ความสงบจากการปฏิบัติวิปัสสนา /การมีอุเบกขาจิตคือการ “ปล่อย”
สอบถามอาจารย์ครับ
Q1) อาการ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา เป็นการฝึกสมถะสมาธิ ไม่เกี่ยวกับการฝึกอานาปานสติ วิปัสสนาแบบของเราใช่หรือไม่?
Q2) เมื่อเช้าผมปฏิบัติวิปัสสนา รู้สึกถึงกระแสคลื่นเบาๆ สบายทั้งตัว ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไล่ขึ้นลง ลงขึ้นหลายรอบ มีสติ + สมาธินิ่งนานกว่า 1 ชั่วโมง
อาการแบบนี้เกี่ยวข้องกับอาการตามข้อ 1 ยังไง? หรือไม่เกี่ยวกัน เพราะผมไม่ได้รู้สึกปลื้มปิติ หรือสุข แต่รู้สึกว่าเบาสบายทั้งตัว สงบ มีสติรับรู้คลื่นเบาๆตลอดร่างกาย
ขอความกรุณาอาจารย์ให้ความกระจ่างหน่อยครับ
A1) ใช่ค่ะ
วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา เป็นองค์แห่งฌาน ของณานขั้นที่หนึ่ง หรือ ปฐมฌาน
ฌาน เป็นผลจากการปฏิบัติสมถกรรมฐาน หรือการทำสมาธิจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิ
สมาธิ หรือสมถกรรมฐาน มีเป้าหมายเพื่อความสงบยิ่งเป็นหนึ่งเดียวของจิต
การทำสมาธิหรือสมถกรรมฐาน แม้จะ ระงับหรือบรรเทากิเลสได้ดี แต่ก็ไม่ สามารถทำลายอนุสัยกิเลสได้
การได้ฌาน แม้ถึงขั้นสูงสุด คือฌานแปด (หรือ 9) ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดปัญญารู้ความเป็นจริงของธรรมชาติได้ ไม่สามารถรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของสรรพสิ่ง เมื่อไม่รู้ จึงไม่ละ ไม่วาง เมื่อไม่รู้จึงยังยึดมั่นถือมั่น จึงไม่สามารถสละกิเลสจนสิ้นเชิงได้
นอกจากนี้ แม้ในศาสนาอื่น หรือลัทธิอื่น ก็สามารถฝึกสมาธิจนได้ฌานได้ เมื่อสมาธิดีขึ้นจนถึงระดับสมาธิ ก็จะต้องประกอบด้วยองค์ฌานทั้งห้านี้เสมอ
ความแตกต่างของสมาธิในลัทธิอื่นศาสนาอื่นเมื่อเทียบกับสมาธิในพระพุทธศาสนา ก็ตรงที่พุทธศาสนาเป็นสัมมาสมาธิ คือ เป็นสมาธิ ที่มีศีลเป็นบาท เป็นฐาน และเป็นสมาธิที่เป็นบาทเป็นฐาน สู่ปัญญาแห่งพระนิพพาน
A2) ความรู้สึก “กระแสคลื่นเบาๆ สบายทั้งตัว ตั้งแต่หัวจรดเท้า…“ ดังกล่าวเป็นเวทนาค่ะ
เป็นเวทนาประเภทละเอียด ที่เกิดกับผู้ปฏิบัติได้เป็นปกติค่ะ เมื่อใจสงบลงและเมื่อกายไม่มีเวทนาหยาบในบริเวณต่างๆอยู่
ส่วนที่ว่ามีสติ + สมาธินิ่ง นานกว่า 1 ชั่วโมง ถ้ามีสติต่อเนื่อง ตามเฝ้ารู้เวทนา(ที่ละเอียดนั้น) ได้อย่างต่อเนื่องไม่ฟุ้ง ไม่หวั่นไหวด้วยนิวรณธรรม ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดี
ดี ตรงที่จิตมีสติอยู่ มีสติที่เฝ้าตามรับรู้เวทนาได้อย่างต่อเนื่องไป โดยไม่มีปฏิกิริยาชอบหรือชัง (เป็นอุเยกขา) ต่อเวทนาละเอียดนั้น
อย่างไรก็ดีขอให้สังเกตด้วยว่า ขณะที่มีสติรู้เวทนาที่สั่นสะเทือนอย่างละเอียดเบานั้นอยู่ ใจมีความพอใจไปกับการรับรู้ไหม ถ้าเพลิดเพลินไปเรื่อยๆ ให้ระวังว่า จิตอาจกำลังเสียสมดุลได้เช่นกัน คือ แอบพอใจ
ความสงบอันเกิดจากสมาธิขั้นสูงๆ ขึ้นไป กับ ความสงบอันเกิดจากดารปฏิบัติวิปัสสนา จะมีความแตกต่างกันอยู่ค่ะ
โดยสรุป ประสบการณ์ที่เขียนเล่ามานั้น เป็นความสงบที่เกิดได้จากการปฏิบัติวิปัสสนาค่ะ
Q3) : ขอเพิ่มเติมเล็กน้อยเพื่อตอบคำถามที่ว่า
