← 🍃ธรรมมรรคา
28117 ส.ค. 69อ่าน ~16 นาที

ขณะปฏิบัติมีอาการต่างๆ เช่นอาการสั่น อาการกระตุก อาการเขย่า อาการหายใจลำบาก อาการอึดอัด อาการแน่นหน้าอก ฯลฯ

❓ ปุจฉา (คำถาม)
ขออนุญาตสอบถามค่ะ หากปฏิบัติในช่วงของวิปัสสนาดูเวทนาทั่งร่างกาย แต่ร่างกายมีความสั่นข้างในอย่างรุนแรงจนทำให้ร่างกายบางส่วนสั่นด้วย เช่นขา มีความผิดปกติไหมคะ หนูก็เฝ้าดูไป มันก็ไม่เที่ยงนะคะ ก็หยุด แล้วก็เกิดอีก สั่นแรงด้วย รบกวนขอคำแนะนำด้วยค่ะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: ผู้ปฏิบัติมีอาการสั่นหลายท่านอยู่ค่ะ
บางท่านก็มีอาการกระตุกรุนแรงเป็นพักๆ หรือบางท่านก็เขย่าทั้งตัวอย่างต่อเนื่องก็มี ฯลฯ

ทั้งหมดเหล่านี้ก็เป็นอาการของสังขาร ที่ปรากฏขึ้นมาจากเหตุปัจจัยของมัน

ส่วนเหตุปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดนั้น เราไม่สามารถสาวไปถึงเหตุที่แท้ทั้งหมดได้ เพราะเหตุที่แท้ อาจมีหลายเหตุ แต่ก็ล้วนเป็นสิ่งที่เราแต่ละคนสั่งสมมาทั้งนั้น

อย่างไรก็ดี อาจารย์อยากให้ลองสังเกตว่าการปฏิบัติของเราถูกต้องหรือไม่
เพราะการปฏิบัติที่สุดโต่งเกินไปจะทำให้เกิดความเครียด เช่น เครียดจากการตั้งใจเกินไป เช่น เครียดจากการอยากปฏิบัติให้ได้ผลมากเกินไป เป็นต้น

เมื่อความเครียดสะสมขึ้น ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าในห้องปฏิบัติ ย่อมทำให้เกิดสภาวะความตึงเครียดของใจ ใจยิ่งตึงขึ้นๆ จะนำไปสู่อาการใจสั่น และต่อมาก็จะขยายไปสู่ความสั่นของร่างกาย

อาจปรากฏเป็นอาการสั่น อาการกระตุก อาการเขย่า อาการหายใจลำบาก อาการอึดอัด อาการแน่นหน้าอก อาการเหมือนถูกบีบรัดที่คอ ฯลฯ เป็นต้น

เราจะไม่พูดถึงเหตุปัจจัยที่เราสาวไปไม่ถึง แต่เรามาลองดูขบวนการปฏิบัติของเรา ว่าเราได้ทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่

☘️☘️
▪️1. ตามจ่อไล่สังเกตละเอียดยิบเกินไป พยายามเพ่งดูให้ได้ทุกส่วนมากเกินไป พยายามไปดูทุกซอกทุกมุมมากเกินไป
เนื้อที่ที่ควรสังเกตหรือตามรับรู้ ควรใหญ่ประมาณสามถึง 4 นิ้ว ไม่ควรจะเล็กเกินไปกว่านั้น

(ยกเว้นแต่สภาวะธรรมละเอียดเกิดขึ้นเอง แล้วเขาละเอียดเอง ไม่ใช่เพราะเราพยายามสังเกตให้ละเอียด)

▪️2. ตั้งใจจดจ่อมากเกินไปในขณะปฏิบัติ ใช้ความพยายามมากไปในการตามรู้เวทนา ไม่ปฏิบัติอย่างสมดุลด้วยจิตที่สงบ และผ่อนคลาย อยากจะปฏิบัติให้ได้ผล ด้วยความอยากที่มากเกินไป ทำให้จิตไม่มีสมดุล

จิตเราเมื่อไปฝืน ไปเข่นเขามากเข้า เพื่อทำงานสังเกตกาย เขาย่อมเกร็ง เครียดขึง ตึงเกินขึ้นมา จิตย่อมไม่สงบเย็น ไม่อ่อนเบา ไม่ยืดหยุ่นผ่อนคลาย

