ร่างกายสั่นไหวรุนแรง และต่อเนื่อง กระตุก โยกคลอน ฯลฯ อาจเกิดได้จาก ...
272
ร่างกายสั่นไหวรุนแรง และต่อเนื่อง กระตุก โยกคลอน ฯลฯ อาจเกิดได้จาก
*️⃣ ประเด็น:
มีผู้ปฏิบัติธรรมถามมาหลายท่าน ที่เมื่อปฏิบัติแล้วร่างกายมีอาการสั่นไหว มากบ้างน้อยบ้าง มีอาการโยกคลอน มากบ้างน้อยบ้าง มีอาการเกร็งและกระตุกต่อเนื่อง มากบ้างน้อยบ้าง
อาจารย์ขอเอาคำตอบที่เคยเขียนตอบผู้ปฏิบัติท่านหนึ่งมาแชร์
เผื่อจะมีประโยชน์กับท่านที่มีประสบการณ์ใกล้เคียงนะคะ
☑️ Comment:
การที่ปฏิบัติแล้ว ร่างกายสั่นไหวรุนแรง และต่อเนื่อง กระตุก โยกคลอน ฯลฯ
อาจเกิดได้จาก…
▪️1. การไล่สังเกตที่ละเอียดยิบเกินไป ใช้ความพยายาม ‘เพ่ง’ เพื่อจะดูให้ได้ทุกส่วนมากเกินไป พยายามไปดูทุกซอกทุกมุมให้ได้ มากเกินไป
เนื้อที่ที่ควรสังเกตหรือตามรับรู้โดยทั่วไป ควรใหญ่ประมาณสามถึง 3-4 นิ้ว ก็พอ ไม่ให้เล็กมากจนเกินไป แต่ให้กวาดไปในทุกๆส่วนของร่างกาย
ยกเว้น เมื่อปฏิบัติไปจนสภาวะธรรมที่ละเอียดเกิดขึ้นเอง แล้วเขาจะละเอียดเข้าไปในทุกอณูของร่างกายไปเอง ไม่ใช่เพราะความพยายามสังเกตให้ละเอียด
▪️2. ตั้งใจจดจ่อมากเกินไปในขณะปฏิบัติ ใช้ความพยายามมากไปในการตามรู้เวทนา ต้องการจะรู้เวทนาให้จงได้จนจิตเกิดความเครียดภายในยังไม่รู้ตัว ไม่ได้ปฏิบัติอย่างสมดุลด้วยจิตที่สงบ และผ่อนคลายจริง
จิตเราเมื่อไปฝืน ไปเข่น ไปกดดันเขามากเข้า เพื่อจะทำงานสังเกตเวทนาบนกายให้ได้ จิตย่อมเกร็ง เครียดขึง ตึงเกินไปขึ้นมา จิตย่อมไม่สงบเย็น ไม่อ่อนเบา ไม่ยืดหยุ่นผ่อนคลาย ไม่สมดุล และไม่เป็นอุเบกขา โดยไม่รู้ตัว
ทั้งที่ผู้ปฏิบัติคิดว่าจิตกำลังวางอุเบกขาอยู่
จิตที่เครียด เกร็ง ตึง เพราะความตั้งใจเกินไป เพื่อจะทำให้ได้ดี ก็ตาม
ความตั้งใจจะต้องตามรู้ทุกเวทนาให้ชัดเจน ให้ได้ก็ตาม
หรือความตั้งใจจะจดจ่อกับงานให้ต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นที่เกินไปก็ตาม
จิตจะมีปฏิกิริยาต่อต้าน
อะไรที่เกินไป ย่อมไม่ใช่การเดินสายกลาง จิตกลายเป็นเสียสมดุลไปแล้ว
เมื่อจิตเสียสมดุลเช่นนี้ อย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็น ชม ๆ เป็นวัน ๆ เมื่อนานวันเข้า (เช่น ในคอร์สยาว) ย่อมทำให้เกิดอาการทางกายต่างๆเช่นนี้ได้
แม้อาการอ่อนกว่า เช่น ใจเต้นแรงมาก หรือ ใจสั่น ก็เช่นกัน เป็นอาการที่บ่งบอกว่าจิตไม่สงบแล้ว ไม่เบาแล้ว จิตกำลังเสียสมดุล
