การปฏิบัติอยู่กับลมหายใจ / สมาธิ - สติ - การรู้เวทนา /อุเบกขาไม่ใช่สิ่งที่ต้อง “เอาไปวาง”
เมื่อเข้าหลักสูตร 10 วัน ครั้งที่2 ผมรับรู้เวทนาละเอียดได้ในบางจุดของร่างกายห่างๆกันมาก ส่วนมากจะเป็นความเจ็บปวด แน่นทึบ และไม่รู้ความรู้สึก
เมื่อเข้าหลักสูตร 10 วันครั้งที่3 ผมคิดว่า ถ้าจิตนิ่งมีสมาธิดี สงบ ไม่คิดว่อกแว่ก น่าจะรับรู้เวทนาละเอียดได้ทั้งตัว เลยใช้เวลาทำอานาปานสติเยอะ
ผลคือ พอจิตสงบจนลมหายใจหาย และพอเกิดความเบาสบาย ทั้งตัวไม่รับรู้เวทนาอะไรเลย มันว่างเปล่าทั้งตัว
ที่สำคัญ ขณะไล่ดูเวทนาที่ร่างกายตามลำดับ จิตมันจะวกมาที่ความสงบทุกที จนลืมไปเลยทุกครั้งว่าดูเวทนาถึงไหนแล้ว
เข้าใจว่า จิตไร้สำนึกมันไม่วางอุเบกขา มันชอบความสงบ ใช่มั้ยครับ?
ก่อนจะพบอาการสงบ เวลาดูเวทนา ผมจะรู้สึกถึงลมหายใจตลอดเวลาเลย
⬅️🔺ตอบ…
A: ขอแบ่งตอบ เป็นตอนๆ ตามที่เขียนและถามมานะคะ
จะมีต้องอธิบายตามมา 5 ประเด็นนะคะ…
🌱ประเด็นที่ 1 🌱
☘️ที่เขียนมาว่า…
“…ผมอยู่กับลมหายใจมากเกินไป ผมใช้เวลาฝึกดูลมกระทบในโพรงจมูกมาปีกว่า ก่อนจะเข้าหลักสูตรวิปัสสนาครั้งแรก จนเห็นเวทนาทั้งใบหน้าอยู่ตลอดเวลา แม้ขณะลืมตา …”
☘️ขอ Comment ว่า…
การปฏิบัติอยู่กับลมหายใจ ไม่มีคำว่ามากไปค่ะ ลมหายใจสามารถปฏิบัติให้เป็นวิปัสสนาก็ได้ เป็นสมาธิ หรือสมถกรรมฐานก็ได้ ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้อง
ถ้าต้องการปฏิบัติให้ก้าวหน้าในด้านสมาธิ ด้วยการใช้ลมหายใจ จิตต้องจดจ่ออยู่ในพื้นที่ๆเล็กที่สุด ที่ใต้ช่องจมูกเหนือริมฝีปาก และต้องรู้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ไม่มีสิ่งอื่นมาแทรกในการตามรู้นั้น
ถ้าจิตจดจ่อต่อเนื่องอย่างลึกซึ้ง และละเอียดจนสมาธิเลื่อนระดับเป็นอัปปนา จิตจะรู้อยู่อย่างเดียวที่ตรงนี้ โดยไม่มีความนึกคิดแทรกเลย และจะไม่รับรู้ร่างกายส่วนอื่นๆ
จิตจะสงบสงัดอย่างยิ่ง ที่เรียกว่าปัสสัทธิ เป็นความสงบที่เหนือกว่าความสงบปกติ มีสติตื่นรู้ตลอดเวลาที่จุดนี้ จิตเป็นเอกัคคตา จิตชัดเจนอยู่ในสมาธิ อาจเหมือนเคลิ้มแต่เป็นเคลิ้มไปอยู่ในสมาธิ
ซึ่งถ้าดูลมกระทบในโพรงจมูก อาจหยาบไปค่ะ คือเนื้อที่ ที่รู้ลมกระทบนั้นกว้างไป จิตจึงไม่ละเอียดและลึกพอ ดูไปนานๆ จิตอาจเผอเรอ เหมือนรู้ตรงนั้น แต่จริงแล้วไม่รู้ชัด จิตไม่คมพอ
ขอไม่อธิบายการดูลมหายใจที่เป็นวิปัสสนานะคะ เพราะที่เราฝึก เราฝึกดูวิปัสสนาด้วยใช้รู้เวทนา
ส่วนที่ว่าเมื่อมาฝึกวิปัสสนาครั้งแรก แล้วเห็นเวทนาทั้งใบหน้า ไม่ว่าลืมตาหรือหลับตา อันนี้เป็นปกติค่ะ เวทนาเกิด “ตลอดเวลา” และใน “ทุกส่วน” ของร่างกาย ดังนั้นอยู่ที่สติเรา ว่าไวต่อการรับรู้แค่ไหน และสติกำลังรับรู้ที่บริเวณไหนของร่างกาย และอาจรับรู้ตอนหลับตา หรือรู้ลืมตาก็ได้
