อธิบาย ภังคะ
ถาม…
*️⃣Q(1): เคยได้ยินว่า อจ บางท่านกล่าวว่า ภังคญาณจะเกิดได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ผู้ปฏิบัติหลายคนที่เคยมีประสบการณ์นี้ กลับมีประสบการณ์ภังคะตั้งหลายครั้งค่ะ
*️⃣Q(2): ทำไมบางคนปฏิบัติครั้งแรกก็ได้สภาวะนี้เลย บางคน 2-3 ปีถึงจะได้ บางคนปฏิบัติมาทั้งชีวิต ก็ยังไม่ได้คะ
264 อธิบาย ภังคะ
ตอบ…
✴️A(1): ภังคะ หรือภังคญาณ จัดเป็นวิปัสสนาญาณ ขั้นที่ 2 (ในวิปัสสนาญาณ 9) หรือจัดเป็นโสฬสญาณ ขั้นที่ 5 (ในโสฬสญาณ 16)
ในลำดับญาณ 9 หรือ 16 ก็ดี ผู้ปฏิบัติจะต้องถึงญาณต่างๆ มากกว่าหนึ่งครั้งค่ะ ทุกระดับเลย
🌱บางญาณ จะเข้าถึงได้นับไม่ถ้วนครั้ง ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
บางญาณจะเข้าถึงได้ด้วยจำนวนครั้งที่ตายตัวสำหรับทุกคน ไม่เกินหรือน้อยไปกว่ากัน
แต่ไม่มีญาณใดเลยที่จะถึงได้ แค่ 1 ครั้งค่ะ
🌱สำหรับภังคญาณ เป็นญาณที่ต้องเข้าถึงหลายครั้งมากๆ มากครั้งแบบนับไม่ถ้วนค่ะ จึงจะสำเร็จมรรคผลนิพพานได้
เพราะญาณนี้ คือการขจัดความเขลาขั้นหยาบๆ ที่ฝังแน่น กิเลสหยาบๆ จึงจะต้องคอยตอกย้ำสัจธรรมความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของสรรพสิ่งลงไปในจิตแล้วๆเล่าๆ
ตอกย้ำจนจิตปลดเปลื้องสิ้นเชิงจากความเห็นผิด ความเขลาโง่เขลา ว่าโลกเที่ยง โลกสุข โลกมีตัวตนอยู่ สรรพสิ่งเที่ยง สรรพสิ่งเป็นสุข สรรพสิ่งเป็นตัวเป็นตน
🌱ดังนั้น ผู้ปฏิบัติต้องได้ญาณในระดับขั้นต่างๆทุกระดับขั้นหลายครั้ง จนเปลี่ยน “สัญญา” หรือ perception ได้
เปลี่ยนจาก “สัญญาวิปลาส” (ว่าสรรพสิ่งเที่ยง สุข มีตัวตน)
เป็น “อนิจจสัญญา” (สรรพสิ่งทั้งมวลล้วนไม่เที่ยง)
เป็น “ทุกขสัญญา” “อนัตตสัญญา” อย่างเต็มรอบ อย่างสมบูรณ์ จนมีสัมมาทิฏฐิอย่างบริบูรณ์ มีความเห็นถูกเห็นตรงตามจริงว่า ไม่มีสิ่งใดเลยที่เที่ยง สุข และมีตัวตน
🌱ญาณ ในชั้นต้นๆ ยิ่งต้องผ่านหลายครั้งนับไม่ถ้วนครั้งเลย
แต่วิปัสสนาญาณในขั้นสูงๆขึ้น จะลดจำนวนที่ต้องผ่านเข้าไปถึงลง เพราะปัญญาขั้นต้นๆ ได้เกิดจริงในจิตแล้ว
อวิชชาเริ่มถูกขจัดให้เบาบางลงบ้างแล้วจากการกวาดล้างของวิปัสสนาญาณขั้นต้นๆ จิตเปลี่ยนไปมากแล้ว จากการได้กวาดล้างขยะหนักๆ ออกไปแล้ว
วิปัสสนาญาณขั้นปลายๆ จะเป็นเพียงการกวาดล้างเศษๆบนจิตที่สะอาดมากแล้ว จึงจะเกิดได้เพียงไม่กี่ครั้ง
