การปฏิบัติชีวิตเพื่อการเข้าถึงธรรม
🔺A: อริยมรรค อริยผล ย่อมสำเร็จได้ด้วยการปฏิบัติชีวิตเพื่อการเข้าถึงธรรม
ได้แก่
▪️’ศีลวิสุทธิ์’ ศีลต้องบริสุทธิ์
ศีลต้องเป็น ”อธิศีล“ ศีลเพื่อการบรรลุมรรคผล มีความสำรวมในอินทรีย์ (อินทริยสังวรศีล) สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
▪️‘ปฏิบัติอย่างถูกต้อง’ เป็น สัมมาสติ สัมมาสมาธิ มีจิตที่ถูกต้อง จิตที่เป็นกลาง ไม่อยาก ไม่เร่งมุ่งเอา ไม่คาดหวัง ไม่เร่าร้อน ไม่หลง(ทาง) มีจิตที่ซื่อตรงอย่างยิ่ง(ไม่เข้าข้างตนเอง) จิตสงบอย่างยิ่ง ไม่ปรุงแต่งด้วยความคิด แต่ตามรู้ ตามเห็นตามจริงทุกๆขณะ
▪️’ปฏิบัติด้วยปัญญา‘ มีความเห็นตรงตามความเป็นจริง มีสัมมาทิฏฐิตลอดสาย ความคิดเห็นตรง มีสัมมาสังกัปปะ
▪️’พากเพียรในการปฏิบัติ‘ มีความเพียรในการกำจัดกิเลสอย่างไม่ลดละ เพียรในสัมมัปธาน 4 ในวิริยะสัมโพชฌงค์ ในสัมมาวายามะ ไม่ท้อถอย ไม่ย่นระย่อต่อความทุกข์ทรมานทางกาย ต่อความทุกข์โทมนัสใจ ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
…เป็นต้น
☘️การปฏิบัติธรรม เป็นกระบวนการชำระกิเลส
☘️ซึ่งหากกิเลสของเราสั่งสมหยั่งรากไว้อย่างลึกล้ำ ย่อมต้องใช้ความพากเพียรวิริยะอุตสาหะมาก เพื่อหมั่นบ่มเพาะอินทรีย์ตนให้แก่กล้า และปฏิบัติไปโดยไม่ย่อหย่อน จึงจะชำระกิเลสหมดสิ้นได้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องของเวลา
แต่อยู่ที่
▪️กิเลสการปรุงแต่งจิตเรา (สังขาร) มันเยอะไหม (สั่งสมมามากแค่ไหน)
▪️เรายังคงเพิ่มพูนมันอยู่ทุกวันไหม(ด้วยอุปนิสัยเดิมๆ ที่มาจากอนุสัยกิเลส ด้วยการขาดสติ ด้วยอวิชชา)
▪️เราหยุดสร้างมันแล้วยัง (มีสติรู้เท่าทันมัน)
▪️และเราเอามันออกถูกวิธีไหม (ด้วยอสัมโมหะสัมปชัญญะ ด้วยวิปัสสนุเบกขา ด้วยโยนิโสมนสิการ)
☘️การคอยวัดลำดับขั้น ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ ไม่ได้เกื้อกูลผู้ปฏิบัติ เพราะจะเป็นการตั้งเป้า ใจจะมัวมุ่งไปที่เป้า ที่ตัวผล ใจจึงไม่นิ่ง ไม่สงบ
ทั้งยังลืมว่า งานแท้ๆของเรา คือการมุ่งสร้าง “เหตุ” ต่างหาก ไม่ใช่มุ่งหาผล
ผู้ปฏิบัติไม่น้อยจะลืมค่ะ เพราะหากเมื่อใจหวั่นไหว หรือ เร่าร้อน เพราะคอยวัดแต่ “ผล”
☘️เขาก็กำลังสร้าง “เหตุ” แห่งความเร่าร้อน
☘️เท่ากับเขากำลังวิ่งหนีห่างจากพระนิพพานออกไปทุกทีด้วยความอยากก้าวหน้านี่เอง
☘️ผู้ปฏิบัติ ที่ปฏิบัติไปแบบซื่อตรง แบบใจร่มๆ อาจไม่ต้องเข้าใจมาก ไม่ปรุงแต่งมาก ไม่ต้องมุ่งหวังมาก ไม่อยากมาก ถึงความก้าวหน้า
☘️เพียงทำไปด้วยใจวางสนิท ใช้ใจที่วางสนิทนี้ทำ ถึงที่สุดเมื่อใดก็เมื่อนั้น
