้ค่ะ อยู่ในหมวดสมาธิค่ะ ไม่ใช่หมวดวิปัสสนา
เมตตาภาวนา เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติไว้ไห้มากค่ะ สำหรับผู้ปฏิบัติทุกคน เป็นกรรมฐานที่มีกำลังมาก มีประโยชน์มาก และเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดในขบวนการปฏิบัติ
Q: 1.2 เป็นเรื่องวิธีการปฏิบัติ
1.2.1 ขณะที่มีกิเลสผุดขึ้นมาเป็นช่วงที่เรามีสติมั้ยครับ หมายถึงผุดขึ้นมาในความคิด อันนี้คือกรณีที่เราไม่ได้ไหลตามกิเลสไปนะครับ แค่ตอนที่มันผุดขึ้นมาให้เห็นเป็นภาพอดีตบ้างอนาคตบ้าง แบบว่ามันผุดขึ้นมาแล้วเรารู้ตัวทันทีก็ไปทำอานาปานสติต่อ หรือทำวิปัสสนาต่อ
เพราะช่วงที่ทำอานาปานสติกับตอนทำวิปัสสนากิเลสผุดขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยเพราะมันต้องขึ้นมาตามนิสัยของจิตแค่อยากรู้ว่าขณะนั้นเสี้ยว.... ของวินาทีนั้นที่มันลอยขึ้นมาให้เห็นอันนี้นับว่าช่วงขณะนั้นไม่มีสติอยู่ใช่มั้ยครับ
A: 1.2.1 ทุกครั้งที่เรา ‘เห็น’ กิเลสในจิต เรากำลังมีสติค่ะ
ตัวสติเกิดในจิต ทำให้จิตทำหน้าที่ ‘รู้’
และเราก็กำลังมี ‘สติ’ รับรู้สิ่งที่เกิดในจิต ณ ขณะนั้น
หากการรู้นั้น เป็นการรู้ด้วย ‘ปัญญา’
คือ รู้ในความเป็นปรมัตถธรรมของมัน รู้ตามสภาพความเป็นจริงของมัน
รู้ว่ามันคือนาม คือรูป ไม่ใช่ตัวตน บุคคล เรา เขา ได้อย่างแท้จริงได้ คือวิปัสสนาค่ะ ถ้ารู้ตัวจิตเป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้ารู้ตัวธรรมที่ประกอบในจิตเป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ในการปฏิบัติวิปัสสนาที่เราทำอยู่นั้น คือการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐานสี่อยู่ค่ะ ถ้าเรากำลังรู้นาม หรือรู้รูป ตามสภาพจริงของมัน
เพียงแต่เราไม่ได้ไปคอยตามระบุตลอดเวลาว่าตอนนี้เรากำลังรู้ตัวไหนอยู่ หรือทำสติปัฏฐานบรรพไหนอยู่
ส่วนเรื่องที่พอรู้ว่าใจลอย เรารู้ตัว ก็ถูกต้องแล้ว สติ ทำให้เรารู้ตัวว่าใจลอย ตัวใจลอยเป็นตัวอุทธัจจะ หรือตัวฟุ้งซ่าน เป็นกิเลสตัวโมหะ
ขณะทำวิปัสสนา เมื่อใจลอย แล้วเรารู้ตัวขึ้นมาว่าใจลอยออกไปภายนอกแล้ว
เมื่อ ‘รู้’ แล้ว คือสติเกิดแล้ว ขณะนั้นกิเลส (ตัวใจลอย) ดับไป
ดับไปทันทีที่รู้ ดับไปขณะนั้นขณะหนึ่ง
เรามีหน้าที่ทำให้มันดับไปเช่นนั้นให้ต่อเนื่อง
ที่ท่านอาจารย์เปรียบเทียบว่า ห้องมืดมิดเมื่อเปิดไฟขึ้นมา ความมืดก็ถูกขจัดไป ความสว่างเข้ามาแทนที่
ความมืด คือกิเลสต่างๆ ใจลอยเป็นโมหะกิเลส
ส่วนความสว่าง(ในที่นี้) คือ สติ
เมื่อมีสติรู้ตัวว่าใจลอย สติเกิดแล้ว ก็ให้กลับมาที่วิปัสสนาต่อไปเลยค่ะ ตามรู้ นามรูป ต่อไป
ในวิธีของเรา ก็คือตามรู้เวทนาต่อไป
ไม่จำเป็นต้องวิ่งไปอานาปานสติเสมอ แล้วค่อยกลับมาวิปัสสนา
สามารถทำวิปัสสนาต่อไปได้เลย
แต่ให้ตั้งใจให้มั่นคงขึ้น ที่จะรักษาจิตให้แนบติดอยู่กับการตามรู้เวทนาให้ต่อเนื่องนานมากที่สุด
เฉพาะในกรณีที่จิตหลุดออกไปไกลมาก นานมาก กว่าจะรู้ตัว หรือจิตออกไปถี่ๆแบบสลับกับการรู้ตัว ค่อยอาศัยตัวช่วยตัวอื่น คืออาจไปทำอานาปานสติสักระยะให้จิตสงบลง
พึงทราบว่า ตัวช่วยทุกตัว เป็นตัวช่วยที่เราสามารถหยิบมาใช้ได้ตามความจำเป็นและความเหมาะสมในขณะปฏิบัติ
แต่ไม่พึงกระโดดไปกระโดดมา ระหว่างตัวช่วยต่างๆ จนจิตเสียความต่อเนื่องของตัวกรรมฐานหลักของเราไป
เราพึงมีความฉลาดในการปฏิบัติ
เมื่อเราทำอานาปานสติ ตัวกรรมฐานหลัก คือ ลมหายใจ
เมื่อทำวิปัสสนา ตัวกรรมฐานหลักในสายเรา คือ เวทนา
เวลาปฏิบัติ ต้องพยายามรักษาตัวกรรมฐานหลักนี้ให้ต่อเนื่องไปให้ได้มากที่สุด ยาวนานต่อเนื่องไปให้มากที่สุด
ถ้าจิตฟุ้ง จิตเศร้า จิตง่วงซึม จิตโกรธ จิตเบื่อ จิตกลัว จิตเพลิดเพลิน ความรักใคร่ จิตอยาก ฯลฯ ก็ใช้สติตามรู้เป็นขณะๆไป เพื่อดับมัน
ถ้าความฟุ้ง ความเศร้า ความง่วงซึม ความโกรธ ความกลัว ความเพลิดเพลิน ความรักใคร่ ความอยาก ฯลฯ เป็นหนักหน่วง ยาวนาน ลึกล้ำ (ท่านอาจารย์ ใช้คำว่าเป็น storm หรือเป็นพายุอารมณ์)
ถึงตอนนั้น เราอาจจะปฏิบัติกรรมฐานหลักต่อได้ยาก เพราะพลุ่งพล่าน จิตไม่สงบ ไม่เย็น
กรณีนี้เราค่อยอาศัยตัวช่วยอื่นๆมาช่วยให้จิตเบาลง