🌱ซึ่งญาณขั้นแรกเริ่ม ก่อนเข้าวิปัสสนาญาณ ต้องเริ่มที่พื้นฐาน คือต้องเริ่มจากการฝึกให้รู้จักรูปนาม (รู้ว่าตัวเราประกอบด้วยสองสิ่งเท่านั้นคือรูปและนาม) รู้จักปัจจัยแห่งทุกข์ของรูปนาม (รู้จักเหตุแห่งทุกข์ซึ่งคือกิเลส ตัณหา เป็นต้น)
และเริ่มฝึกให้เห็นการเกิดดับของรูปนามนี้ เห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ไตรลักษณ์ของธรรมทั้งปวง (เห็นด้วยจิตส่วนลึก ไม่ใช่จิตที่คิดเอา ว่านี่คือกำลังเห็นการเกิดดับ)
🌱ที่เราทำๆกันอยู่ เราพยายามปฏิบัติให้เห็นถึงระดับการเห็นการเกิดดับของรูปนามด้วยจิตส่วนลึก
โดยการเห็น ต้องเห็นจากจิตภายใน ไม่ใช่เห็นจากตรึกเอา จากการคิดเอาว่า นี่คือการเกิดดับ การที่ “คิด” ว่าเรากำลังเห็นการเกิดดับ ตอนนั้นไม่ได้เห็นการเกิดดับแท้จริง
🌱เวลาที่จิตส่วนลึกทำงานเห็นการเกิดดับนั้น ผู้ปฏิบัติจะไม่รู้ การคิดว่ารู้ ด้วยการคิด การเข้าใจเอา ยังไม่ใช่ เพราะเรา ไม่อาจรับรู้ถึงขบวนการทำงานภายในจิตที่แท้ได้
เพราะจิตเขาจะทำงานของเขาเอง เมื่อสภาวะของจิตประกอบด้วยเจตสิกที่ถูกต้องแท้จริงเท่านั้น
🌱ถ้าผู้ปฏิบัติที่กำลัง ”คิด“ ว่าตนกำลังเห็นการเกิดดับอยู่
ตอนนั้น คือ เรากำลังทำงาน “คิด“ อยู่ เป็นเรา ไม่ใช่จิตภายในของเรากำลังทำงาน “เห็น” อยู่
จึงยังไม่ใช่ของแท้ ยังไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน ยังไม่ได้ตอกย้ำ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ลงไปในจิต
ผู้ปฏิบัติจะไม่สามารถรู้ชัดได้ ว่าจิตตนกำลังทำงานเห็นการเกิดดับอยู่
☘️จิตจะกำลังทำหน้าที่เห็นความจริงนี้อยู่ ต่อเมื่อ จิตมี สติ สัมปชัญญะ และสมาธิอยู่ เท่านั้น ☘️
🌱และหากสามารถมี สติ มีสัมปชัญญะ และมีความตั้งมั่นขณะนั้นๆ (จริง) และมีอย่างต่อเนื่องๆๆ ไป…
สติ สัมปชัญญะ ที่หมั่นเจริญอยู่ ที่กำลังสอนจิตอยู่ ที่กำลังพัฒนาจิตอยู่ ให้ได้ปัญญาตัวเห็นการเกิดดับ หรือเห็นอนิจจัง นี้ก็จะค่อยๆสานต่อกันจากการเกิดปัญญา ทีละขณะๆ เล็กๆ มาเป็นปัญญาที่ต่อเนื่องเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดขึ้น
ปัญญานี้คือ วิชชา
วิชชา ที่ขจัดความโง่เขลา ขจัดโมหะ หรือ ขจัดอวิชชาได้
อวิชชา คือ ตัวต้นเหตุแห่งการสร้างสังขารทั้งปวง
🌱ส่วนญาณช่วงปลายๆ ที่จะข้ามฝั่งสู่ความเป็นอริยบุคคล ถึงพระนิพพาน จะถึงได้แค่ 4 ครั้ง สำหรับทุกคน เหมือนกันหมด ได้แก่ ญาณเหล่านี้…
