← 🍃ธรรมมรรคา
28217 ส.ค. 69อ่าน ~6 นาที

หากยังใส่ใจเท่ากับว่ากำลังปรุงแต่ง หากวางใจได้เท่ากับกำลังมีอุเบกขา

❓ ปุจฉา (คำถาม)
ขอเรียนถามคำถาม มีอยู่ครั้งหนึ่งรู้สึกเจ็บปวดร่างกายมากเนื่องจากโรคกระดูกทับเส้น นั่งไม่ได้เลย ฟุ้งทั้งวัน จนถึงตอนเย็นก็ลองนั่งต่อ ปรากฏว่าพอนั่งปุ๊บ จิตหายไปตอนไหนไม่ทราบ อยู่ๆ ก็รับรู้เวทนาเหมือนมีกระแสหมุนวนอยู่ข้างหน้า รวมไปกับจิต สักครู่ สติมารับรู้ เอาจิตเข้ามาที่ตัว ก็รับรู้เวทนาที่หมุนวนเป็นกระแสหมุนวนไปเหมือนเดิม สักครู่ จิตก็พูดออกมาเองว่า เราคือเวทนา เราเป็นแค่พลังงาน เราไม่มีอยู่จริง ก็เห็นเวทนา หมุนวนอยู่แบบนั้นต่อไปสักครู่ ใหญ่ตลอดช่วงเวลานั้น เหมือนกับ ไม่มีร่างกาย ไม่มีความเจ็บปวดใดๆเลย เลยพาจิตเข้าไปที่บริเวณกลางอก สักครู่เห็นเป็นผลึกสวยๆสีเหลืองสุกใส ยิ่งกว่าผลึกเพชรสวยๆ สักครู่เห็นเป็นสีแดงเป็นเส้นๆ พาดผลึกนั้น จิตก็นึกขึ้นมาได้ว่า จิตปรุงแต่งสังขารต่อแล้ว เลยพักเบรก ออกจากการนั่งปฏิบัติ ขอเรียนถามว่าคือสภาวะอะไรคะ …จิตเองรับรู้ว่าอนิจจัง อนัตตา อะไรจะเกิดก็เกิด เราไปอยากให้เกิดแบบนั้นแบบนี้ไม่ได้ ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A1: การมีความเจ็บปวดทั้งร่างกายก็ดี อันอาจเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ ย่อมเป็นปกติธรรมดาที่จะนั่งปฏิบัติได้ยากลำบากบ้าง แต่นี่คือปกติของการมีสังขารร่างกาย เมื่อมีร่างกายย่อมต้องมีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา

ขอเพียงให้ใจไม่ทุกข์กับความทรมานของร่างกาย ก็คือการดำรงชีวิตที่ถูกต้องแล้ว

ความทุกข์ทางกายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงกับสัตว์ทั้งปวง

แต่มนุษย์ผู้ฝึกฝนแล้วย่อมไม่ถูกความเจ็บป่วยของร่างกายครอบงำให้เกิดความทุกข์ทางใจได้

ส่วนอาการอื่นๆที่หนูเล่ามา จะเป็นความรู้สึกแบบใดบนร่างกายก็ดี จะเป็นรูป เป็นภาพ แบบใดก็ตาม จะเป็นแสงเป็นการหมุนวนแบบไหนก็ดี ก็เป็นเพียงสภาวะหนึ่งๆ อันเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยต่างๆของมันที่ทำให้เกิด ไม่ได้มีสาระมากไปกว่านั้นเลย

เนื่องจากคนเราแต่ละคน มีสิ่งสั่งสมที่ต่างกัน จึงมีเหตุมีปัจจัยของตนเองที่ต่างกัน
และเหตุปัจจัยเหล่านี้เองคือที่มาของประสบการณ์ต่างๆไม่ว่าจะในการปฏิบัติ หรือการใช้ชีวิตปกติทั่วไป

เพราะเหตุปัจจัยที่ต่างกันนี้ จึงปรากฏเป็นประสบการณ์ที่ต่างกัน อาจเป็นเวทนาที่ต่างกัน อาจเป็นภาพที่ต่างกัน อาจเป็นความคิดที่ต่างกัน เพราะทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของมันในแต่ละขณะ แต่ละขณะ ของชีวิต

หน้าที่เราจึงไม่ไปใส่ใจกับความต่างเหล่านั้น เพียงเห็นมันเป็นสิ่งหนึ่งที่มีขึ้นได้ก็จากไปได้

รักษาใจให้สงบ เป็นกลางอย่างผ่อนคลายเสมอ และเฝ้าดูเฝ้าดูมันไป ทำเพียงเท่านี้ค่ะ

อย่าไปเอะใจ และใส่ใจกับรายละเอียดของมัน
ให้มันเล่นไปตามครรลองของมัน มันจะอยู่ก็เรื่องของมัน มันจะหมดไปแล้วก็เรื่องของมัน

ใจเราต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับมันเลย ไม่แม้กระทั่งจดจำว่ามันคือประสบการณ์อะไร ถ้าทำใจถูกต้องเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่มีสิ่งใดที่ต้องเอ่ยอ้างถึงอีก เพราะมันก็คือความไม่เที่ยงในรูปแบบต่างๆที่แสดงตัวเท่านั้นเอง

Q2: และเรียนถามต่อว่า เรานั่งดู เห็นกระแสพลังงาน ที่หมุนวนไปตามที่เค้าปรากฏ พร้อมกับรับรู้ว่าเค้ามีการเปลี่ยนแปลงๆไปๆหมุนวนไป แรงบ้าง เบาบ้าง ละเอียดบ้าง เห็นว่าไม่เที่ยง อนิจจังๆถูกต้องหรือไม่คะ

A2: ใช่ค่ะมันก็มีค่าเพียงแค่นั้นเอง มันจะปรากฏอะไรก็ตาม มันก็มีค่าแค่เป็นตัวความไม่เที่ยงชนิดหนึ่งเท่านั้น

แต่ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่มักจะไปหลงอยู่กับสภาวะธรรมที่ปรากฏในใจ และมักจะใส่ใจกับมันมากเกินคุณค่าที่แท้จริงของมัน
เพราะแท้จริงนั้นมันเป็นเพียงแค่รูปแบบหนึ่งของสังขารของตนของตนเท่านั้นเอง

หากยังใส่ใจเท่ากับว่ากำลังปรุงแต่ง
หากวางใจได้เท่ากับกำลังมีอุเบกขา

17 ส.ค. 69