🌱ประเด็นที่ 2 🌱
☘️ที่เขียนมาว่า…
“…เมื่อเข้าหลักสูตร 10 วัน ครั้งที่2 ผมรับรู้เวทนาละเอียดได้ในบางจุดของร่างกายห่างๆ กันมาก ส่วนมากจะเป็นความเจ็บปวด แน่นทึบ และไม่รู้ความรู้สึก…”
☘️ ขอ Comment ว่า…
นี่ก็ปกติของการรับรู้ตามเวทนาที่เกิดขึ้นจริงบนร่างกาย มีทั้งละเอียด ทั้งทึบ ทั้งไม่มีความรู้สึก และอีก 108 เวทนา ก็ใช่ทั้งนั้น
เราก็แค่รู้มันไปเฉยๆค่ะ ไม่ต้องไปเอะใจอะไร
หน้าที่เราคือ มีสติ ค่ะ มีสติตามรู้ทุกสิ่งอย่างที่เกิดบนกายนี้ รู้อย่างที่มันเกิด ไม่มีเวทนาไหนน่าให้ความใส่ใจทั้งสิ้น มันแค่เวทนาค่ะ มันมีหน้าที่ปรากฏ เรามีหน้าที่รู้ จบแค่ตรงนั้น ไม่ต้องใส่ใจมากกว่านั้น
เวทนามันมาแล้วก็หมดไป มีแค่นั้น
เราก็รู้มัน แล้วก็ผ่านไป มีแค่นั้น
🌱ประเด็นที่ 3 🌱
☘️ที่เขียนมาว่า…
“…เมื่อเข้าหลักสูตร 10 วันครั้งที่3 ผมคิดว่า ถ้าจิตนิ่งมีสมาธิดี สงบ ไม่คิดว่อกแว่ก น่าจะรับรู้เวทนาละเอียดได้ทั้งตัว เลยใช้เวลาทำอานาปานสติเยอะ
ผลคือ พอจิตสงบจนลมหายใจหาย และพอเกิดความเบาสบาย ทั้งตัวไม่รับรู้เวทนาอะไรเลย มันว่างเปล่าทั้งตัว
ที่สำคัญ ขณะไล่ดูเวทนาที่ร่างกายตามลำดับ จิตมันจะวกมาที่ความสงบทุกที จนลืมไปเลยทุกครั้งว่าดูเวทนาถึงไหนแล้ว…”
☘️ ขอ Comment ว่า…
สติ เป็นตัวรู้เวทนาค่ะ ไม่ใช่สมาธิ สติ คือความระลึกรู้
สมาธิเป็นการจดจ่อจิต มีจิตจดจ่ออยู่ที่อารมณ์เดียว อารมณ์ที่สติกำลังรับรู้นั้นอยู่
สมาธิ ถ้าต่อเนื่อง หรือมีอารมณ์เดียวต่อเนื่องไปไม่ขาดสาย จะข่มทับความว้าวุ่นในจิตต่างๆ หรือนิวรณ์ จิตจึงมีลักษณะสงบลงๆเป็นลำดับตามกำลังสมาธิ
สมาธิไม่ใช่ตัวการตามระลึกรู้ ไม่ใช่ตัวทำให้จิตไปรู้เวทนาหรือลมหายใจ
สติหรือการระลึกรู้ การรู้เท่าทันที่กาย และรู้ทันที่จิตของตัวเรา สติเป็นสิ่งที่เราต้องหมั่นพัฒนาให้มากที่สุดขณะปฏิบัติ
แม้สมาธิไม่ได้ต่อเนื่อง แม้มีความว่อกแว่ก แม้ฟุ้ง แต่เมื่อฝึกสติมากๆ สติที่ว่องไว และเข้มแข็งจะกระตุกจิตให้ทำหน้าที่กลับมารับรู้เวทนา รับรู้ลมหายใจ ขึ้นมาได้เสมอ จากนั้นก็อาศัยกำลังสมาธิประคองการรับรู้ให้ต่อเนื่องให้ได้มากที่สุดไป
การมีสมาธิต่อเนื่อง ช่วยตรงที่ทำหน้าที่ข่มนิวรณ์ เมื่อไม่มีนิวรณ์มากวน ย่อมทำให้สติสามารถทำงานรับรู้เวทนาได้ดีขึ้นเป็นลำดับ (ขึ้นกับกำลังของสมาธิ) สมาธิจึงช่วยตรงความต่อเนื่องของการตามรู้ แต่ไม่ใช่ตัวตามรู้เท่าทัน จึงไม่เกี่ยวกับการรู้เวทนา และไม่เกี่ยวว่าประเภทเวทนา ไม่เกี่ยวว่าจะรู้เวทนาจะชัดหรือไม่ชัด
