← 🍃ธรรมมรรคา
20628 ม.ค.67อ่าน ~11 นาที

จิตเป็นกลางขณะรับรู้เวทนาคืออย่างไร? /จิตที่รับรู้เวทนาหลายที่ เป็นจิตที่มีสมาธิหรือไม่?

❓ ปุจฉา (คำถาม)
ขณะไล่สำรวจดูเวทนา เวทนาที่เจ็บปวด แน่นแข็ง เช่น บริเวณพื้นที่กดทับเวลานั่ง

รู้สึกแล้วผ่านไปเลย หรือสังเกตุดูสักครู่แล้วค่อยผ่านไป หรือดูจนกว่าจะ

เห็นเวทนาเจ็บแน่นเปลี่ยนไปครับ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A1: 🔸รับรู้แล้วผ่านไปได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องเฝ้าดูจนเวทนานั้นหายไป

ให้ดูด้วยใจเป็นอุเบกขา ใจเป็นกลาง ไม่มีปฏิกิริยาใดใดต่อเวทนานั้น

ไม่ว่าเวทนานั้นจะยังอยู่ จะหายไป หรือจะเปลี่ยนไปเป็นเวทนาอื่น ก็ให้รักษาใจ ให้วางเฉยเป็นกลางอยู่ตลอดเวลา

🔸เวลารับรู้เวทนา ไม่ไปให้ค่าว่า นี่เป็นความเจ็บ นี่เป็นความแน่น ความตึง หรือความรู้สึกใดๆ

แค่ให้รู้ว่ามีความรู้สึกหนึ่ง กำลังปรากฏอยู่ ณ ที่บริเวณนั้น ณ ขณะนั้นอยู่ เท่านั้น

🔸ถ้าความรู้สึกนั้นมันเปลี่ยนไป เป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง ให้แค่ตามรู้ไป

🔸รับรู้ด้วยจิตไปอย่างต่อเนื่องว่า ขณะหนึ่งๆ จิตกำลังรับรู้อยู่ที่ส่วนหนึ่งของร่างกาย ขณะถัดไปจิตก็กำลังรับรู้อีกส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยไม่ต้องใส่ใจว่าสิ่งที่รับรู้นั้นเรียกว่าอะไร หรือมันคืออะไร หรือมันเกิดจากอะไร

🔸การให้ค่าว่าเป็นความรู้สึกประเภทใด จิตมักจะหวั่นไหวตาม

จิตจะเกิดความชอบ ความชัง ขึ้นมาในส่วนลึก จิตก็จะสูญเสียสมดุลย์ สูญเสียความเป็นกลาง หรืออุเบกขาไป

🔸ดังนั้นให้แค่รับรู้ว่า ตรงนี้มีความรู้สึกหนึ่งเกิดอยู่ เพียงเท่านั้น

จะรับรู้บริเวณนั้นแล้วเคลื่อนไปเลย หรือจะรับรู้บริเวณนั้นแล้วอยู่ครู่หนึ่ง หรือรับรู้บริเวณนั้นแล้วอยู่พักใหญ่ก็ได้ทั้งนั้น

🔸หลักอยู่ที่ จิตเป็นกลาง ขณะที่รับรู้เวทนานั้นๆอยู่ เป็นกลาง และไม่ประเมินค่าความรู้สึกเหล่านั้น

Q2: ขณะที่สังเกตดูเวทนาที่เจ็บในพื้นที่หนึ่งนั้น ก็จะรู้สึกถึงเวทนาที่ยิบยับในพื้นที่อื่นๆด้วยในเวลาเดียวกัน แบบนี้เรียกว่าสมาธิไม่นิ่ง หรือเปล่าครับ

A2: 🔸ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่า เวทนานั้นเกิดทั่วร่างกายในทุกอณูของร่างกาย เกิดอยู่ทุกเวลา เกิดอยู่ทุกขณะค่ะ เพียงแต่จิตเราไม่ได้ไปรับรู้มัน

🔸การที่เรารับรู้เวทนา รับรู้ได้เพราะจิตเราไปรู้ค่ะ จิตเราไปสนใจจ่ออยู่ที่บริเวณนั้น เราจึงรู้สึกถึงเวทนาบริเวณนั้น