แน่นอนค่ะ ที่ขณะปฏิบัติอยู่ สิ่งต่างๆ (เช่น ความฟุ้ง) จะเกิดขึ้นในจิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ทั้งนี้เพราะเรามีอนุสัยกิเลสฝังแฝงนอนเนื่องอยู่ในจิตไงคะ
เราปฏิบัติ ก็เพื่อทำลายมันไงคะ
มันข้นมาให้เรารู้ เราก็ทุบมันไป
ทุบมันทุกขณะ ทุกขณะ ทุกขณะ มัน็จะค่อยๆลดลง ลดลง ลดลง
จนมันหมดไป
เป็นอรหันต์เมื่อไหร่ ความฟุ้งจึงจะหมดสิ้นไปอย่างถาวรค่ะ
เพราะจิตปราศจากกิเลส โดยสิ้นเชิง
Q: 1.2.2 ที่ถามข้อ 1.2.1 เพราะเคยฟังพระรูปนึงพูดประโยคนึงว่า อานาปานสติคือเครื่องอยู่ของพระอรหันต์
ที่ผมยกประโยคของพระท่านนี้มาตีความตามความเห็นของตนเองคือการเป็นพระอรหันต์ได้นั้นเวทนาดับหมดไม่มีกิเลสเหลืออยู่เลย แต่ยังมีกายอยู่จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปสำรวจเวทนาไม่จำเป็นต้องทำวิปัสสนาอีกแล้วไม่จำเป็นต้องทำธัมมานุปัสสนาอีกแล้ว เพราะประสบความสำเร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเหลือแค่สองอย่างที่ทำตามธรรมชาติของผู้ไม่มีกิเลสเหลืออยู่คือทำเมตตาภาวนากับทำอานาปานสติ
เหตุที่ทำอานาปานสติเพราะเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือทำจนเป็นนิสัย จริงๆแล้วมันก็ไกลเกินไปจนกว่าจะเข้าใจในตอนนี้เพราะไม่สามารถเข้าใจได้จากการฟังจากผู้มีประสบการณ์ถึงจะเป็นพระอรหันต์ก็ตามทีเพราะสิ่งนี้คือการรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้นสอนกันให้เข้าใจไม่ได้
A: 1.2.2 ดูจากคำตอบข้างต้น ทั้ง 1.1 และ 1.2.1 ประกอบไปด้วยนะคะ
อย่างที่กล่าวมาข้างต้น อานาปานสตินั้น เป็นกรรมฐานที่ตัวเดียวเป็นทั้งสมถกรรมฐาน ปฏิบัติให้ถึงขั้นฌานสมบัติได้ แลเป็นวิปัสสนากรรมฐาน ปฏิบัติให้ถึงนิพพานได้
การรู้เวทนานั้น ในแนวทางของท่านอาจารย์ ถ้าปฏิบัติไปอย่างละเอียด จริงๆนั้น เป็นทั้งเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (คือรู้ความรู้สึก 6)
และเป็นธัมมานุปัสสนา (ในขันธบรรพ คือรู้ ขันธ์ 5 ข้อเวทนาขันธ์) ด้วย
ซึ่งเป็นการปฏิบัติให้ถึงความเป็นอริยยุคคล จนจบพระนิพพาน
ปัญญาในวิปัสสนา จะไต่เต้าจาก เห็นการเกิดดับของนามรูป เห็นไตรลักษณ์จนถึงที่สุดของการเห็นไตรลักษณ์ ก็จะเห็นพระนิพพาน ซึ่งต้องไต่ตามนี้สี่ครั้ง จึงจะเป็นพระอรหันต์
เมื่อถึงความเป็นพระอรหันต์แล้ว ย่อมไม่ต้องทำวิปัสสนา (ไม่ต้องทำสติปัฏฐานอีก) เพราะแจ้งทั้งหมดแล้วในปัญญาขั้นวิปัสสนาญาณ
แจ้งในไตรลักษณ์ แจ้งอริยสัจจ์ แจ้งปฏิจจสมุปบาท
จึงไม่ต้องปฏิบัติสติปัฏฐานตัวใดๆอีก ไม่ว่ากายานุปัสสนา หรือเวทนานุปัสสนา หรือจิตตานุปัสสนา หรือธัมมานุปัสสนา ด้วยเป้าหมายเพื่อให้ “รู้” สัจธรรมแท้นี้อีกต่อไป
เพราะท่านได้ “รู้” จนหมดจบสิ้นแล้ว
ท่านเป็นปกติที่รู้สิ้นแล้ว กลายเป็นธรรมชาติของท่านแล้ว ไม่ต้องฝึกอีกแล้ว
ใช่ค่ะ ท่านไม่ต้องตามรู้เวทนาอีก
แต่ไม่เพียงเวทนานะคะ ท่านไม่ต้องตามรู้ลมหายใจด้วย ไม่ต้องตามรู้ทุกตัวที่เป็นการปฏิบัติวิปัสสนาด้วย
งานทำวิปัสสนาท่านจบแล้วค่ะ ท่านรู้แจ้งในปัญญาจากการฝึกวิปัสสนาจนจบแล้วค่ะ เหมือนคนเรียนจบปริญญาเอกสาขาคณิตศาสตร์ ย่อมไม่ต้องมาเรียนรู้การบวก ลบ คูณ หาร ตัวเลขอีก การบวกเลขเหล่านี้กลายเป็นความรู้ของเขาแล้ว
พระอริยะทั้งหลาย ท่านจะอยู่ในวิหารธรรม (ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้า) ซึ่งคือ ที่ลมหายใจบ้าง ที่พรหมวิหารบ้าง
ไม่ได้อยู่ในฐานะการฝึกฝนปฏิบัติ แต่อยู่ในฐานะความเป็นปกติของท่าน เป็นธรรมชาติของท่าน เป็นสุขปกติอยู่เช่นนั้น
พึงทราบว่า การที่พระอริยบุคคลอยู่กับลมหายใจ หรือพรหมวิหารธรรม ท่านไม่ได้อยู่ในฐานะการฝึกฝนปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์อย่างเราๆ ท่านอยู่ในฐานะ ‘การเสวยสุข’ หลังจากการบรรลุธรรมแล้ว จิตท่านเป็นสุขอยู่ด้วยลมหายใจ ด้วยพรหมวิหาร มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นปกติของท่าน
ตอบคำถาม ข้อ 2 ของ 11 ข้อนะคะ
Q: 2. อานาปานสติ/วิปัสสนา/ธัมมานุปัสสนา/เมตตาภาวนา
สี่อย่างนี้เป็นกรรมฐานทั้งหมดมั้ยครับ
จะหาอ่านในพระไตรปิฎกก็ไม่รู้ว่าต้องไปอ่านเล่มไหนเยอะเหลือเกิน
A: 2.