ขณะที่จิตมีสมาธิอยู่อย่างแนบแน่นขั้นอัปปนา จิตจะไม่รู้เวทนาที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำวิปัสสนาไม่ได้ ไม่เห็นการเกิดดับ ไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะขณะนั้นจิตกำลังมุ่งจดจ่ออยู่กับอารมณ์เดียวอันใดอันหนึ่งอยู่ต่อๆ กันไปไม่ขาดสาย
แต่ถ้าถอนจากสมาธิขั้นอัปปนา มาเป็นขั้นอุปจารสมาธิ หรือถอยลงมาขั้นขณิกสมาธิ จิตจึงจะเห็นอนิจจังของเวทนาได้ เป็นวิปัสสนาได้
เพียงแต่ว่า ขั้นขณิกสมาธินั้น จิตจะถูกนิวรณ์รบกวนมาก จิตว่อกแว่กได้ง่าย ขณะที่สมาธิขั้นอุปจาระ จิตจะนิ่งมาก สงบมาก เหมาะควรแก่การงานทางจิตมาก เป็นสมาธิขั้นดีที่สุดสำหรับทำวิปัสสนา
🌱ประเด็นที่ 4 🌱
☘️ถามว่า…
“…เข้าใจว่า จิตไร้สำนึกมันไม่วางอุเบกขา มันชอบความสงบ ใช่มั้ยครับ?…“
☘️ตอบว่า…
ไม่ใช่ค่ะ…
ไม่มีที่ว่า จิตไร้สำนึกไม่วางอุเบกขา
ไม่มีที่ว่า จิตสำนึกชอบความสงบ
สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจ คือ อุเบกขาไม่ใช่สิ่งที่ต้อง “เอาไปวาง”
แต่อุเบกขาเป็นคุณสมบัติของจิตที่รู้ตามความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น รู้แล้วก็เฉยอยู่ ไม่หวั่นไหว ไม่มีปฏิกิริยา เป็นเพียงผู้รู้ ผู้ดู ผู้เห็น
เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติต้องฝึกฝน ให้เห็นความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่ง เมื่อจิตเข้าถึงความเป็นอนิจจัง ความเป็นไตรลักษณ์ จิตจะมีการวางอย่างสนิท ไร้ซึ่งปฏิกิริยาต่างๆต่อทุกๆ สภาวะธรรม ทุกเวทนา ทุกๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนกายหรือจิตของตน นี่คือ อุเบกขา
จิตไร้สำนึกเป็นคำอธิบายจิต ของทางตะวันตก แต่ในทางพระพุทธศาสนา จิตมีสี่ตัวที่อยู่ในขันธ์ห้า และถูกครอบงำด้วยอนุสัยกิเลส ที่หมักหมมสั่งสมต่อเนื่องกันมาชาติแล้วชาติเล่าในจิต
ตัวกิเลสเหล่านี้เอง ที่ทำให้เราสร้างสังขาร ด้วยการมีความชอบ ความชัง สร้างเงื่อนปมของชีวิตไม่หยุดยั้ง สร้างกรรมเวรเพราะขาดสติอยู่ทุกขณะ
🌱ประเด็นที่ 5 🌱
☘️ที่เขียนมาว่า…
“…ก่อนจะพบอาการสงบ เวลาดูเวทนา ผมจะรู้สึกถึงลมหายใจตลอดเวลาเลย…”
☘️ ขอ Comment ว่า…
ไม่เสมอไปหรอกค่ะ ที่เพียงแต่เราตั้งข้อสังเกตขึ้นมาเอง เราจึงเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ในความเป็นจริงแล้วไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรที่เป็นเช่นนั้นเสมอ
ขอให้ปฏิบัติอย่างตามดู ตามรู้ ไปซื่อๆ ไม่ต้องพยายามตั้งข้อสังเกต หรือทำความเข้าใจค่ะ ปล่อยให้จิตว่างจากความคิดและพัฒนาตัวรู้เพราะตัวสติไป
แล้วตัวธรรมะจากการภาวนาที่ถูกต้อง จะเข้าไปฝึกฝนจิตของเราเอง ตัวปัญญาอันเกิดจากภาวนา จะพัฒนาขึ้นมาเอง เมื่อเราหยุดใช้ความคิดอันมาจากจินตนาการ หรือจินตามยปัญญาในขณะที่เราปฏิบัติ