ในที่สุด ถ้ายังคงทำต่อไป ย่อมมีอาการหนักขึ้นๆ จนคุมไม่ได้ จนร่างกายเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง หรือเริ่มกระตุกเป็นพักพัก หรือเริ่มโยกคลอนอย่างรุนแรง หรือมีอาการอึดอัดหายใจไม่ออกแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง ฯลฯ
▪️3. การปฏิบัติในท่านั่งหลับตานานๆ อย่างเดียวเช่นในคอร์สยาว ก็มีผลค่ะ เพราะทำให้ กาย ใจ ที่นั่งเอาเป็นเอาตายต่อเนื่องนั้น อาจตึงเกินไปได้เช่นกัน ยิ่งหากสังขารหนักๆ มากมายทะยอยกันออกมาไม่หยุด
ถ้าคนเราปฏิบัติวิปัสสนานานๆ สังขารย่อมถูกขุดลึก ทำให้ทะยอยออกมาติดต่อกันเป็นสายไม่หยุด
ถ้าผู้ปฏิบัติจัดสมดุลย์ของจิตไม่เป็น ไม่สามารถวางคลายสังขารเหล่านั้นออกไปทัน สังขารที่ไหลออกมาติดต่อกันไม่หยุดนี้ อาจทำให้ผู้ปฏิบัติรับไม่ไหว รับไม่ทัน
บางครั้งจึงต้องมีการ “พักรบ” เพื่อผ่อนจิตลง เช่น ในการภาวนาอิริยาบถอื่นช่วยด้วย เพื่อลดความรุนแรงของการคายออกสังขารหนักบางชนิด
การผ่อนคลายจิตลง เช่น การเดินเจริญสติ (การตามรู้เวทนา/กาย ขณะเดิน) จิตยังอยู่ภายในกายนี้ ไม่ตามความคิดที่พลุ่งพล่านออกมาทางใจ
หรือ การมีสติตามรู้อิริยาบถต่างๆ ของร่างกาย
หรือแม้แต่ปฏิบัติแบบผ่อนให้เบาลง
☘️☘️ ผู้ปฏิบัติที่มีอาการเหล่านี้ ก็อย่ากังวลไป อันนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่ต้องไปกังวล
และไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะหายไม่ได้
☘️แต่ก็อย่าพยายามทำให้มันหายให้ได้ จะยิ่งเครียดและยิ่งเกิดต่อเนื่อง
ขอให้ฝึกปล่อยใจให้สบายให้ได้ก่อน ส่วนมันจะหายหรือไม่หายนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของใจเรา ที่วางได้อย่างถูกต้อง
หากเพิ่งเริ่มมีอาการ แสดงว่าปฏิบัติเคร่งเกร็ง ตึง เกินไปแล้ว ให้ผ่อนลง
☘️☘️แต่ในกรณีที่เป็นมานาน เป็นทุกครั้งที่เข้าคอร์ส หรือเป็นบ่อยขึ้น ๆ แสดงว่าอาจจะติดตัวเราไปแล้ว กรณีเช่นนี้ ก็จะต้องใช้เวลานานกว่ามาก ในการฝึกปล่อยให้เป็น
เช่น ในกรณีของบางท่าน ที่แก้ไขยากมากขึ้นทุกที ยิ่งเกิดและใจไปพะวงกับมัน พอเกิดทุกครั้ง ก็พยายามสู้กับมันทุกครั้งเช่นนี้ อาการสั่น กระตุก ฯลฯ ก็ติดตัวควบคู่กับการปฏิบัติไปแล้ว
☘️นี่เป็นการปฏิบัติที่เพิ่มสังขารตลอดเวลาอย่างไม่รู้ตัวด้วย (ด้วยความตั้งใจจะเอาชนะอาการให้ได้ จะหยุดมันให้ได้ ขจัดมันให้ได้) เพราะจิตไม่ได้มีสมดุลเลยแม้แต่น้อย จิตไม่ได้เป็นอุเบกขา