อันนี้ได้ตอบไปในข้อ 1.1 แล้วนะคะ ว
ถ้าจะหาอ่านมีหลายที่เลยค่ะ พระพุทธองค์ทรงตรัสในที่ต่างๆในพระไตรปิฎกไว้มากมาย ทั้งยังในคัมภีร์อื่นๆอีก
ถ้าพี่มีเวลา อาจจะเรียบเรียงให้เพิ่มขึ้นนะคะ เอาเท่านี้ไปก่อน
~ อานาปานสติสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์๘)
~ ผลสูตรที่ ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๑๙ (พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค อานาปานสังยุต)
~ สติปัฏฐานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์)
~ สติปัฏฐานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต)
~ สติปัฏฐานสูตร สังยุตตนิกาย
~ มหาสติปัฏฐานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค)
~ คิริมานนทสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ (พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์]. ๑. สจิตตวรรค ๑๐)
~ อวิชชาสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต. ยมกวรรคที่ ๒)
~ มหาราหุโลวาทสูตร ที่ ๒ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑)
~ ทีปสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค)
~ ปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ (มหาวรรค อานาปาณกถา พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย)
~ อานาปาณกถา พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ (ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค)
~ คัมภีร์ ปรมัตถมัญชุสา มหาฎีกาแห่งวิสุทธิมัคค์
~ คัมภีร์ วิสุทธิมัคค์ (วิสุทฺธิ. ๒๕/๕๒-๘๒)
~ อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาสติปัฏฐานสูตร. อรถกถาพระไตรปิฎก.
ตอบคำถามข้อ 3. จากคำถาม 11 ข้อค่ะ
Q: 3. อานาปานสติ/วิปัสสนา/ธัมมานุปัสสนา/เมตตาภาวนา
ช่วยลำดับคุณค่าของกุศลสูงสุดตามลำดับให้ทีครับว่าขณะที่ทำอันไหนมีคุณค่ากุศลแตกต่างกันอย่างไร
A: 3.
กุศลสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ การพัฒนา “ปัญญา” ไปสู่ความหลุดพ้น จากสมมติสู่ปรมัตถ์ (ความจริงอันสูงสุด)
พัฒนาปัญญาในจิตจากกุศลขั้น ‘โลกิยธรรม’ เพื่อไปสู่ขั้น ‘โลกุตตรธรรม’
🍃กุศลที่เป็นโลกิยะ ได้แก่ กามาวจรกุศล คือ ทาน ศีล ภาวนา และ
มหัคคตกุศล คือ เมื่อพัฒนาสมาธิจนได้ฌานตั้งแต่ฌานที่ ๑ ขึ้นไป
🍃กุศลที่เป็นโลกุตตระ เป็นกุศลขั้นสูงสุด เหนือกว่ากุศลทั้งปวง
คือ การพัฒนาปัญญาญาณ ด้วยวิปัสสนา จนก้าวสู่พระนิพพาน
นับตั้งแต่เป็นพระโสดาบันเป็นต้นไป เป็นขั้นโลกุตตระ
จากคำถามที่ยกมา 4 ประเด็น: ตอบว่า
*วิปัสสนา* หรือ สติปัฏฐาน 4 จึงเป็นการพัฒนากุศลที่สูงทีสุดค่ะ เป็นการพัฒนาในจิต วิปัสสนา เป็นทางสายเดียวที่มุ่งสู่พระนิพพาน
ปฏิบัติวิปัสสนาเท่านั้น จึงถึงพระนิพพานได้ค่ะ
*ธัมมานุปัสสนา* เป็นหนึ่งในสติปัฏฐาน คือวิปัสสนาค่ะ ถึงพระนิพพานได้ เป็นการพัฒนากุศลที่สูงที่สุด
*เมตตาภาวนา* เป็นหนึ่งในพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
เมตตา เป็นสมถกรรมฐาน ได้สมาธิขั้นโลกียกุศล ไม่ได้มุ่งไปเส้นทางพระนิพพาน แต่เป็นบาทฐานเพื่อปฏิบัติวิปัสสนาได้
*อานาปานสติ* เป็นอานาปานสติบรรพ อยู่ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็คือ วิปัสสนาค่ะ ถึงพระนิพพานได้ เป็นการพัฒนากุศลที่สูงที่สุด
อานาปานสติ ที่อยู่ในอนุสสติ 10 เป็นสมถกรรมฐาน ไม่ได้พัฒนาปัญญา แต่พัฒนาสมาธิ ไปได้ถึงฌาน 5 คือสูงสุดของฌาน
เป็นกุศลสูง
แต่เมื่อถึงที่สุดของสมาธิขั้นฌาน 5 ก็ยังเป็นโลกียกุศล ไม่ได้พระนิพพาน ไม่เป็นโลกุตตรกุศล
ต้องถอนจากฌาน เข้าสู่วิปัสสนา จึงจะไปต่อถึงพระนิพพานได้ จึงเป็นบาทฐานสู่พระนิพพานได้
มีหลายสายการปฏิบัติปัจจุบัน ที่ใช้อานาปานสติตลอดเส้นทาง โดยเริ่มจากพัฒนาสมาธิจนได้ฌาน แล้วจึงมาพิจารณาการเกิดดับของนามรูป
การปฏิบัติจนได้ฌานนั้น จิตจะแนบแน่น ไร้นิวรณ์โดยสิ้นเชิง การปฏิบัติวิปัสสนาของผู้ได้ฌานแล้ว จะไปได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นมาก
เพร่มีสมาธิที่มีกำลังมาก