🔸แต่ถ้าจิตเรากำลังจดจ่ออยู่ที่สิ่งอื่น หรือกำลังสนใจสิ่งอื่นอยู่ เช่น จิตสนใจดูภาพที่ตาเห็นอยู่ หรือสนใจฟังเสียงที่หูได้ยินอยู่อย่างจดจ่อ จิตเราก็ไปทำงานอยู่ที่ตาหรือหู เราจึงไม่รับรู้เวทนาบนร่างกาย

🔸เว้นเสียแต่เวทนานั้นจะชัดเจนมาก จนสามารถดึงความสนใจของจิตเราให้ไปรับรู้ได้ เช่น ความเจ็บปวด ความคัน ความอึดอัด ความสั่น ความรู้สึกที่ชัดเจนหรือรุนแรงต่างๆ เป็นต้น

🔸สำหรับผู้ที่ปฏิบัติที่หมั่นฝึกสติ จนสติมีความว่องไว รู้เท่าทันสิ่งต่างๆกลกายและใจของเราได้เร็ว เขาก็จะรับรู้เวทนาในส่วนต่างๆ ทั่วทั้งร่างกายได้เป็นปกติ

🔸จากนี้ ขอขยายความเพื่อตอบคำถามว่าจิตที่รู้ความเจ็บปวดด้วย และและรู้ความยิบยับด้วยนั้นคือจิตที่มีสมาธิหรือไม่

🔸การที่เรารับรู้เวทนาที่เป็นความเจ็บปวด แล้วก็ไปรับรู้เวทนายิบยับในที่อื่น ด้วยนั้น เป็นเพราะจิตเรารับรู้เวทนาทั้งสองอย่าง “สลับ” กันไป

🔸จิตคนเรานั้น จะสามารถรับรู้อารมณ์ได้เพียงอย่างเดียวในขณะหนึ่ง ๆ

แต่เพราะจิตเกิดดับเร็วมากๆ (จิตเกิดขึ้นและดับไป รวดเร็วกว่าความเร็วของแสง)

🔸ดังนั้น เมื่อจิตรู้ความเจ็บปวดอยู่ แล้วจิตที่รู้ความเจ็บปวดนั้นดับไป จิตใหม่ก็จะเกิดขึ้น และอาจไปรับรู้ความรู้สึกยิบยับในส่วนอื่นของร่างกาย จากนั้นจิต ที่รู้ความย่อยยับก็ดับไป แล้วจิตใหม่ที่เกิดขึ้นก็กลับมารู้ความเจ็บปวดอีก แล้วจิตที่รู้ความเจ็บปวดก็ดับไปอีก แล้วจิตก็ไปรู้ความรู้สึกยิบยับแบบนั้นอีก…จิตได้เกิดและดับ รับรู้เวทนาทั้งสองอย่างนี้สลับกันไปมาอย่างรวดเร็ว(กว่าความเร็วแสง)

🔸ความรับรู้ของจิตของปุถุธรรมดา จะตามไม่ทัน ถึงความเกิดดับอันรวดเร็วอย่างยิ่งนี้ จึงดูเหมือนว่า เรารับรู้เวทนาทั้งสองอย่างไปพร้อมๆกัน

🔸ถ้ากล่าวในส่วนสมาธิ สำหรับผู้ที่ปฏิบัติแล้วมีสมาธิขั้นขณิกสมาธิ คือมีสติรับรู้เป็นบางขณะ ไม่ต่อเนื่องกันไป การรับรู้อารมณ์มากกว่าหนึ่งอย่างย่อมีเกิดขึ้นเป็นปกติ คือรับรู้สองอย่างหรือมากกว่าสองอย่างสลับกันไปอย่างรวดเร็ว โดยจิตเราตามไม่ทัน (เช่น จิตรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่บริเวณหนึ่ง และจิตก็รู้สึกถึงความยิบยับที่อีกบริเวณหนึ่ง และจิตก็มีความคิดผุดขึ้นมาด้วย เป็นต้น) ทำให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกเหมือน ว่าตนกำลังรับรู้หลายอารมณ์ไปพร้อมกัน (คำว่าอารมณ์ คือ สิ่งที่ถูกรู้ด้วยจิต)

🔸แต่ถ้าจิตมีสมาธิขั้นสูงขึ้น คืออุปจารสมาธิ และอัปนาสมาธิ จิตจะทำงานจดจ่อต่อเนื่องกับการรู้อารมณ์เพียงอารมณ์เดียว

