← 🍃ธรรมมรรคา
2758 มิ.ย. 69อ่าน ~14 นาที

รู้สึกยากลำบากในการปฏิบัติ วางอุเบกขาไม่ได้ ยังอยากอยู่ในเส้นทางนี้ ขอคำแนะนำ

❓ ปุจฉา (คำถาม)
มีความตั้งใจปฏิบัติมาประมาณ 5 ปีแล้ว เข้าคอร์ส 20 วันมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ยังมีความยากลำบากอยู่ โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้
ตลอดการเข้าคอร์สมีความอึดอัด บีบคั้น เครียด เบื่อหน่าย ทรมานมากจากนิวรณ์และพายุอารมณ์ต่างๆที่รับรู้แล้วไม่สามารถวางอุเบกขาได้ รวมทั้งมีปัญหาเรื่องสุขภาพ (ปวดเข่า, เส้นเลือดขอดต้องยกขาสูง นอนหลับไม่ดีทำให้อ่อนเพลีย)
ตอนเข้าคอร์ส พอถึง day 3 ก็เริ่มมีอาการแบบนี้แล้ว แต่ก็อยู่จนครบ ระหว่างปฏิบัติมีความง่วงและนั่งหลับบ่อย เนื่องจากนอนหลับได้ไม่ดี จนอาจารย์ต้องเรียกไปพบถามสาเหตุ และพยายามให้แก้ไข ตัวเองก็พยายามและตั้งใจที่จะไม่หลับอย่างสุดความสามารถ แต่อาจารย์ก็บอกว่ายังเห็นหลับเป็นส่วนใหญ่
ช่วงแรกฟังเสียงคำสอนและธรรมะบรรยายแล้วรู้สึกดีตั้งใจฟังได้ประโยชน์เต็มที่ แต่ช่วงหลังๆมานี้รู้สึกอึดอัดเครียด เบื่อหน่าย รู้สึกซ้ำๆ
ยังอยากอยู่ในเส้นทางสายนี้แต่เริ่มไม่มั่นใจว่าจะเข้าคอร์สได้จนครบหลักสูตรหรือไม่
อยู่บ้านพยายามนั่งให้ได้เช้าเย็น แต่ก็ยังนั่งได้ไม่ค่อยครบ เนื่องจากติดภารกิจบ้าง มีความเพียรไม่มากพอบ้าง เวลานั่งก็จะหลับเกือบทุกครั้งแต่ก็พยายามฝืนไม่หลับ
ตอนนี้มีความตั้งใจอย่างมากที่จะเข้าคอร์ส 20 วันอีกเพื่อพัฒนาธรรมะ แต่ไม่มั่นใจว่าจะเกินกำลังหรือไม่ เหมือนอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า
ขอความกรุณาอาจารย์ให้คำแนะนำด้วยค่ะว่าควรจะทำยังไงดี หรือควรจะเข้าคอร์ส 10 วันให้มีอุเบกขาดีขึ้นกว่านี้ก่อน แล้วถึงจะค่อยพิจารณาเข้าคอร์สยาว
กราบขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

275
รู้สึกยากลำบากในการปฏิบัติ วางอุเบกขาไม่ได้ ยังอยากอยู่ในเส้นทางนี้ ขอคำแนะนำ

🌿🌿มีคำถาม/ตอบ มาแบ่งปันค่ะ 🌿🌿

A: ความยากลำบากต่างๆ ในการปฏิบัติอาจเกิดขึ้นได้เป็นปกติค่ะ ขึ้นอยู่เหตุปัจจัยของมัน

ความยากลำบากเหล่านี้ หลักๆ คือ “สังขาร” ที่เราสร้างมา ที่ปรากฏในรูปแบบต่างๆ ของเวทนา หรือ ประสบการณ์การปฏิบัติ

ซึ่งจะมีทั้งความยากลำบากนาๆ ชนิด (เช่น อึดอัด บีบคั้น เครียด เบื่อหน่าย ทรมาน ฯลฯ)