▪️อนุโลมญาณ/สัจจานุโลมิกญาณ (โสฬสญาณขั้นที่ 12 หรือวิปัสสนาญาณขั้นที่ 9)
▪️โคตรภูญาณ (โสฬสญาณขั้นที่ 13)
▪️มรรคญาณ (โสฬสญาณขั้นที่ 14)
▪️ผลญาณ (โสฬสญาณขั้นที่ 15)
▪️ปัจจเวกขณญาณ (โสฬสญาณขั้นที่ 16)
ญาณขั้นเหล่านี้ ทุกคนที่ปฏิบัติเพื่อถึงพระนิพพาน จะเข้าถึงได้คนละ 4 ครั้งเท่านั้น ใน 4 โอกาส ไม่เกินหรือขาดกว่านี้
4 โอกาส คือ เมื่อเข้าถึงญาณเหล่านี้ เมื่อจะข้ามโคตรเป็นพระโสดาบัน 1 ครั้ง เป็นสกทาคามี 1 ครั้ง เป็นอนาคามี 1 ครั้ง และเป็นอรหันต์ 1 ครั้ง
🌱อนุโลมญาณ เป็นวิปัสสนาญาณขั้นสุดท้าย ที่จิตต้องถึงที่สุดแห่งความเข้าถึงปัญญาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
🌱นับแต่ โคตรภูญาณไป จิตจะเปลี่ยนจากการมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอารมณ์เป็นจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์
🌱เมื่อถึง ผลญาณ แต่ละครั้ง ก็จะถึงที่สุดของนิพพานแต่ละระดับ ถึงนิพพานในระดับพระโสดาบัน ถึงนิพพานในระดับพระสกทาคามี ถึงนิพพานในระดับพระอนาคามี ถึงนิพพานในระดับพระอรหันต์ อันเป็นที่สุดแห่งทุกข์…งานทั้งปวงจบสิ้น✴️
ตอบคำถามที่สอง…
✴️A(2): ความสามารถในการปฏิบัติได้ผลเร็ว เช่น การเกิดสภาวะภังคะเร็ว ของผู้ปฏิบัติบางคน ปฏิบัติไม่กี่ครั้งก็ได้พบสภาวะนี้แล้ว หรือได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงมือปฏิบัติ
🌿หรือการที่ผู้ปฏิบัติบางคนประสบกับสภาวะนี้ได้ง่ายดายกว่าผู้อื่น และบ่อยครั้งมากกว่าคนทั่วไป ก็เนื่องมาจากความชำนาญที่เคยฝึกจนได้ภังคญาณมาก่อนแล้วในอดีตกาล หรืออดีตชาติ จะเป็นเมื่อไหร่ก็ตามที
🌿เปรียบเหมือนกับคนเคยขี่จักรยานเป็นมาแล้ว ต่อให้ไม่ได้ขี่จักรยานเลย 30 ปีเมื่อมาขี่จักรยานใหม่อีกครั้ง ก็จะขี่ได้เลยอย่างไม่ยากเย็น เป็นความเคยชินของสิ่งที่เคยคุ้นชิน เคยเป็นมาแล้ว เคยฝึกมาแล้ว ชำนาญมาแล้ว
🌿หรือคนเคยขับรถเกียร์กระตุกเป็น แม้ไปขับรถเกียร์ auto ทั้งชีวิตก็ไม่ลืมวิธีขับรถแบบเกียร์กระปุก ยังคงสามารถขับได้เสมอ เพราะความคุ้นชินของปฏิกิริยาทางร่างกายที่เคยฝึกมาก่อน นี้คือตัวอย่างของการเคยฝึกฝนในชาติหนึ่งๆ
แต่นี่คือการติดมาทางกายภาพ
ความสามารถที่ติดตัวมาทางกายภาพมักจะชัดเจนในชาตินั้น และอาจจะอยู่ได้แค่ภพชาติเดียว