🔸จิตจะรู้เรื่องเดียวติดต่อ ต่อเนื่องกันไปยาวนาน จิตจะไม่ออกไปรับรู้อารมณ์อื่นนอกเหนือจากอารมณ์หลักที่จิตกำลังจดจ่ออยู่ด้วยสมาธิขั้นสูงขึ้นนั้น

🔸กล่าวคือ เมื่อจิตรู้ความรู้อารมณ์หนึ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วดับไป จิตถัดไปก็จะรับรู้เรื่องเดียวกันนั้นแล้วก็ดับไป จิตถัดไปก็จะรับรู้เรื่องเดียวกันนั้นแล้วดับไป ต่อๆกันไปไม่ขาดสายเช่นนี้ รับรู้หนึ่งเดียวต่อเนื่องกันไปไม่ออกไปรับรู้อารมณ์อื่น

🔸ทั้งนี้เพราะ จิตมีสมาธิกำกับไว้ ให้รู้เป็นหนึ่งเดียว ที่เรียกว่ามีจิตเอกัคคตา มีจิตเป็นหนึ่งในอารมณ์หนึ่งเดียวต่อๆกันไป

🔸ดังนั้นถ้าให้สรุปคำตอบ ว่าจิตเสียสมาธิไปไหม ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่ และใช่ค่ะ

▪️ที่ว่าไม่ใช่ หมายถึง แม้สมาธิอ่อนไปบ้างคือ มีสมาธิเป็นขณะ ขณะ ทำให้จิตรับรู้หลายอารมณ์ถัดๆกันไป สำหรับการปฏิบัติวิปัสสนาแล้ว ก็ทำได้อยู่ค่ะ ตราบใดที่จิตมีสติตามรู้เท่าทันทุกอารมณ์ทั้งหลายนั้น ตัวสติเป็นหัวใจสำคัญ สำหรับวิปัสสนา แม้สมาธิจะไม่ได้เป็นหนึ่งในอารมณ์เดียว

▪️ที่ว่า ใช่ คือในแง่ของสมาธิ จิตไม่นิ่งเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่จิตที่เป็นสมาธิขั้นดี

🔸การที่จิตรับรู้มากกว่าหนึ่งอารมณ์ คือรู้ทั้งความเจ็บปวด และความยิบยับตามที่ถามมานั้น เป็นเพราะจิตยังมีสมาธิอ่อนอยู่ คือเป็นสมาชิกขั้นขณิกสมาธิ จึงออกไปรับรู้อารมณ์ต่างๆที่จรเข้ามา

🔸แต่ถ้าผู้ปฏิบัติเป็นผู้ที่มีสมาธิถึงขั้นอุปจารสมาธิขึ้นไป ซึ่งเป็นสมาธิที่มีคุณภาพสูง เมื่อจิตเป็นจิตที่มีสมาธิคุณภาพสูงนี้ เมื่อมาปฏิบัติวิปัสสนา จิตจะมีสติต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทำงานรับรู้สิ่งต่างๆ ไม่ขาดสาย

🔸การต่อเนื่องของการรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ได้ยาวนาน จิตไม่ออกไปฟุ้งนอกเรื่องราว จิตไม่ถูกนิวรณ์ (ความอยาก ความไม่พอใจ ความฟุ้ง ความง่วง ความลังเล ) ครอบงำได้เลย ย่อมทำให้การปฎิบัติวิปัสสนาเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง

🔸นี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า เวลาช่วงทำสมาธิ ต้องทำให้จิตแหลมคม เพื่อจะได้ผ่าตัดกิเลสออกได้ลึกที่สุด เมื่อไปทำวิปัสสนา

🔸ซึ่งท่านหมายความว่า ถ้าทำสมาธิได้ดีมากๆ สมาธิจะกดทับความก่อกวน ประการที่เกิดจากนิวรณ์ได้ทั้งหมด

ทำให้เมื่อปฏิบัติวิปัสสนา จิตมีการขุดลอกสังขารได้ต่อเนื่องไม่ขาดตอน จึงมีการขุดลอกสังขารออกไปจำนวนมาก การปฏิบัติย่อมก้าวหน้าได้เร็วมากเช่นกัน