☘️ดังนั้น หากยังคงพยายามไปแก้ไขมันอย่างมุ่งมั่น และใจยังวางไม่ถูก ซ้ำยังคอยตามวัดผล อาการเหล่านี้ ไม่เพียงไม่ลดลง แต่จะติดตัวไปตลอด กลายเป็นปัญหาระยะยาว
☘️☘️ลองทำแบบนี้ดูนะคะ
(อาจารย์แค่ขอเสริมจากคำแนะนำของอาจารย์ท่านอื่น ที่หลายคนอาจได้รับคำแนะนำไปแล้ว)
✅1. ปฏิบัติอย่างผ่อนคลายเสมอ
เน้นที่สุดนะคะ คือใจต้องเบา ต้องผ่อนคลาย
หากร่างกายและจิตใจไม่ผ่อนคลาย จิตย่อมไม่สงบ เมื่อจิตไม่สงบ ร่างกายและจิตใจย่อมไม่ได้กำลังปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์อยู่ เพราะจิตกำลังทุกข์แล้ว ทุกข์จากความไม่สงบนั่นแหละ
✅2. ไม่ใส่ใจอาการสั่นไหว หรือโยกคลอนนีเลยแม้แต่น้อย คือต้องถอดใจออกมาจากความสนใจอาการเหล่านี้ให้ได้จริงๆ
ไม่เฝ้าติดตามดู หรือแอบสนใจมัน ว่ามันจะเกิดขึ้นอีก หรือไม่ หรือว่าไปคอยสนใจอาการทางกายว่าจะมีอาการอย่างไรบ้าง
การที่เราไปใส่ใจ เท่ากับเราได้ไปกระตุ้นความสนใจในสิ่งนั้น ให้เกิดขึ้น และทวีคูณขึ้น
ความสนใจ หรือบาลีเรียกว่ามนสิการมันนั้น แม้เล็กน้อยที่สุด จิตเราก็สามารถสร้างอาการนั้นให้เกิดขึ้นได้อีก เพราะจิตจะไปปรุงแต่งกับมัน
ดังนั้นไม่ต้องสนใจเลย แม้แต่กระผีกเดียว
และอย่าเห็นมันเป็นปัญหา
ให้เห็นมันเป็นเพียงอาการหนึ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากความสนใจรู้ของจิต ที่ทำให้จิตไปให้ความสนใจพิเศษกับมันมากไปหน่อย จิตเลยหย่อนขาดสมดุลไป ลืมปล่อยวางมันเท่านั้น
แม้มันจะเกิดขึ้นอีก เราก็ไม่ต้องสนใจมันเป็นพิเศษ แค่รับรู้อย่างผ่อนคลายใจไปเรื่อยๆ
อย่าไปมุ่งแก้ไข อย่าไปพยายามหยุดมัน อย่าพล่านหนีไปหาวิธีต่างๆ ด้วยความอยากให้มันหาย เช่น รีบย้ายไปที่ลมหายใจทันทีด้วยจิตที่ยังกระวนกระวาย แบบนั้น
ให้ตั้งสติผ่อนคลายร่างกายก่อน ผ่อนคลายใจก่อน
ยังไม่ต้องฝืนทำวิปัสสนาต่อ เพราะจิตหยาบเกินไปที่จะทำให้ปริศนาได้ แต่ให้ค่อยๆ ปรับใจให้สงบสุขลงมาก่อน ให้ใจเบาลงก่อน ให้ใจค่อยๆสมดุลขึ้นก่อน
✅3. เวลาที่เกิดปัญหา ให้ถอนใจออกมาจากงานนั้นก่อน เพื่อผ่อนจิตลง
เมื่อใจค่อยๆเบาลงแล้ว (ดูว่าใจค่อยๆ คลายลง เบาลงแล้วจริง) จากนั้นจึงค่อยให้ทำงานของใจแบบต่างๆ ตามที่ท่าน อจ แนะนำ
เช่น อาจจะตามรู้ลมหายใจ อย่างไม่เข่นว่าจะต้องรู้ชัดทุกลม แต่ให้ลองหายใจเข้าลึกๆ ยาวๆ ช้าๆ หายใจด้วยใจกายที่ผ่อนคลายสักหลายครั้งหน่อย