แต่ทว่า การจะพัฒนาจิตให้ถึงขั้นฌาน เป็นเรื่องที่ยากมากๆ
ต้องบ่มเพาะอินทรีย์ ๕ พละ ๕ อย่างมาก
และเฉพาะผู้ที่เคยได้ฌานมาจากอดีตชาติมาก่อน ในชาตินี้จึงจะสำ้ร็จได้
ผู้ปฏิบัติที่ไม่มีพื้นฐานเคยได้ฌานมาก่อน ในชาติเดียวนี้จะทำได้ยากมาก
บางอาจารย์ท่านว่าไม่สามารถทำได้เลยในชาติเดียว ต้องค่อยๆสั่งสมไปหลายๆชาติ
การปฏิบัติให้ถึงฌานในชาติเดียวจึงยากมาก จำเป็นต้องหลีกเร้นจากผู้คนเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน ต้องเข้าใจขบวนการในจิตที่ถูกต้อง และสามารถประคองจิตไว้ได้นานๆในอารมณ์เดียวในรายขณะจิตย่อยๆ จิตต้องสงัดจากกามโดยสิ้นเชิง มีความละเอียดอ่อน สงบ นิ่ง จดจ่อ ไร้คลื่น ไร้ความสั่นไหวใดๆทั้งสิ้น
ผู้ปฏิบัติเพื่อฌาน จึงต้องทุ่มเทบำเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฎ์มากๆเท่านั้น
คนในโลก มีน้อยยิ่งกว่าน้อยที่ได้ฌาน แต่เพราะความเข้าใจในเรื่องฌานจิตไม่ชัดเจน จึงมีผู้ปฏิบัติไม่น้อย เข้าใจผิดว่าตนได้ฌานแล้ว แม้ในหมู่ผู้สอนการปฏิบัติจำนวนมากมายก็อาจเข้าใจไปในทางนั้นได้เช่นกัน
ผู้ที่ปฏิบัติอย่างเดียว ไม่เคยศึกษาพระอภิธรรมให้เข้าใจฌานจิต เมื่อจิตนิ่ง เห็นนิมิต ก็อาจเข้าใจไปต่างๆได้
ผู้ที่ศึกษาแต่อภิธรรม ไม่เคยปฏิบัติจิต ฝึกสมาธิ ก็ไปไม่ได้เช่นกัน
แม้ผู้ที่ปฏิบัติด้วย และเคยเรียนอภิธรรมด้วย ก็สามารถเข้าใจผิดได้เช่นกัน เพราะความมีตัวตนของตน ตัวกิเลสบางประเภทของตน ตัวทิฏฐิ ตัวมานะ ฯลฯ ทำให้มักเข้าข้างตนเองว่าได้ธรรมขั้นสูงแล้ว หรือตีความฌานจิตในอภิธรรมเป็นของง่ายไป ห่างจากความจริง
Q: 4. อานาปานสติ/วิปัสสนา/ธัมมานุปัสสนา/เมตตาภาวนา
สี่อย่างนี้ผลัดกันใช้ตามความจำเป็นในแต่ละขณะใช่มั้ยครับ
A: 4. พี่ขอไม่อธิบายอิง 4 ตัวนี้อีกนะคะ เพราะได้กล่าวมาแล้ว ในข้อต้นๆ
สรุปสั้นๆ…
อานาปานสติ(บรรพ)เป็น subset ของกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
กายานุปัสสนาสติฯ กับ ธัมมานุปัสสนาสติฯ เป็น subset ของวิปัสสนา
อานาปานสติ(อนุสสติ) กับ เมตตา เป็น subset ของสมถกรรมฐาน
เข้าเรื่องนะคะ…
วิปัสสนา ซึ่งคือ สติปัฏฐานทั้ง 4 ขณะปฏิบัติ จะมีการปฏิบัติสลับกันไปได้หลายบรรพค่ะ แต่เราจะไม่ได้มาคอยแยกแยะว่าเป็นสติปัฏฐานตัวไหน
ขณะที่รู้เวทนา ถ้ารู้ว่าสุขกาย ทุกข์กาย เฉยๆทางกาย สุขใจ ทุกข์ใจ เฉยๆทางใจ โดยเนื้อหาแล้ว เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ขณะรู้เวทนา รู้เป็นความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง นิ่ง ไหว อาการมีลม ฯลฯ โดยเนื้อหาแล้ว เป็นการกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน รู้ความเป็นธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม
ขณะรู้เวทนา จิตฟุ้งออกไปเพราะนิวรณ์ สติตามรู้ทันว่าจิตกำลังกระสบกระส่าย การรู้จิตว่าเป็นแบบไหนอยู่ เป็นต้นโดยเนื้อหาแล้ว เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ขณะรู้เวทนา จิตฟุ้งออกไปด้วยนิวรณ์ สติตามรู้ที่ตัวนิวรณ์ รู้ความฟุ้ง หรือเมื่อมีสติ รู้ความมีสติ เป็นต้น โดยเนื้อหาแล้ว เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
สรุปคือ วิปัสสนา เป็นการตามรู้นาม ตามรู้รูป อยู่ภายในตัวของผู้ปฏิบัตินั้นเอง
ผู้ปฏิบัติที่ปฏิบัติวิปัสสนาอย่างต่อเนื่องอยู่ ขบวนการปฏิบัตินั้น อาจกำลังตามรู้นาม หรือตามรู้รูป แบบใดแบบหนึ่งอยู่ ซึ่งก็คือ กำลังทำสติปัฏฐานตัวใดตัวหนึ่งอยู่สลับไปเองตามแต่ที่จิตไปรับรู้สิ่งนั้นๆ ที่ปรากฏขึ้นมาในนามรูปของตนนั้น
ส่วนการที่ผู้ปฏิบัติจะสลับไปทำสมาธิด้วยอานาปานสติ หรือด้วยเมตตาภาวนา หรือตัวอื่นๆ นั้น ก็ขึ้นกับผู้ปฏิบัติ อย่างที่ได้เคยอธิบายมาแล้ว
เพิ่มเติม…
ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติที่ไม่ได้เรียนปริยัติ ก็จะไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรกำลังเกิดอยู่
แต่ถึงไม่รู้ปริยัติก็ปฏิบัติได้ค่ะ เพราะเป็นการพัฒนา ‘วิปัสสนาญาณ’
อันเป็นปัญญาขั้นรู้แจ้ง ไม่ใช่ปัญญาชนิดความเข้าใจ