หรือ ความรู้สึกในฝั่งตรงข้าม (เช่น สบาย เบา ลื่นไหล สงบ ไม่ฟุ้ง ฯลฯ)

ทั้งนี้…ไม่มีประสบการณ์ชนิดใดที่ดีกว่าชนิดอื่นค่ะ
มันล้วนเป็นอนิจจังเสมอกัน ไม่ต่างกันแม้แต่น้อย

💢เป็นใจเราเองค่ะ ที่ไปให้ค่า ว่ามันต่างกัน 💢

🌿 ความรู้สึกเบาสบายกายใจ ความรู้สึกลื่นไหล ความรู้สึกสุขสงบ ความรู้สึกว่าจับเวทนาได้ทุกส่วน ความรู้สึกปลื้มปิติน้ำตาซึม ความรู้สึกมีศรัทธาจัด ความรู้สึกถึงแสงสว่าง ฯลฯ สารพัดที่ทำให้รู้สึกดีๆ ทั้งหลายนั้น…

ขอเน้นนะคะ ว่า
💢 “ไม่ได้หมายความว่า เรากำลังปฏิบัติได้ดี” 💢
ส่วนความรู้สึกเร่าร้อน หนักอึ้ง เจ็บปวด อึดอัด บีบคั้น จิตฟุ้งพล่าน ความรู้สึกทรมานทางกายและทางใจทุกรูปแบบ ฯลฯ สารพัดที่ทำให้รู้สึกไม่ดีไม่ดี ทั้งหลาย…

ก็ขอเน้นเช่นกัน ว่า….
💢 “ไม่ได้หมายความว่า เรากำลังปฏิบัติได้แย่” 💢

🌿 จะ “ดี” หรือ “แย่” จึงไม่ได้อยู่ที่สภาวะธรรมเหล่านี้แม้แต่น้อย
แต่อยู่ที่จิตของเราค่ะ ว่าเฝ้าดูมัน “เป็น” หรือไม่
กล่าวคือ จิตที่ขณะกำลังเผชิญกับสภาวะต่างๆเหล่านี้ เป็นจิตแบบไหนต่างหาก ที่เป็นตัวตัดสินว่าเราปฏิบัติได้ดีหรือแย่

🌿 มีผู้ปฏิบัติจำนวนมาก ที่หลงทางโดยไม่รู้ตัวแบบนี้ เพราะกิเลสมันบังใจ

จึงหลงไปจับเอาเวทนา ไปจับเอาความรู้สึก ไปเอาสภาวะธรรม ไปเอาประสบการณ์ ที่แสดงตัวรูปแบบต่างๆขณะปฏิบัติ มาประเมินค่า และตัดสินการปฏิบัติของตนขณะนั้นๆ ว่าดี หรือไม่ดี
ทั้งๆที่ ประสบการณ์ทั้งหมดเหล่านั้น แท้จริงแล้ว เป็นแค่ “เครื่องมือ” เพื่อใช้ “ฝึกใจ” เราค่ะ มันไม่ได้มีคุณค่าอะไรมากไปกว่านั้นเลย
เป็นแค่เครื่องมือล้วนๆ เลยค่ะ
เป็นสังขารเท่านั้น

🌿 พอใจได้รับรู้ “เครื่องมือ” พวกนี้ คนเราก็มักเผลอไปใส่ใจ เอะใจ มากเกินงานของเรา
พอไปใส่ใจ เอะใจ สะดุดใจแม้เล็กน้อย จิตเรา (ที่มีกิเลสนอนเนื่องแนบแน่นอยู่) ก็จะ “แอบ” ประเมินค่าอยู่ในมุมมืดที่ลึกที่สุดไปเรียบร้อยแล้ว
🌿 ผู้ปฏิบัติจึงต้องเข้าใจให้ถูกจริงๆว่า การปฏิบัติดี ไม่ดีนั้น อยู่ที่ ”คุณภาพของจิต“ ตอนที่เครื่องมือฝึกจิต (สังขาร) เหล่านั้น มันกำลังลอยตัวขึ้นมาต่างหาก
🌿 ดังนั้น…
หันกลับมามองจิตของเราค่ะ ไม่ใช่มองที่เครื่องมือ

