เวทนาชนิดต่างๆ เป็นเพียงเครื่องมือ เพื่อฝึกให้จิตมีความเป็นกลางอย่างที่สุดให้เป็น
🌸 A: ทั้งหมดก็คือเวทนาค่ะ ที่ปรากฏให้เรารู้มันเฉยๆ รู้แล้วก็ปล่อยมันไป อย่ากังวล หรือไปสงสัยมัน แค่ทำหน้าที่รับรู้อย่างที่มันเป็น จิตก็จะเป็นกลาง
จิตที่เป็นกลางก็คืออุเบกขา
🌱เวทนาจะเป็นรูปแบบไหน มันก็เป็นอนิจจัง ไม่ต้องใส่ใจสนใจให้ค่าอะไรกับด้วยการเรียกขานว่า นี่เป็นความเจ็บ ความชา ความซ่า หรืออะไรทั้งสิ้น ให้เห็นมันเป็นเพียงแค่รูปแบบหนึ่งของความรู้สึก
ซึ่งความรู้สึกหนึ่งเปลี่ยนไป ความรู้สึกใหม่ก็เกิดขึ้นเสมอ เพราะกายและจิตเกิดดับตลอดเวลา แม้ความรู้สึกเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันก็คือความรู้สึกชนิดหนึ่งอยู่นั่นเอง
ดังนั้น ความรู้สึกจะเป็นเช่นไร หน้าที่ของเราก็แค่ยอมรับมัน ยอมรับอย่างที่มันเป็น การยอมรับทุกๆความรู้สึก ก็คือการที่ใจเราเป็นอุเบกขาอยู่นั่นเอง
🌱ผู้ปฏิบัติใหม่ๆ มักจะสนใจประเภทของความรู้สึก หรือเวทนา เมื่อสนใจมัน จิตจะปรุงแต่งต่อไปได้ง่าย
เช่น ถ้ารู้สึกเจ็บ ก็จะปรุงแต่งต่อความเจ็บนั้น เป็นความไม่ชอบ เป็นความกังวล หรือเริ่มมโนไปต่างๆ ทั้งจริงและไม่จริง
แต่ถ้าเราในฐานะผู้ปฏิบัติ แค่รู้ว่าความรู้สึกชนิดหนึ่งเกิดขึ้น โดยไม่เรียกชื่อมันว่าเป็นความเจ็บ แต่เห็นมันเป็นเพียงความรู้สึกชนิดหนึ่ง นี่คือการวางจิตได้ถูกต้อง
ต่อมา เมื่อมีความรู้สึกอื่นเกิดขึ้นอีก เช่น ความคัน ความซ่า ความเบา ความตึง ก็ไม่ไปหลงเรียกชื่อมันว่าเป็นความคัน ความซ่า ความเบา ความตึง แต่เห็นทุกประสบการณ์บนร่างกายเป็นเพียงความรู้สึกหนึ่ง นี่ก็ความรู้สึกหนึ่ง นี่ก็ความรู้สึกหนึ่ง นี่ความรู้สึกหนึ่ง เช่นนี้
เพราะทุกอย่าง ก็คือ ความรู้สึกชนิดหนึ่ง มันมีค่ากับเราเพียงเท่านั้น ไม่มีค่าอื่นให้เราต้องให้ความสำคัญ หรือสนใจ
🌱ถ้าใจเรามองแต่ละความรู้สึกด้วยจิตแบบนี้ คือจิตที่เป็นกลาง รู้ถึงความรู้สึก แต่ไม่รู้หรือไม่ไปสนใจให้ค่าว่าความรู้สึกนั้นคืออะไร จิตก็จะไม่หวั่นไหวต่อความรู้สึกทุกชนิด คำว่าไม่หวั่นไหวคือ จิตสงบเฝ้าดูอยู่เท่านั้น ไม่เอะใจ ไม่สงสัย ไม่ให้ความหมาย ไม่ให้คุณค่า ไม่สนใจ เมื่อจิตวางมันได้อย่างสนิทเช่นนี้ จิตจึงจะเป็นกลางอย่างแท้จริง และความเป็นกลางของจิตก็คือจิตเป็นอุเบกขา
🌱ผู้ปฏิบัติมาเพื่อฝึกความเป็นกลางของจิตเท่านั้น นี่คือการฝึกวิปัสสนาที่ถูกต้อง ส่วนเวทนาชนิดต่างๆ เป็นเพียงเครื่องมือ เพื่อฝึกให้จิตมีความเป็นกลางอย่างที่สุดให้เป็น
และต้องฝึกให้จิตสงบนิ่งเฉยตามรู้อยู่เช่นนี้ ด้วยใจเช่นนี้ ใจที่มีความเป็นกลางเช่นนี้อย่างต่อเนื่องไปขณะแล้วขณะเล่า
ขณะที่เวทนาต่างๆผลัดกันแสดงให้เราดู แต่เราไม่ไปเอะอะกับมันแม้แต่เวทนาเดียว แค่วางใจให้สงบเย็น เฝ้าดูมันไป
จิตที่ถึงซึ่งความเป็นกลางอย่างแท้จริงได้ ก็คือจิตที่ได้ปัญญา เห็นความเป็นอนิจจังของทุกสังขารอยู่
🌱เวทนาที่ปรากฏขึ้นมา ล้วนมาจากสังขารต่างๆ ทุกเวทนามีเหตุมีปัจจัยของมันที่ทำให้เกิดขึ้น
เมื่อเวทนาเปลี่ยนแปลงไป ก็เป็นเพราะเหตุปัจจัยนั้นๆ ที่เป็นเหตุของเวทนานั้นมันดับไป