จิตที่เครียด เกร็ง ตึง เพราะความตั้งใจเกินไปจะทำให้ได้ดี หรือตั้งใจจะตามรู้ทุกเวทนาให้ชัด หรือตั้งใจจะจดจ่อกับงานให้ต่อเนื่อง จึงมีปฏิกิริยาต่อต้าน

อะไรที่เกินไป ย่อมไม่ใช่การเดินสายกลาง จิตเลยกลายเป็นเสียสมดุลไป
เมื่อจิตเป็นเช่นนั้น ติดต่อกันเป็นชั่วโมงเป็นวัน นานวันเข้าเช่นในคอร์สยาว ย่อมทำให้เกิดอาการเช่นนี้ขึ้นได้

แม้อาการอื่นๆ ที่ไม่ถึงกับตัวสั่น เช่น ใจเต้นแรงมาก หรือ ใจสั่น ก็เช่นกัน เป็นอาการที่บ่งบอกว่าจิตกำลังไม่สงบแล้ว กำลังไม่เบาแล้ว จิตกำลังเสียสมดุลแล้ว

ในที่สุด ถ้ายังคงทำต่อไป ย่อมมีอาการหนักขึ้นๆ จนคุมไม่ได้

3. การปฏิบัติในท่านั่งหลับตานานๆ อย่างเดียว ก็มีผล เพราะบางครั้ง ถ้าไม่ผ่อนคลายปล่อยวางอย่างถูกต้อง อาจทำให้ กาย ใจ ตึงเกินไปได้ เมื่อสังขารหนักๆทยอยกันออกมามากอย่างต่อเนื่องไม่หยุด
บางครั้งสังขารไหลออกมาเป็นทำนบแตกติดต่อกัน จนผู้ปฏิบัติ(ที่ไม่ชำนาญ) ตามรู้ด้วยใจเป็นกลางไม่ทัน ย่อมไม่สามารถจะวางใจให้สงบสมดุลเป็นได้ตลอดสาย

ในการปฏิบัติลึกๆ บ่อยครั้งที่สังขารจะถูกกระตุ้นให้ออกมามากอย่างติดต่อกัน จนเริ่มรุมเร้า รุกฆาตเรา จิตเราที่ไม่เท่าทันมัน ที่ปล่อยวางไม่เป็น อุเบกขาอย่างเย็นสนิทไม่ได้ จิตก็จะวิ่งไปฝั่งกิเลสแทน ไปปรุงแต่งตามกิเลสใหม่เพิ่มขึ้นทันที ด้วยการตื่นตระหนก ด้วยความหวาดหวั่น ด้วยความหงุดหงิด ด้วยความเกรี้ยวกราด ด้วยความกลัว หรือด้วยอะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นนิสัยของเรา

การปรุงแต่งเหล่านี้เองทำให้สังขารที่กำลังทยอยกันออกมา มีผลรุมเร้ารุนแรงขึ้น จนผู้ปฏิบัติเสียศูนย์ในใจไปเลย

ดังนั้น ถ้าจิตไม่สามารถวางคลายออกไปทัน สังขารที่ออกมาติดต่อกันไม่หยุดนี้ อาจทำให้เรารับไม่ไหว จึงมีอาการทั้งทางกายและทางใจที่เกิดจากความกดดันของตนเอง

บางครั้ง จึงต้องรู้จักพักรบบ้าง คือ พักจากการปฏิบัติวิปัสสนาแบบเดียวเดิมติดๆกันลงบ้าง เพื่อผ่อนจิตลง ให้จิตสามารถปรับสู่สมดุลและผ่อนคลายได้ก่อน

เพราะในการปฏิบัติวิปัสสนา หรือสติปัฏฐานนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ท่านั่งขัดสมาธิ อย่างเดียวเท่านั้น แม้ว่านี่คือการปฏิบัติหลักของเรา แต่เราก็สามารถภาวนาด้วยอิริยาบถอื่นได้ด้วย เมื่อมีความเหมาะสมเพื่อผ่อนใจ

หากผู้ปฏิบัติ ฉลาดในการปฏิบัติ เข้าใจขบวนการปฏิบัติอย่างถูกต้อง ย่อมรู้จักปรับเปลี่ยนกระบวนการภาวนาเป็น เพื่อลดความรุนแรงของสังขารหนักๆที่กำลังโหมกระหน่ำ โดยไม่ฝืนดันทุรัง ฝืนนั่งเอาเป็นเอาตายต่อไป แต่รู้จักที่จะปรับการภาวนาเพื่อทำให้ใจเบาลงก่อน