จิตของเราที่ตามรู้สภาพเหล่านั้น หรือตามสังเกตสภาพเหล่านั้น กำลังรู้มันอย่างถูกต้องจริงหรือเปล่า คือรู้แบบวางทิ้งไปเลย รู้แบบซื่อๆโง่ๆ รู้แบบชิลๆ รู้ด้วยใจสงบ

👁️🗨️ ที่ถามว่า
”…ทรมานมากจากนิวรณ์และพายุอารมณ์ต่างๆที่รับรู้แล้วไม่สามารถวางอุเบกขาได้…“

อุเบกขา ไม่ใช่การพยายาม “วางอุเบกขา“ ลงไปตรงที่ความรู้สึกไม่สบายเหล่านั้น
หากแต่ให้แค่ดูมันแสดงตัวไปแบบซื่อๆ โง่ๆ ดูมันไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องพยายามกดดันใจให้หยุดมีปฏิกิริยา
อย่าไปทำอะไรกับใจ
ให้เพียงแค่ ”ดู“ มันเฉยๆ
แค่ ”รู้“ มันเฉยๆ
เท่านั้นเอง

และเมื่อวาระการแสดงตัวของมันสิ้นสุดลง มันก็จะเปลี่ยนไปเอง
ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกอื่น หรือประสบการณ์อื่น
ที่ก็อาจหนักกว่าเดิม หรืออาจเบากว่าเดิม ก็ได้ทั้งนั้น
แต่ละประสบการณ์ มันอาจอยู่นาน บางประสบการณ์อาจอยู่ไม่นาน ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของมัน
ซึ่งไม่ว่ามันจะเป็นอะไร อยู่นานแค่ไหน ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปจัดการมันอย่างที่เราต้องการได้
เราทำได้แค่ ”ดู“ มันค่ะ
งานของเรามีแค่ ”ดู“ มันไปตามนั้น
การ ”ดู“ อย่างถูกต้อง คือจิตกำลังมีอุเบกขาแล้วค่ะ

👁️🗨️ที่ถามว่า…
”…รวมทั้งมีปัญหาเรื่องสุขภาพ (ปวดเข่า, เส้นเลือดขอดต้องยกขาสูง นอนหลับไม่ดีทำให้อ่อนเพลีย)…“

นี่เกิดจากจิตเสียสมดุลค่ะ
มันเริ่มที่เมื่อ “ความจริง” หนึ่งๆ ปรากฏ โดยครั้งนั้นปรากฏออกมาเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีต่างๆ แล้วจิตพลาดไปให้ค่ามันว่านี่ไม่ดี เรากำลังปฏิบัติไม่ดี จิตเริ่มปรุงแต่งความไม่ชอบ สังขารด้านโทสะเพิ่มพูนขึ้น

ใจที่ไม่สมดุล จะไป aggravate (*AIแปลว่า" ซ้ำเติม (ทำให้แย่ลง/ขยาย)") ความทุกข์บนร่างกาย รวมทั้งทำให้เกิดปัญหาสุขภาพบางอย่างด้วย

ซึ่งถ้าหากสามารถ “ดู” มันไปเรื่อยๆ ด้วยจิตที่สงบเบาต่อไป สุขภาพทางกายก็จะไม่ยังความทุกข์ให้เกิด

👁️🗨️ที่ถามว่า…
”…พยายามและตั้งใจที่จะไม่หลับอย่างสุดความสามารถ…“

ปฏิบัติด้วยความเครียดตลอด จิตย่อมหานักมาก จิตย่อมอยากพัก อยากหยุด มันจึงหน่วง มักจึงหนัก มันจึงจม มันจึงหลับค่ะ