🌱ดังนั้น ถ้าเราเห็นทุกเวทนาเป็นสิ่งเดียวกัน จิตไม่ไหวขึ้นไหวลงไปกับการปรากฏของเวทนา จิตสามารถวางเฉยอยู่ เป็นกลางอยู่ จิตสงบอยู่ นิ่งอยู่ ตามเฝ้าดูการแสดงตัวของเวทนาต่างๆ อยู่ โดยเห็นมันเป็นสิ่งเดียวกัน คือเห็นตัวลักษณะความไม่เที่ยงของมันเหมือนๆกัน จิตจะค่อยๆได้รับการฝึกฝนให้อยู่กับแต่ละเวทนาด้วยใจชนิดเดียวกันได้ ปัญญาที่แท้ จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อจิตมีคุณสมบัตินี้เท่านั้น
🌱อาการบนร่างกายที่เกิดในห้องปฎิบัติ โดยมากแล้วไม่ใช่ปัญหาอะไรที่ต้องกังวล ในที่สุดอาการเหล่านั้นก็จะหายไป แต่ถ้ามีความเจ็บป่วยที่เป็นเกี่ยวกับสุขภาพทางกาย ที่เราอาจเคยมีมาก่อนแล้วไม่ได้สังเกต แต่เมื่อเข้าปฏิบัติแล้วสังเกตได้ชัด ก็ลองรับรู้มันไปด้วยใจเป็นกลาง รู้อย่างสบายๆ ต้องสบายใจก่อน
🌱ถ้าใจสงบ เป็นสุขอยู่ และไม่สนใจ ใส่ใจกับมันมาก ปกติแล้วมันก็จะหมดค่าและสลายหายตัวไปเอง
แต่ถ้าใจแอบกังวล แอบมองว่ามันหายไปหรือยัง แอบสนใจใส่ใจมันแม้โดยไม่ได้ตั้งใจแต่ก็อดใจไม่ได้ที่จะไปแอบส่องมัน (จากสังขารตัวความกังวลของเรา อันคือกิเลสหนึ่งของเรา) เราจะเริ่มเป็นเหยื่อของความกังวลนั้น
🌱เมื่อเราแอบกังวล แอบใส่จิตที่มีกิเลสฝังแฝงอยู่เข้าไป จิตก็จะแอบปรุงแต่งเพิ่ม แอบสร้างสถานการณ์เพิ่ม ฯลฯ จนยิ่งทำให้ใจก็กังวลมากขึ้น
เมื่อใจกังวลมากขึ้นใจก็จะไปรู้สึกในส่วนนั้นมากขึ้น และทำให้เกิดปัญหาเพราะใจสร้างปัญหาขึ้นมาได้เช่นกัน ใจของคนเรานั้นมีกำลังมาก สามารถสร้างความเจ็บไข้ได้ป่วยให้บุคคลนั้นได้เลย
🌱ปกติแล้วใช้ชีวิตประจำวัน ความรู้สึกต่างๆก็จะมีอยู่อย่างเป็นปกติ แต่เราไม่เคยฝึกจิตให้รับรู้มัน (นอกจากมันจะชัดเจนมากเท่านั้น) แต่เมื่อมาปฏิบัติ จิตของเราละเอียดขึ้น เราจึงไวต่อสัมผัสต่างๆได้มากขึ้น แม้ความสัมผัสที่เล็กน้อยและละเอียดอ่อน เราก็อาจรู้สึกได้ตลอดวัน หรือบางเวลาของวัน การที่เรารับรู้ความรู้สึกต่างๆ ตามส่วนต่างๆของร่างกายได้มากขึ้น ก็เพราะความไวของสติ จากการมาฝึกปฏิบัติเท่านั้นเอง เวทนาเหล่านั้นจึงไม่มีอะไร ให้ต้องกังวล
ตรงกันข้ามในเมื่อเรารับรู้เวทนาได้ด้วยสติ เราควรฝึกตัวปัญญาด้วยการวางเฉย มีใจเป็นกลางสงบรับรู้มันอยู่ ฝึกใจประเภทนี้ฝึกการวาง ฝึกการปล่อย ฝึกอุเบกขา
🌱จิตของเราที่ได้รับการฝึกในคอร์สให้รับรู้เวทนาได้ไวขึ้น เราจึงไปรู้สึกตรงนั้น ตรงนี้ แบบนั้น แบบนี้ ได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง ถ้าเราแค่รับรู้และปล่อยมันผ่านไปได้ สิ่งนั้นๆมันก็จะไม่เป็นอะไรกับเรา แต่เป็นตัวฝึกจิตของเราเท่านั้น
แต่ถ้าเราไปให้ความสำคัญ ด้วยความกังวลถึงมัน สิ่งนั้นก็จะเป็นปัญหากับเราขึ้นมา พระสงฆ์องค์เจ้าที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านจะไม่ใส่ใจกับเวทนาชนิดต่างๆบนร่างกายเลย แม้เวทนานั้นจะแก่กล้าเพียงใด จิตท่านก็วางเฉยไม่ใส่ใจกับมันได้
🌱นักปฎิบัติที่เป็นพวกเราก็เช่นกันค่ะ เราต้องฝึกให้ใจสงบเย็นเป็นปกติอยู่ไม่ว่าเราจะรับรู้อะไรอยู่ก็ตาม