☘️กระนั้นก็ดี โดยทั่วไปแล้ว การปฎิบัติที่ใช้ระยะเวลายาวนานขึ้น ย่อมชำระกิเลสที่ฝังลึกอยู่ในตัวออกได้มากกว่า และลึกกว่า
☘️เพราะความเงียบสงบของจิตจากระยะเวลาปฏิบัติที่นานขึ้น และความสามารถในการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
☘️เมื่อปฏิบัติในระยะเวลาที่ยาวขึ้น จิตเงียบสงบขึ้น ไม่มีเสียงใดๆ แม้เสียงคำสอนเมื่อเข้าใจวิธีการแล้วอย่างลึกซึ้ง ผู้ปฏิบัติจะสามารถปฏิบัติจิตต่อได้เอง ก็ไม่ต้องฟังคำสอนในการฝึกปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติย่อมสามารถปฏิบัติด้วยจิตที่เงียบที่สุด สงัดจากเสียงทั้งภายนอกและภายใน
☘️จิตที่สงัดอยู่เช่นนี้อย่างต่อเนื่อง จึงจะลากเอารากลึกของกิเลสในใจออกมาได้มาก
☘️ดังนั้น การเข้าคอร์สที่ยาวขึ้น หรือการปลีกตัวไปปฏิบัตินานขึ้น ทำให้จิตใจได้อยู่กับความวิเวกนานขึ้น จิตย่อมพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ กิเลสก็ย่อมถูกขจัดออกได้มากขึ้นเรื่อยๆ การปฏิบัติได้ผลมากขึ้นๆ จนกิเลสหมดสิ้นในที่สุด
☘️เมื่อยิ่งปฏิบัติ ก็ยิ่งชำระกิเลสออกได้มากขึ้นๆ
☘️พระปฏิบัติสายกรรมฐาน ท่านปฏิบัติทั้งชีวิต ย่อมได้ผลเลิศ ย่อมบรรลุธรรมได้
☘️พระสงฆ์ในสมัยพุทธกาล ก่อนจะบรรลุธรรม ท่านก็ต้องปฏิบัติยาวนานมาก นับไม่ถ้วนชาติมาแล้ว ท่านถึงจะชำระกิเลส ตัณหา อุปาทาน ได้หมดสิ้น
☘️การปฏิบัติในคอร์สของเรา จึงเทียบไม่ได้เลยค่ะ ต่อให้เป็นคอร์สยาว ก็นับเป็นระยะเวลาที่สั้นมากๆ เพิ่งสะกิดเกากิเลสเองค่ะ เมื่อเทียบกับท่านเหล่านั้น กิเลส ตัณหา อุปาทานที่ที่สั่งสมมานับไม่ถ้วนชาติของเราย่อมไม่มีทางขจัดได้ด้วยระยะเวลาที่สั้นเช่นนั้นค่ะ
☘️เว้นเสียแต่ว่าบางคนได้สร้างสมบารมี บ่มเพาะบารมี มาอย่างแก่กล้าหลายชาติ หลายภพ ปฏิบัติขจัดกิเลสมาทุกๆชาติ เพื่อจะมาสุกงอมในชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ท่านนั้นๆ ก็อาจใช้เวลาสั้นๆในการปฏิบัติก็จะพัฒนาไปถึงจุดสลัดละทิ้งนาม รูป จึงจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
☘️ในสมัยพุทธกาล จึงมีหลายท่าน ที่แค่ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ก็บรรลุเป็นพระอริยบุคคลได้ทันทีเลย ทั้งนี้เพราะบารมีท่านสุกงอมแก่กล้าถึงที่สุดแล้ว กิเลส ตัณหาของท่าน เบาบางแล้ว พร้อมแล้วที่จะบรรลุพระนิพพาน
ท่านมาชาตินี้ เพื่อต่อยอดบารมีที่สุกงอมของท่านจึง
☘️แต่พวกเราที่มาปฏิบัติกันในคอร์ส 10 วันหรือยาวกว่านั้น ยังมีอนุสัยกิเลสสั่งสมอยู่มากมายเหนือคณานับ ย่อมต้องพากเพียรปฏิบัติต่อไปให้มากๆ จะยาวนานเท่าไหร่นั้น เราไม่อาจทราบได้
☘️ตราบจนกิเลสหมดสิ้นจากใจนั่นแหละ จึงจะได้ถึงความเป็นอริยบุคคล ตั้งแต่ขั้นต้น จนถึงที่สุด