ส่วนผู้ที่เคยเรียนปริยัติมา ความเข้าใจในธรรมปฏิบัติย่อมลึกซึ้งกว่า ผู้ปฏิบัติย่อมทราบว่ากำลังทำอะไร จึงรักษาความเพียรได้ดีกว่า มีศรัทธาขั้นลึกกว่า พัฒนาอินทรีย์ ๕ ได้ดีกว่า เพราะมีปัญญาความเข้าใจในธรรมอย่างถูกต้อง
แต่ถ้าผู้ปฏิบัติที่อิงตำรามาก มัวมานั่งไล่ดูตามว่าตอนนี้จิตรู้อะไรอยู่ มีอะไรในจิตอยู่ กำลังทำสติปัฏฐานบรรพไหนอยู่ กลับไม่ใช่ผลดีในทางปฏิบัติ ควรวางความคิดไปก่อน และปฏิบัติจิตไป
เพราะขณะที่คือจิตไล่เรียงนั้น ก็ได้หยุดปฏิบัติไปแล้วค่ะ มาเป็นการคิด แทน จิตลอยออกจากฐาน จากอารมณ์กรรมฐาน มาเป็นตัวอื่นแล้ว เป็นปัญญาเหมือนกันค่ะ แต่เป็นปัญญาแบบโยนิโสมนสิการ ไม่ได้กำลังพัฒนาวิปัสสนาปัญญา
แต่ถ้าขณะปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติเกิดรู้ขึ้นมาเป็นระยะๆได้เองถึงธรรมะในพระอภิธรรม นี่เกิดจากการที่จิตเกิดประมวลปัญญาอันเป็นผลจากการปฏิบัติเข้ากับปัญญาจากการศึกษาปริยัติ
อันนี้เป็นเรื่องปกติและมักเกิดได้กับผู้ที่มีฐานในทางธรรมปริยัติมาถูกทาง ทำให้การปฏิบัติไปได้ถูกทางและก้าวหน้าได้มากขึ้น
กระนั้นก็ดี อย่าพึงเชื่อและเข้าข้างตนเองว่าเรารู้ ขอให้ปฏิบัติต่อไป
ปัญญาที่เกิดเป็นญาณ เป็นการประจักษ์แจ้ง จะต้องมีผลในทางการขจัดอนุสัยกิเลส ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน เกิดเป็นวิชชาแทนที่อวิชชา เห็นสรรพสิ่งตามความเป็นจริง
ไม่ใช่เพียงการคิดได้ การเข้าใจได้ และการปักใจเชื่อได้เท่านั้น
อย่างไรก็ดี ตราบใดที่ผู้ปฏิบัติไม่เฉออกนอกทาง พอเห็นธรรมะเกิดความกระจ่างบางอย่าง แล้วหลงเดินตามออกไป ไปขบคิดพิจารณาต่อ จนชะงักงันปฏิบัติ จึงจะไม่สูญเสียเวลาในการปฏิบัติอันมีค่าไป
ตอบข้อ 5. จากคำถาม 11 ข้อนะคะ
Q: 5. คนที่ปฏิบัติมาเป็น 10 ปี 20 ปี เมื่อเวลาที่เขาไม่มีสติ ก็ให้กลับมาที่อานาปานสติใช่มั้ยครับทำเช่นเดียวกันกับศิษย์คอร์ส 1 คอร์ส 2ใช่มั้ยครับ
A: 5. ไม่มีการกะเกณฑ์แบบเบ็ดเสร็จในเรื่องนี้ค่ะ จะปฏิบิติมานานหรือไม่นาน ใช้หลักการเดียวกันเพื่อประคองให้จิตพัฒนาได้ดีที่สุด
การปฏิบัติที่ดี จิตต้องมีความยืดหยุ่นสูง มีความเบา ความอ่อน ความควร ความตรง สามารถปรับได้อย่างคล่องตัวให้เข้ากับสภาวะที่เกิดขึ้นแต่ละขณะ อย่างที่ได้อธิบายมาแล้ว
การปฏิบัติต้องเป็นทางสายกลางด้วย ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป
แน่นอน ผู้ที่ปฏิบัติ “อย่างถูกต้อง” มานานจะมีความชำนาญในขบวนการพัฒนาจิตมากกว่า และอุปสรรคน้อยกว่า เพราะกิเลสถูกขัดเกลาออกไปมาก
แต่ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะปฏิบัตินานเพียงใด ก็อาจเป็นโมฆะทั้งหมดได้เช่นกัน
การปฏิบัติผิดนี้ นอกจากเสียเวลาเปล่าแล้ว ยังไปพัฒนากิเลสให้เพิ่มพูน ก่อสังขาร ก่ออุปนิสัยที่ไม่ตรง เพิ่มอวิชชา ฯลฯ
ตอบข้อ 6. จากคำถาม 11 ข้อนะคะ
Q: 6. แค่อยากรู้ว่าแม้คนที่ทำมานานหลาย 10 ปี กับคนที่ทำมาไม่กี่ปีก็ทำเช่นเดียวกัน เพราะผมเองมากสุดก็คอร์ส 10 วัน ธรรมบริกรก็ไม่เคยเป็นเลยไม่รู้ว่าคอร์ยาวนี้คำสอนต่างไปมั้ย ธรรมบรรยายต่างไปมั้ย
A: 6. ต่างกันมากอยู่ค่ะ
การปฏิบัติ (อย่างถูกต้อง) ยิ่งทำมาก ทำนาน ก็ยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งชำนาญ
เหมือนการฝึกอย่างอื่นๆนั่นแหละค่ะ เมื่อชำนาญก็เป็นระดับ master ได้
นักว่ายน้ำโอลิมปิก ย่อมต้องฝึกว่ายน้ำมานับไม่ถ้วนชั่วโมง จึงจะจับทักษะลึกๆทั้งหมดได้ ไม่ใช่แค่ความเร็ว แต่ทุกอย่าง การทรงตัว การพลิกตัว องศาการเอียงตัว ความสูงต่ำของแขนขณะกวักน้ำ การถีบเท้าด้วยความถี่สูงต่ำ ความกว้างของขา
เริ่มจากนักว่ายน้ำฝึกหัด เป็นระดับกลาง ระดับสูง ระดับแชมป์ แชมป์ในจังหวด แชมป์ในประเทศ แชมป์ในทวีป แชมป์โลก จนเป็น master ผู้ประดิษฐ์เทคนิคว่ายน้ำที่สุดยอดได้ สอนคนได้
นักปฏิบัติชั้นสูง มีฝรั่งที่เขาเขียนตำราเกี่ยวกับ meditation เขาสัมภาษณ์และทดสอบคลื่นสมองของพระปฏิบัติจากทิเบตและจากที่อื่นอีกหลายท่าน เขาเรียกท่านเหล่านั้นว่า Olympic Level Meditators ซึ่งมีท่านได้สะสมชั่วโมงปฏิบัติ ตั้งแต่ 30,000 ชม 50,000 ชั่วโมงขึ้นไป