โดยขณะที่ปรับเปลี่ยนกระบวนการภาวนานั้น ยังคงรักษาใจให้มีสติ มีสัมปชัญญะ มีอุเบกขา อยู่เสมอ รู้ตัวทั่วพร้อม รู้ตัวตามจริงที่มันเป็นไม่ว่าจะกำลังอยู่ในอิริยาบถอื่นๆ เช่น การเดินก็เจริญสติ การตามรู้อิริยาบถอื่นๆ ก็เจริญสติไป

การมีสติตามรู้ อย่างวางๆ ต่ออาการเคลื่อนไหวต่างๆ ย่อมทำให้ใจที่เขม็งตึง ปรับสมดุลขึ้น

การรู้จักผ่อนการปฏิบัติให้เบาลงชั่วขณะ ก็เช่นกัน เช่น แทนที่จะต้องตามไล่ไปทุกทุกส่วนของร่างกายอย่างต่อเนื่องไม่หยุด หรือการพยายามดิ้นรนเพื่อแก้ไขการติดขัดต่างๆ เปลี่ยนมาเป็นการหยุดพักใจไว้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย อย่างชิลๆ ให้ใจที่ตั้งอยู่ตรงนั้นตามรู้การเกิดดับ ความเปลี่ยนแปลง ฯลฯ ที่กำลังเกิดขึ้นเฉพาะที่ส่วนนั้นก็ได้

โดยรวม ถ้าผู้ปฏิบัติสามารถรักษาใจให้สงบและผ่อนคลาย มีความเป็นกลางในการตามทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไม่เพ่ง ไม่เกร็ง ไม่อยาก ไม่หวังผล ไม่พยายามอย่างสุดโต่ง จิตใจที่สงบและเฝ้าดูสิ่งต่างๆตามที่มันเป็น ย่อมไม่ก่อให้เกิดการตึงเครียดทางกายและใจ สภาวะความสั่น กระตุก เขย่าทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะเราปฏิบัติเหมือนเราพักจิต ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อเอาอะไรไปยัดใส่ในจิตให้มันเครียด
สำหรับบางท่านที่ปฏิบัติด้วยจิตแข็งตึง เครียดเขม็ง เป็นเวลายาวนาน และมีอาการต่างๆเหล่านี้ทุกครั้งที่ลงมือปฏิบัติ แสดงว่าได้ปฏิบัติด้วยความไม่วางของจิตจนติดเป็นนิสัยของการภาวนา

เมื่อปฏิบัติเช่นนี้นานเข้าๆ จนเป็นนิสัยในการปฏิบัติไปแล้ว เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ทุกวันในทุกหลักสูตร…
และยิ่งถ้าไปปฏิบัติด้วยจิตเช่นนี้ในหลักสูตรยาว อาการแบบนี้อาจพัฒนาจนเป็นอาการถาวรของผู้ปฏิบัติคนนั้น
ซึ่งการแก้ไขจะทำได้ยากขึ้นมาก เพราะเป็นความเคยชินของจิตไปแล้ว กลายเป็นนิสัยการปฏิบัติไปแล้ว

ผู้ปฏิบัติที่มีปัญหาเช่นนี้ มักจะทำสิ่งหนึ่งซ้ำๆกันทุกครั้ง เช่น เมื่ออาการกระตุกเกิดขึ้นทุกครั้ง ใจก็แอบไปส่องมันทุกครั้ง เพราะใจไปปักติดอยู่กับมันอย่างยึดแน่นไปแล้ว

บางคนหนักข้อขึ้น เช่น เวลาปฏิบัติ แม้ว่าอาการเหล่านี้ยังไม่ทันเกิดขึ้น จิตก็จะแอบส่องหา ว่ามันจะมาไหม เรายังเป็นไหม หรือ ชั่วโมงนี้ดีขึ้นไหม ชั่วโมงนี้กระตุกน้อยลงไหม
หรือ บางคนก็อาจคอยเฝ้าระแวงว่ามันจะมาอีกไหม ใจคอยจดจ่ออยู่กับมัน วางมันไม่ได้
ตลอดเวลาจึงแทบไม่ได้ภาวนาด้วยจิตสมดุลเลย เพราะความสนใจทั้งหมดของจิตไปผูกติดอยู่กับอาการเหล่านี้