“…อาการแบบนี้เกี่ยวข้องกับอาการตามข้อ 1 ยังไง? หรือไม่เกี่ยวกัน เพราะผมไม่ได้รู้สึกปลื้มปิติ หรือสุข แต่รู้สึกว่าเบาสบายทั้งตัว สงบ มีสติรับรู้คลื่นเบาๆตลอดร่างกาย …”
ตอบเพิ่มเติม Q3) : วางอุเบกขาเฝ้าดูเฉยๆ ครับ ไม่ใช่มีแค่เบาสบายทั้งตัว รู้สึกมีหนัก เค้น ตึง ของกล้ามเนื้อบางจุดผสมกันไปด้วย และสามารถวางอุเบกขาตามที่ท่านอาจารย์สอนไว้ได้ครับ
ผมปฏิบัติตามแนวทางนี้มา 3 ปีแล้ว เพิ่งรู้สึกถึงเวทนาเบาสบายทั้งตัวเช้าวันนี้เอง วันที่ 24 นี้จะเข้าหลักสูตร 10 วันครั้งที่ 3 ขอบพระคุณครับ
A3) การปฏิบัติธรรมไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิหรือการทำวิปัสสนา ความสงบและความรู้สึกเบากายสบายใจ สามารถเกิดขึ้นได้ ตามเหตุปัจจัยของมัน
ส่วน วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา นั้นเป็นองค์ฌานซึ่งเกิดจากการปฎิบัติสมาธิ จนได้ปฐมฌานเท่านั้น
ดังนั้น จึงไม่ได้เกี่ยวข้อง และไม่ได้เป็นองค์ธรรมที่จะเกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนา
ปีติ ในองค์ฌานนี้ (เมื่อได้อัปปนาสมาธิ) หมายถึง ผรณาปีติ คือ ปีติซาบซ่าน (เป็นปีติที่ให้ความรู้สึกที่เย็นซาบซ่าน ความซาบซ่านจะไหลเอิบอาบไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย
สุข ในองค์ฌาน คือกายิกสุข เป็นสุขเวทนา ผู้ที่ปฏิบัติถึงขั้นได้ฌานขั้นนี้ จะไม่มีโทมนัสเวทนา ไม่มีความทุกข์เร่าร้อนทางใจ ผู้ปฏิบัติจึงรู้สึกเป็นสุขรู้สึกกายเบา ใจเบา
▪️การได้เวทนาเบา สบาย แล้วมีใจเป็นกลางอยู่ เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
▪️ทำนองเดียวกัน การมีเวทนาที่เจ็บปวด ตึง หยาบ ไม่สบาย แล้วมีใจเป็นกลางอยู่ ก็เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
▪️ตัว “ใจ” ต้องเป็นแบบเดียวกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะกำลังเฝ้าตามดู ตามรู้อะไรอยู่
ใจจะมีลักษณะแบบเดียวเท่านั้น ต่อทุกปรากฏการณ์ นี่จึงจะเรียกว่า ใจเป็นกลาง หรืออุเบกขา
▪️ใจที่เป็นกลางจริง จะมีลักษณะสงบเย็น มีความเบา ความผ่อนคลาย ความนุ่มนวลอ่อนโยน
เพราะใจได้ปล่อยวางจริง ใจพ้นจากความเกี่ยวข้องกับเวทนาได้โดยสิ้นเชิงจริง นี่จึงเป็นอุเบกขาที่แท้จริง
▪️ผู้ปฏิบัติส่วนมากมักคิดว่า ต้องเอาอุเบกขามาวางที่เวทนา จึงเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
เช่น เมื่อเจ็บ ก็พยายามเอาอุเบกขาไปวางเพื่อไม่ให้เกิดความไม่พอใจ เมื่อสุขสบาย ก็พยายามเอาอุเบกขาไปวางเพื่อไม่ให้เกิดความพอใจ
▪️แท้จริงแล้ว การมีอุเบกขาจิต คือการ “ปล่อย” ค่ะ ปล่อยให้สนิท
▪️ปล่อยให้มันเป็นไปตามนั้นของมัน เราแค่ดูมันเป็นไปของมันด้วยใจร่มๆ ชิลๆ พระท่านว่า ดูมันไปซื่อๆ
▪️คือ เราไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยด้วยการพยายามจะไปวางอุเบกขา
เพียงรักษาใจเราให้สงบเย็น ให้เบา ให้ผ่อนคลาย ไปในขณะที่มีสติตามรับรู้เวทนาไปทั่วร่างกาย
▪️นี่คือ“การวาง” ให้ “เป็น” อย่างแท้จริง
▪️อุเบกขาในวิปัสสนา คือ ตัตรมัชฌัตตาเจตสิก
คือ การที่ใจมีความเป็นกลาง ไม่มีความหวั่นไหวใดๆหลงเหลืออยู่อีก ใจจึงเบาได้อย่างแท้จริง