คือ ทำไปเรื่อยๆสักพัก จนรู้สึกใจเบาขึ้น สงบระงับขึ้น ทำอย่างผ่อนคลาย และ “ไม่หวังผล” ทำไปหลายๆครั้งโดยไม่ต้องแอบสังเกตอาการสั่นไหว กระตุก ฯลฯ นั้น ไม่ต้องคอยเฝ้าเช็คว่าหายแล้วยัง
ถ้าจะใช้ลมหายใจ เวลาหายใจเข้าออก แบบลึกๆ ช้าๆ ก็ให้เอาความสนใจทั้งหมดไปอยู่กับงานการหายใจนี้เท่านั้น รู้เรื่องเดียวนี้เท่านั้นอย่างผ่อนคลาย
ค่อยๆตามรับรู้ลมไป ให้ใจค่อยๆวางจากความใส่ใจถึงอาการทางกายทั้งสิ้น
✅4. อย่าให้จิตเสียสมดุลย์ด้วยการตื่นตระหนก หรือกังวล หรือแม้แต่พะวงถึงมัน
และ…อย่าไปใช้ความพยายามในการแก้ไขมัน
แต่ให้ยอมรับมันด้วยใจชิลล์ๆ จริงๆ ว่านี่คือปฏิกิริยาหนึ่งเท่านั้น ยังไงมันก็เป็นของไม่เที่ยงแท้อยู่ดี วันใดวันหนึ่งมันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปอยู่ดี เพราะมันคืออนิจจัง
แม้ตอนนี้มันกำลังเกิดอยู่ ก็ตามนั้น มันจะเกิดก็เกิดไป มันจะหมดก็หมดไป เราเป็นแค่ผู้รู้มัน
แค่ดูมันไป นี่คือยอมรับมันตามจริงอย่างที่มันเป็น แต่ไม่ใส่ใจมัน ให้เหมือนมันคือความรู้สึก (เวทนา) ชนิดหนึ่งเท่านั้น เราแค่รักษากายใจให้ผ่อนคลายไปเรื่อยๆ
✅5. หากนั่งติดต่อกันนานไปเป็นหลายๆ ชม ให้ลุกขึ้นยืน และเดินเพื่อผ่อนคลาย อย่างมีสติ
การเดินนั้น สามารถเดินรับรู้เวทนาสบายๆไปด้วยได้ ซึ่งเป็นการปฏิบัติวิปัสสนาในอาการยืน อาการเดิน จิตที่รู้อาการเคลื่อนของเท้า อาการแกว่งของแขน ก็คือยังรู้เวทนาอยู่ ยังรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายอยู่ ยังคงปฏิบัติวิปัสสนาอยู่
แต่กรณีที่ต้องนั่งในห้องปฏิบัติออกไม่ได้ ก็อาจผ่อนความเพียรลงเล็กน้อย และเพิ่มความสงบในใจขึ้น
เพื่อผ่อนคลายร่างกาย/จิตใจลง ให้กลับมาสู่สมดุลที่เบาสักพัก จากนั้นก็ลองความรู้ทั้งร่างกายรวมไปพร้อมๆกันสักพัก จนใจสงบ เบา ขึ้น
จากนั้นก็ค่อยๆ scan ร่างกายต่อ แต่แทนที่จะรู้แบบไล่ละเอียดเป็น pattern เดิมต่อเนื่องไปทั่วร่างกาย ก็ให้ลองรู้ส่วนใหญ่ๆ ของร่างกาย เช่น รู้สึกถึงบริเวณศีรษะทั้งศีรษะ บริเวณร่างกายด้านหน้าทั้งแผ่น หรือ รู้สึกถึงบริเวณร่างกายส่วนหลังทั้งหมด หรือรู้สึกที่บริเวณฝ่ามือทั้งสองข้าง หรือ บริเวณใหญ่ๆ อื่นๆก็ได้ โดยอาจจะไม่ต้องไล่เป็นลำดับก็ได้
แค่รู้สึกอาการรวมๆ ของบริเวณนั้น หรือรู้ทั้งร่างกาย หรือรู้สึกถึงอาการ “นั่งอยู่” นั้นก็ได้