หรือบางคนก็พยายามดิ้นรนขวนขวายหาวิธีการต่างๆเพื่อจัดการกับมัน วิ่งไปถามหาผู้รู้คนนั้นคนนี้

เมื่อได้คำตอบหรือคำแนะนำต่างๆ พอลงมือปฏิบัติ ก็เอาคำแนะนำเหล่านั้นมาปฏิบัติ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่เกิดผลสำเร็จ เพราะการทดลองดูเหล่านั้น ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของจิตแบบเดิมที่ไม่มีสมดุล จิตที่จดจ่อใส่ใจมันมากเกินไป คอยแต่จะเฝ้าอยากให้มันหมดไป

จิตชนิดนี้ คือจิตที่เต็มไปด้วยกิเลส เต็มไปด้วยความอยาก เป็นจิตที่ไม่มีสมดุลแม้แต่น้อย เป็นจิตที่ไม่สามารถพัฒนาอุเบกขาให้เกิดขึ้นได้เลย

เมื่อไม่มีอุเบกขา ไม่มีความสงบ ไม่มีความสมดุล ไม่มีความผ่อนคลาย ย่อมไม่มีทางหลุดพ้นจากปัญหาใดใดได้เลย

บางท่านยิ่งหนักขึ้นไปอีก ทุกครั้งที่ลงมือปฏิบัติ แทบจะเรียกว่ารอคอยให้มันเกิดเลยก็ว่าได้ เพราะจิตใต้สำนึกไปแอบสั่งการให้เฝ้าจดจ่อกับมัน จิตที่เครียดขึงนั้น แท้จริงกำลังสั่งมันให้เป็น

การขวนขวายหาวิธีแก้ไขสารพัดอย่าง ก็เช่นกัน เช่น การหันไปใช้ลมหายใจบ้าง การพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ บ้าง

แม้การดูลมหายใจ หรือการปฏิบัติตามคำแนะนำ(ที่แม้ถูกต้อง) ก็ใช่ว่าจะ work หากสภาพจิตยัง “ผิด” อยู่

ขอให้ตระหนักให้ได้ว่า จิตที่ยังอยาก “แก้ไข” ปัญหาให้ได้ คือ จิตที่เต็มไปด้วยโลภะกิเลส เป็นจิตที่ไม่สามารถวางอะไรออกไปจากภายในใจได้เลย

ในเมื่อยังแบกหามกิเลส “อยาก” เอาไว้เต็มจิต แล้วจะเอาพลังกุศลที่ไหนไปแก้ไขสภาพธรรมที่กำลังรุมเร้านี้ได้เล่า

หากจิตที่จะไปแก้ไขนี้ เสียสมดุลตั้งแต่แรกแล้ว และความสงบเป็นอุเบกขาอย่างแท้จริงจะเกิดได้อย่างไร เมื่อใจไม่อาจสงบสุขได้เลย ความเครียดลึกๆเช่นนี้ก็ย่อมดำรงต่อไป อาการสั่น อาการกระตุก เขย่า ใจสั่น ทั้งหลายย่อมไม่สามารถจะลดทอนลงไปได้เลย
มีแต่จะรุนแรงขึ้นๆ จนสามารถเป็นอาการถาวรของบุคคลนั้นไปเลย

ตรงนี้ ที่อาจารย์อธิบายเพิ่มเติม ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่อาจกำลังเกิดกับผู้ถาม แต่เป็นการให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากประสบการณ์จริงของผู้ปฏิบัติจำนวนไม่น้อยในทุกสายการปฏิบัติที่มีอาการเหล่านี้ค่อนข้างถาวร
โดยสรุปคือ ต้องปฏิบัติด้วยจิตที่ถูกต้อง ที่ผ่อนคลาย สงบ สมดุล เสมอ และยอมรับทุกปรากฏการณ์ตามที่มันแสดงตัว มันจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ไม่ใส่ใจเก็บมันเข้ามาปรุงแต่งเพิ่ม และไม่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ แม้แต่กับประสบการณ์เดียว เพราะมัน คือความไม่เที่ยงชนิดหนึ่งเท่านั้น

ใจที่เฝ้าดูความไม่เที่ยงแต่ละชนิด จึงควรเป็นใจแบบเดียวกันตลอดสาย — ผ่อนคลาย ปล่อยวาง สงบเย็น เบา อ่อน …..

17 ส.ค. 69