จิตที่เบา ตื่นรู้ ผ่องใส คล่องตัว มีสติชัดอยู่อย่างต่อเนื่อง ย่อมไม่ง่วง ไม่ซึม ไม่หนัก ไม่หลับ

ทำจิตใหม่ค่ะ ไม่ต้องพยายามสู้แบบนั้น มีแต่จะแพ้ เพราะเอากิเลสใหม่ ไปสู้กับกิเลสเก่า ผลย่อมหนักขึ้น

👁️🗨️ที่ถามว่า…
”…ช่วงแรกฟังเสียงคำสอนและธรรมะบรรยายแล้วรู้สึกดีตั้งใจฟังได้ประโยชน์เต็มที่ แต่ช่วงหลังๆมานี้รู้สึกอึดอัดเครียด เบื่อหน่าย รู้สึกซ้ำๆ…“

เพราะจิตเสียหายไปแล้ว จิตถูกกิเลสครอบงำไปแล้ว จากการปฏิบัติผิดพลาด

พื้นจิตสูญเสียความเป็นกลาง ความสมดุล พื้นจิตแช่อยู่ในกิเลส เป็นปกติไปแล้ว
เช่น…
อยากทำให้ได้ ให้ดี อยากแก้ไขสภาวะไม่น่าชอบใจ อยากทำให้ดี = โลภะ
หงุดหงิด ผิดหวัง เสียใจ ท้อแท้ ที่ทำไม่ได้ = โทสะ
พล่านไปกับความเร่าร้อนขณะพยายามแก้ไขปรับปรุง = โทสะ

แทนที่จะ ”แค่ดู“

👁️🗨️ ที่ถามว่า…
”…มีความตั้งใจอย่างมากที่จะเข้าคอร์ส 20 วันอีกเพื่อพัฒนาธรรมะ แต่ไม่มั่นใจว่าจะเกินกำลังหรือไม่ เหมือนอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า…“

เอาความรู้สึกกังโฮ (*AIแปล "ความรู้สึกตั้งใจเกินร้อย ความอยากสู้ อยากลุย หรือความอยากเอาชนะ (ความทุกข์/สภาวะ) อย่างแรงกล้า") ออกไปก่อนเลยค่ะ
ที่หนูว่า ”…ตั้งใจอย่างมากที่จะ…“ อะไรนั่น ยกออกไปก่อนเลย
หากเริ่มต้นที่พื้นจิตอยากมากเช่นนี้
ตอนเริ่มก็ผิดแล้วค่ะ
ทำใจให้ชิลๆ สบายๆ รักษาพื้นปกติของใจให้มันเบาๆ ไว้ค่ะ

ที่ว่าอินทรีย์ไม่แก่กล้า เรายังไปไม่ถึงอินทรีย์เลยค่ะ ไม่ต้องกล่าวถึงว่ามันแก่กล้าหรือไม่
เรายังจมจิตของเราอยู่ในกิเลสความอยากทำให้ได้ดีอยู่เลยค่ะ
ถ้าจิตยังอยู่ตรงนี้ ความเป็นอินทรีย์ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ
👁️🗨️ ที่ถามว่า…
”…ควรจะทำยังไงดี หรือควรจะเข้าคอร์ส 10 วันให้มีอุเบกขาดีขึ้นกว่านี้ก่อน แล้วถึงจะค่อยพิจารณาเข้าคอร์สยาว…“

เริ่ม ที่ทำใจให้ถูกค่ะ อย่ามัว “chasing sensation” (*AIแปล " วิ่งไล่หาความรู้สึก (หรือคอยจ้องจะเอาสภาวะ)")
ปฏิบัติด้วยจิตที่ถูกก่อน จะที่คอร์สสั้นกว่าก็ดีค่ะ ฝึกจนใจมัน ”ใช่“ ก่อน

8 มิ.ย. 69
รายชื่อหัวข้อทั้งหมด
https://sites.google.com/view/list-question