โดยจะลืมตารู้สักพักหนึ่งก็ได้ แล้วค่อยหลับตารับรู้ต่อไปด้วยใจที่ผ่อนคลายก็ได้ทั้งนั้น
การแค่รู้สึกตัวอยู่เท่านั้น คือการปฏิบัติวิปัสสนาแล้ว เพราะการรู้สึกตัว คือการมีสติ ส่วนการรับรู้อย่างที่มันเป็น คือการมีสัมปชัญญะ นี่คือวิปัสสนา
และเมื่อรับรู้อย่างสงบได้ จิตจะไม่เคร่ง ตึงเกินไป ความสงบสุขในจิตจะเกิดขึ้น นี่คือจิตที่เป็นกลาง เป็นอุเบกขา
✅6. อาจเปลี่ยน mode จาก การปฎิบัติวิปัสสนา มาแผ่เมตตาบ้าง เพื่อให้ใจเกิดความเย็นสงบ ในการส่งความสุข ความปรารถนาดี ออกจากจิตสู่ภายนอก
ก็จะทำให้จิตหยุดจากการโฟกัสที่ตนเอง
จิตจะค่อยๆ ผ่อนคลายลง เกิดความสงบขึ้น เมื่อจิตเบาลง ย่อมพร้อมที่จะปฏิบัติวิปัสสนาต่ออย่างได้ปลกว่า
✅7. ที่สำคัญมากที่สุด คืออย่าใช้ความตั้งใจจนเกินพอดีในการตามรู้เวทนา หรือ ความพยายามที่จะต้องจับเวทนาให้ได้ทุกจุดอย่างชัดเจน
เพราะเพียงแค่มีสติรู้สึกตัวอยู่ อย่างผ่อนคลาย ปล่อยวาง ยอมรับ นี่คือการรับรู้เวทนาที่ถูกต้อง
ส่วนเวทนานั้น จะเป็นอย่างไร ไม่ใส่ใจเลย แค่เรารู้สึกตัวอยู่ในบริเวณต่างๆของร่างกาย คือการทำงานที่สมบูรณ์แล้ว
แต่ถ้าเรายังคงให้ค่า ยังประเมินค่า ยังให้ชื่อของประเภทเวทนานั้นๆ หรือยังต้องพยายามตามจับเวทนาให้ได้ทุกๆเวทนาอย่างชัดเจน นี่คือใส่ใจมากไป
การปรุงแต่งจะเกิดต่อๆๆๆ กันขึ้นในจิต จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
แม้บางครั้งความรู้สึกมันเหมือนกับไม่มีเวทนาเลย หรือเหมือนกับหายไปหมดเหมือนกับจับอะไรก็ไม่ได้ เหมือนกับเป็นความโล่งแบบว่างเปล่า แต่นี่ก็คือความเป็นจริง
อย่าได้ไปเพ่งให้เกิดเวทนาอะไรขึ้นมา หรือเพ่งให้ความรู้สึกอะไรขึ้นมา
เพราะในความเป็นจริง ณ ที่บริเวณนั้นและ ณ ขณะนั้น กำลังมีเวทนาบางอย่างปรากฏอยู่แล้ว เพียงแต่มันเป็นประเภทของเวทนาที่ดูเหมือนจะเบา จับไม่ได้ หรือเป็นเวทนาเหมือนกับจะไม่ชัด หรือเหมือนจะไม่มีเวทนาเลย
แท้จริง อาการเหล่านี้ คือรูปแบบหนึ่งของเวทนาอยู่นั่นเอง
ดังนั้น ขอแค่ให้รู้ว่า นี่คือความจริงขณะนี้ที่บริเวณนี้
นี่คือเป็นประเภทหนึ่งของเวทนา
หากเรายังสามารถรู้สึกตัวถึงความว่างเปล่า ความไม่ขัดนั้นได้ ก็คือเรามีสติรับรู้มันอยู่แล้ว นี่ก็เป็นการปฏิบัติที่ครบถ้วนถูกต้องแล้วค่ะ
ดังนั้นขอให้ปฏิบัติต่อไปด้วยการมีสติ สัมปชัญญะ อย่างปล่อยวางให้เป็น
7 พ.ค. 69
รายชื่อหัวข้อทั้งหมด
https://sites.google.com/view/list-question