ท่านเหล่านี้ย่อมมีความชำนาญในการพัฒนา ‘จิต’ ประคองจิต ควบคุมจิต ใช้จิต ฯลฯ เหนือกว่าผู้ที่ฝึกไม่กี่ร้อยชั่วโมง อย่างในหลักสูตร 10 วันนี้เราฝึกราว 100 กว่าชั่วโมงเอง
และใน 100 ชม นั้น เราฝึกจริงๆอาจแค่ 10 -20% ของเวลา เพราะมีนั่งหลับ นั่งคิด นั่งเหม่อ ฯลฯ
ส่วนคำสอน กับการบรรยายธรรม ในหลักสูตรยาวไม่เท่ากันย่อมต่างกัน คำสอน 10 วันจะมีเนื้อหาชวนเพลิดเพลินอยู่ในสาระแห่งธรรมไปด้วย
ส่วนหลักสูตรยาวขึ้น เน้นเพื่อ mature meditators ขึ้น บรรยายสั้นลง เนื้อหาธรรมะล้วน แก่นและหลัก ไม่มีเรื่องเล่านัก ให้เวลากับการปฏิบัติเองมากที่สุด คำสอนน้อยมาก เพราะได้สอนในลักสูตร 10 วันแล้ว
ทั้งการปฏิบัติยาวเท่านั้น ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติค่อยๆเข้าไปภายในตนได้ลึกจริง ไปขุดคุ้ย ขุดค้นตัวตนที่เต็มไปด้วยความไม่บริสุทธิ์ได้มาก และลึกล้ำกว่าแบบเทียบกันไม่ได้กับหลักสูตรสั้นๆ
การเป็นธรรมบริกรก็เช่นกัน มีคุณค่ามากถ้าขณะทำงาน ทำเป็น ทำจิตเป็น วางกายใจเป็น ใช้เวลาตอน serve อย่างมีคุณค่าเป็น ทั้งยังได้กุศลมากในหลายรูปแบบ และทำให้ปฏิบัติได้เก่งขึ้น
คนเป็นธรรมบริกร ไม่ใช่ว่าจะเก็บได้เท่ากัน อยู่ที่ความฉลาดในธรรมที่จะใช้เวลาทำงานนั้นอย่างดีที่สุดด้วย
ตอบข้อ 7. จากคำถาม 11 ข้อ
Q: 7. แค่อยากรู้ว่าเรือชื่อ อานาปานสติ/วิปัสสนา/ธัมมานุปัสสนา/เมตตาภาวนา พาเราขึ้นฝั่งในทะเลที่กว้างไกลนี้โดยใช้เรือชื่อเหล่านี้ใช่มั้ยครับแม้คนที่พายมานานหรือพึ่งพายก็พายในลักษณะเดียวกันกับคำสอนคอร์ส 10 วันใช่มั้ยครับ
A: 7. อันนี้พี่น่าตอบครอบคลุมไปแล้วในข้อต้นๆนะคะ
ธรรมะของพระพุทธองค์ ทั้ง 84000 พระธรรมขันธ์ คือเรือพาเราไปนิพพานค่ะ
จงใช้เรือเหล่านี้ให้เป็น…
ข้อ 8 จากคำถาม 11 ข้อนะคะ
Q: 8. สวดมนต์ไม่ใช่กรรมฐานใช่มั้ยครับ มีคุณน้อยกว่า อานาปานสติ/วิปัสสนา/ธัมมานุปัสสนา/เมตตาภาวนา ใช่มั้ยครับ
A: 8. ค่ะ สวดมนต์ไม่ใช่กรรมฐาน แต่มีคุณมาก เป็นพุทธพจน์ มีพลังสั่นสะเทือนที่ดีที่สุด
ถ้าคนสวดเป็นนักภาวนา เช่นท่านอาจารย์อูบาขิ่น ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า เป็นต้น การสวดมนต์ของท่านสร้างพลังสั่นสะเทือนในธรรมะได้สูงมาก สร้างบรรยากาศธรรมะให้เกิดขึ้นได้ในสถานที่ต่างๆ เป็นคลื่นพลังงานที่งดงามและมีความเป็นกุศลที่แข็งแกร่ง
ส่วนเราสามารถสวดมนต์ได้ ยิ่งถ้าทราบความหมาย และสวดด้วยจิตที่นิ่ง สงบ แน่วแน่ จะมีพลัง และเป็นประโยชน์มาก ได้กุศลมาก
แต่ที่เราไม่ได้สวดในคอร์ส เพราะเรากำลังใช้เวลาในคอร์สอย่างมีคุณค่าที่สุดในการฝึกพัฒนาจิตเราค่ะ
ที่บ้านพี่เองมักเปิดบทสวดมนต์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้รู้สึกถึงกระแสสั่นสะเทือนที่ดีงามในบ้านเป็นปกติ หลายครั้งที่จิตจู่ๆก็เกิดปีติดื่มด่ำในกุศลอย่างยิ่งจากบทสวดมนต์ที่ได้ยิน จิตเข้าถึงธรรมะที่ทรงสอนเราอย่างยิ่ง จิตเกิดศรัทธา จิตเกิดโสมนัส จึงเกิดบุญขึ้นมากมายได้ ทั้งๆที่กำลังทำงานอยู่
เพราะบุญย่อมเกิดที่จิต…
ข้อ 9 จากคำถาม 11 ข้อ
Q: 9. ถ้ามีคุณน้อยกว่าสี่ข้อนี้แล้วทำไมต้องสวดมนต์ด้วย จริงอยู่ว่าในคอร์ส 10 วัน ไม่เน้นสวดมนต์เลย แต่อาจารย์โกเอ็นก้าก็ยังสวดมนต์ตอนตีห้าด้วย เขาสวดเพื่ออะไรครับเป็นการแผ่กระแสสั่นสะเทือนทางดีคล้ายๆเมตตามั้ย
A: 9. ข้อนี้ได้ตอบไปแล้วบางส่วนในข้อที่แล้ว
เพิ่มเติมตรงที่คำถามที่ว่า ‘ถ้ามีคุณน้อย ทำไมต้องสวดมนต์…’
ต้องตอบว่า เราทุกคนพึงทำความดีทุกประเภท ในทุกโอกาสที่เราทำได้ ตามความเหมาะสมค่ะ
ตรงข้าม เราทุกคนพึงไม่ทำความชั่ว ในทุกโอกาส
พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้…
อย่าดูถูกความดีว่าเล็กน้อย จึงละเลยไป
อย่าดูถูกความชั่วว่าเล็กน้อย จึงประมาทไป
การสวดมนต์เป็นความดีที่ไม่ใช่เล็กน้อยเลย
ยิ่งสำหรับเราผู้ฝึกจิตมาบ้างแล้ว ผลของการสวดมนต์ยิ่งมีกำลังบุญมาก
ข้อ 10 จากคำถาม 11 ข้อ
Q: 10. สวดมนต์มันช่วยในการสร้างสมาธิได้จริงมั้ย เพราะที่เคยรู้มาพระที่เคยสอนผมบอกว่าการสวดมนต์ช่วยสร้างสมาธิให้ปฏิบัติได้ดีขึ้นได้
คือผมมองว่าถ้าสร้างสมาธิน่าจะเป็นอานาปานสติจะดีกว่า
ขอไม่พูดถึงสมถกรรมฐานนะครับ
การทำอานาปานสติสร้างสมาธิได้ดีกว่าสวดมนต์หลายเท่า สวดมนต์ส่วนใหญ่ลืมตาบ้างหลับตาบ้างเราจดจ่ออยู่กับคำสวดที่อยู่ในหัวหรือหน้าหนังสือซึ่งเราก็พูดอยู่ไม่ได้เงียบ แล้วจะมีสมาธิได้ไง
ในเมื่อประสบการณ์จากทั่วโลกทั้งในอดีตนับเวลาไม่ได้ ในสมัยที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์อุบัติขึ้นก็ล้วนหาที่สงบวิเวกเงียบสงัดห่างจากชุมชนที่มีแต่เสียงอึกทึกครึกโครม ซึ่งเล็งให้เห็นแล้วว่าพระพุทธองค์ทรงเห็นประโยชน์ของความเงียบสงัดนี้ แม้ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็ตาม
ผมมองว่าการสวดมนต์เกิดขึ้นในภายหลังจากที่พระพุทธองค์ทรงปรินิพพานไปแล้ว
จริงอยู่ที่พระส่วนใหญ่บอกว่าการสวดมนต์เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า
แต่พระองค์ก็เคยตรัสถึงพระสาวกรูปนึงว่าต่อหมู่คณะสงฆ์จำนวนมากว่าการปฏิบัติบูชาเป็นการบูชาอันสูงสุด
ขอบคุณที่อาจารย์เมตตาตอบนะครับถามยาวไปจริงๆจะได้ไม่ต้องถามหลายครั้ง
A: 10. ที่พระท่านว่าการสวดมนต์มีผลต่อสมาธินี้ เป็นจริงค่ะ
การสวดมนต์ด้วยจิตที่น้อมลงในคำสอนที่เป็นพุทธพจน์ มีผลทำให้จิต ‘สงบ’
ความสงบ เป็น คุณลักษณะของสมาธิ
การสวดมนต์ด้วยจิต ‘ตั้งมั่น’ อยู่ในเนื้อหามนต์ต่อเนื่องกัน
จิตตั้งมั่นต่อเนื่องกัน คือ ลักษณะของสมาธิ
เพียงแต่สมาธิจากการสวดมนต์ เป็น ขณิกสมาธิ
คือเป็นสมาธิขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง ที่มีการคั่นระหว่างที่ทำให้ห่างกัน ไม่ต่อกันสนิท
(คั่นด้วยอะไร อย่างไรนั้น พี่ขอยกไว้นะคะ เพราะอันนี้เป็นเรื่องลึก ต้องมีพื้นฐานเรื่องจิตและเจตสิก)
การสวดมนต์เป็นการใช้สมาธิที่เป็นฝ่ายกุศล และยิ่งถ้าสวดต่อๆกันนาน แม้เป็นสมาธิขั้นขณิกสมาธิ ก็เป็นขณิกสมาธิที่เป็นกุศลเป็นขณะต่อขณะไป จึงเป็นสิ่งที่ดีค่ะ
สมาธิ เรียกอีกชื่อ เรียกว่า เอกัคคตา แปลว่าการตั้งอยู่แห่งจิตในอารมณ์เดียว ตัวเอกัคคตานี้จึงประกอบในจิตทุกดวง หรือมีอยู่ทุกขณะนั่นเอง เราจะรู้อะไรขึ้นมาได้ จิตต้องจดจ่อกับสิ่งนั้นในขณะหนึ่งๆนั้น เมื่อจดจ่อกับสิ่งนั่นต่อๆกันหลายๆขณะเข้าก็เป็นสมาธิขั้นขณิกะ
สมาธิทีละขณะ ทีละขณะ ที่เกิดขึ้นและดับไปนี้ พี่ขอเปรียบกับจุดแต่ละจุดบนเส้นประที่มีจุดต่อต่อกันไป ถ้าสมาธิแนบแน่นขึ้น จุดประในเส้นก็ถี่ขึ้น ถี่ขึ้น แต่ก็ยังเป็นจุดประอยู่ ยังเป็นขณิกสมาธิอยู่
สมาธิในวิปัสสนา ก็เป็นขณิกสมาธิค่ะ
ส่วนสมาธิที่จะนำไปสู่สมาธิขั้นสูงขึ้นนั้น ก็ต้องใช้การปฏิบัติค่ะ ที่เรียกว่าปฏิบัติสมถกรรมฐาน
เมื่อสมาธิแนบแน่นขึ้นจนไม่มีระหว่างคั่นเลย
จิตตั้งมั่นในสมาธิขณะหนึ่งดับไป ต่อด้วยจิตที่ตั้งมั่นในสมาธิขณะถัดไปที่เกิดขึ้นทันที เปรียบได้กับเส้นที่จุดประเชื่อมต่อกันจนเส้นเดียวกัน เรียกว่า อุปจารสมาธิ
สมาธิที่แนบแน่นขึ้น ถึงที่สุดก็จะเป็นอัปปนาสมาธิ ได้ฌานขั้นแรก คือ ปฐมฌา
ดังนั้น ไม่ว่าจะสวดมนต์ อ่านหนังสือ หรือทำการงานแบบต่อเนื่อง งานเลื่อยไม้ งานกวาดลานวัด งานเขียนหนังสือ ฯลฯ ล้วนต้องอาศัยสมาธิค่ะ เป็นขณิกทั้งนั้น บางงานก็เป็นเส้นประห่างๆ บางงานก็เส้นประถี่ๆช่วงหนึ่ง และก็เปลี่ยนไปจดจ่อกับอีกสิ่งหนึ่ง
แต่ไม่ใช่ทุกๆการจดจ่อหรือมีสมาธิที่เป็นกุศล ขึ้นกับว่าจดจ่อกับอะไร
โดยรวม ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตาขณะสวดมนต์ เราก็ต้องสมาธิอยู่ในการสวดมนต์ค่ะ ไม่เช่นนั้นสวดไม่ได้ แต่การสวดมนต์จะให้เป็นอุปจารสมาธิย่อมไม่ได้ค่ะ ได้แค่ขณิกสมาธิ
สมาธิขั้นอุปจารสมาธิขึ้นไปต้องทำสมถกรรมฐานเท่านั้นค่ะ
วิปัสสนาก็ทำไม่ได้
ขอโทษค่ะ ที่อธิบายยาวนิดนึงเรื่องสมาธิ
ที่ว่าทำอานาปานสติ สร้างสมาธิได้ดีกว่าการสวดมนต์นั้น แน่นอนค่ะ อานาปานสติ คือการสมถกรรมฐาน เป็นการฝึกโดยตรง เป็นการฝึกสติให้ระลึกรู้อยู่ในลมหายใจอย่างเดียวต่อเนื่องกัน
สองงานนี้ต่างวัตถุประสงค์กันค่ะ
สวดมนต์ ไม่ได้มีเป้าหมายสำหรับการฝึกสมถกรรมฐาน แต่เพื่อกุศลชนิดอื่น เป็นกามาวจรกุศล
ขณะที่อานาปานสติมีเป้าหมายเพื่อทำสมถกรรมฐานให้เกิดฌาน เป็นมหัคตกุศล กุศลเพื่อพรหมจรรย์
เนื่องจากต่างก็เป็นกุศล แม้ขั้นของกุศลจะต่างกัน แต่ก็ควรทำทั้งคู่ จะทำตัวใด ก็ขึ้นกับความเหมาะสมของสถานการณ์ เช่น เมื่อนิมนต์พระมาถวายภัตตาหาร พระท่านสวดมนต์ให้พร ตอนนั้นย่อมไม่ใช่เวลาที่จะนั่งสมาธิทำอานาปานสติให้ได้ผล แต่เป็นเวลาที่ควรลึกซึ้งดื่มด่ำในคำสอนต่างๆของพระพุทธองค์ที่อยู่ในบทสวด จะทำให้เป็นธัมมสวนกุศลก็ได้ หรือจะรำลึกเป็นพุทธานุสติก็ได้ หรือกุศลตัวอื่นๆก็ได้
ขณะพระท่านสวด แม้เราจะทำอานาปานสติก็ได้เป็นแค่ขณิกอยู่ดี ลงลึกกว่านั้นไม่ได้ ไม่ถูกกาล ไม่ถูกเทศะ
พระพุทธองค์ ท่านก็ไม่ได้สอนเพียงการทำสมถกรรมฐาน แต่ทรงให้ทำกุศลทั้งปวงให้ถึงพร้อมมี ทาน ศีล ภาวนา
หรือถ้าไปอ่านทศชาติเรื่องพระเจ้าเนมิราช จะเห็นว่าแม้พระอินทร์จะตอบว่ากุศลที่เป็นไปเพื่อพรหมจรรย์ย่อมสูงกว่ากุศลจากให้ทาน รักษาศีลอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่พระอินทร์ก็ยังแนะนำให้พระเจ้าเนมิราชสร้างกุศลทั้งทาน ศีล นั้นไปด้วยกัน กับการประพฤติพรหมจรรย์
(Note: คำว่าประพฤติพรหมจรรย์ หมายถึงการปฏิบัติตนให้พ้นจากกิเลส ซึ่งรวม ศีลเพื่อพรหมจรรย์ สมถสมาธิ วิปัสสนาปัญญา)
ส่วนที่ comment ว่า พระพุทธองค์ทรงปลีกวิเวกนั้น
เป้าหมายคือการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อตรัสรู้
เราก็ต้องปลีกวิเวกหลีกเร้นประพฤติพรหมจรรย์เพื่อพระนิพพานเช่นกัน แต่ต่างต้องทไปตามเหตุตามปัจจัยที่เหมาะสมของตนของตน ถ้ายังมีครอบครัวอยู่ ก็อาจปลีกเป็นช่วงๆ ถ้าออกบวชแล้ว ก็ประพฤติพรหมจรรย์เป็นหลักใหญ่ไป
แต่แม้ท่านจะประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ก็ใช่ว่าจะทรงทำแต่กรรมฐานอย่างเดียว
ไม่ว่าพระพุทธองค์ พระอรหันต์ พระเสขะบุคคล หรือกัลยาณชน ต่างก็ทำกิจอันเป็นกุศลทุกๆด้านที่มีโอกาส ไม่เลือกเฉพาะกุศลที่สูงสุด เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำอย่างเดียวตลอดเวลาค่ะ
ส่วนที่ว่า การสวดมนต์เกิดภายหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานนั้น ใช่ค่ะ เพราะพระธรรมต้องเกิดจากพระโอษฐ์ก่อน ถึงจะเป็นคำสอน เป็นคัมภีร์ เป็นตำรา เป็นธรรมะให้เราปฏิบัติตามได้
เราไม่ใช่ผู้ถึงธรรมเอง แต่เป็นผู้เรียนธรรม
ดังนั้นเราจึงต้องอ่าน ต้องจำ ต้องท่อง
ยุคพระพุทธองค์ ไม่มีการบันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ในชั้นแรก
แต่เป็นการทรงจำร่วมกันของพระอรหันตสาวกและร่วมกัน recite ที่เรียกว่ามุขปาฐะ ทรงจำทุกคำสอนด้วยการท่องจำของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และสอนสืบต่อกันมา
บทสวดมนต์ ก็คือคำสอนของพระพุทธองค์ที่จำต่อกันมา เพื่อเผยแต่ให้เราได้เรียนรู้ ได้ฝึกปฏิบัติมาจนทุกวันนี้
ส่วนที่พระท่านว่า เป็นสวดมนต์เป็นการบูชคุณพระพุทธเจ้า นั้นย่อมเป็นความจริง เพราะเรามีพระรัตนไตร ซึ่งคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น ที่เป็นสรณะอันประเสริฐ
บทสวดมนต์ เป็นส่วนหนึ่งของพระธรรม การสวดมนต์สามารถสงเคราะห์ว่าเป็นการภาวนาชนิดหนึ่ง ทั้งยังเป็นการฟังธรรมซึ่งเป็นบุญกิริยาอย่างหนึ่ง ทั้งยังเป็นการเผยแพร่สืบต่อพระธรรมซึ่งเป็นบุญกิริยาอีกอย่างหนึ่ง การสวดมนต์ยังทำให้รำลึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นพุทธานุสติ ระลึกถึงพระธรรมซึ่งเป็นธรรมานุสติ ฯลฯ อีก
นี่จึงเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าที่ดีที่สุด จัดอยู่ในการปฏิบัติบูชาค่ะ
อามิสบูชา คือ การถวายของหอม ดอกไม้ ธูปเทียน
ปฏิบัติบูชา คือ การปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งรวมการประพฤติธรรมอันดีงามต่างๆไว้ทั้งหมด ตั้งแต่กุศลขั้นพื้นฐาน เช่น ทาน บุญกิริยาวัตถุ เป็นต้น ไปถึง ศีล ภาวนา สมาธิ ปัญญา ไม่ได้มีขอบเขตจำกัดเพียงแค่การทำกรรมฐานค่ะ
ข้อ 11 จากคำถาม 11 ข้อ
Q: 11. เพิ่มเติมครับธัมมานุปัสสนาคืออะไรครับช่วยขยายความหน่อยครับแล้วใช้ธัมมนานุปัสสนาตอนไหนเข้าคอร์ส 10 วันผมไม่เข้าใจข้อนี้ข้อเดียวคือธัมมานุปัสสนานี่แหละครับ
A: 11. ธัมมานุปัสสาได้อธิบายไปแล้วพอสังเขปในข้อข้างต้นนะคะ