เมื่อละกายนี้ไปในชาตินี้ เมื่อเกิดใหม่ก็อาจลืมเลือนได้ แต่บางครั้งก็อาจติดอยู่ในจิตด้วย
ซึ่งถ้าภพชาติต่อไปได้สัมผัสอีกก็อาจจำได้ลางๆ หรือทำได้ดีหรือเร็วกว่าผู้อื่นได้
แต่ถ้าภพชาติถัดๆ ไป ไม่ได้สัมผัสอีก ก็อาจลืมเลือนไปเลย
ถ้าเป็นการฝึกความคุ้นชินที่จิตประทับลงไปด้วย ก็จะข้ามภพข้ามชาติได้
🌿ความสามารถหรือความเคยชิน อื่นๆ อีกมากมายที่มนุษย์เราเคยฝึกมาก่อนอย่างหนักในอดีตชาติ เช่น การเป็นศิลปินอัจฉริยะ นักดนตรีอัจฉริยะ นักเต้นรำ ฯลฯ
เมื่อมาเกิดในภพชาติใหม่ ก็มักมีศักยภาพเด่นด้านนั้นๆ เช่น วาดภาพเก่งมาก ชอบวาดภาพมาก หรือ สามารถเล่นดนตรีได้อย่างน่าอัศจรรย์ในวัยเพียงไม่กี่ขวบ
ความสามารถที่เรียกว่าพรสวรรค์เหล่านี้ เกิดจากการสั่งสม ฝึกฝนมานาน ตั้งแต่ ในอดีตชาติแล้ว และติดตัวมาในจิต
🌿การฝึกจิต การปฏิบัติภาวนา ก็เช่นกัน หากมีการฝึกวิปัสสนามาก่อนในอดีตชาติ เคยได้สภาวะธรรม ได้วิปัสสนาญาณขั้นต่างๆมาก่อนแล้วในอดีตชาติ เมื่อเกิดใหม่อีก ความสามารถก่อนเก่าย่อมยังคงอยู่ในจิต จึงฟื้นกลับมาได้ในทันที หรือในไม่ช้า
🌿ชาตินี้เมื่อลงมือปฏิบัติ จะก้าวหน้าต่อไปอย่างรวดเร็ว การฝึกฝนในชาตินี้เป็นการต่อยอดไม่ใช่การเริ่มจาก 0 หรือบางคนก็เริ่มจากการติดลบด้วยซ้ำ
นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมบางคนปฏิบัติทั้งชีวิต ก็ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลง ในทางที่ดีขึ้น ยังคงมีนิสัยเดิม จนบางครั้งผู้คนก็นำไปปรามาส ว่าคนนี้ปฏิบัติตั้งมาก ทำไมยังเลวร้ายอยู่
สาเหตุหนึ่ง ก็อาจเพราะเขาเริ่มจากการติดลบ มาจากฝั่งลบ จึงต้องปรับมาที่ 0 ก่อน จึงเพิ่งค่อยๆ พัฒนามาที่ฝังบวก
คือ เขาอาจเริ่มต้นจากจิตที่สั่งสมอกุศลไว้หนาทึบ และเพิ่งมาสัมผัสธรรมะ และยังไม่มีเมล็ดพันธุ์กุศลมาก่อน
🌿อย่างที่ท่านอาจารย์เคยกล่าวในธรรมบรรยายว่าบางคนที่มาปฏิบัติ เป็นผู้ที่เคยปลูกเมล็ดพันธุ์มาแล้วในอดีตชาติจนเกิดต้นอ่อน (หรือเป็นต้นขนาดต่างๆ) ขึ้นแล้ว
และในชาตินี้เขามาต่อยอดจากต้นเดิมที่ขึ้นแล้วให้เป็นกลายเป็นต้นไม้พที่สูงใหญ่ขึ้นเป็นลำดับ
🌿ต่างจากผู้ที่ไม่เคยฝึกหรือปลูกเมล็ดพันธุ์มาก่อน แต่เคยช่วยสร้าง ช่วยทำบุญให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติธรรมในอดีตชาติ แต่ตนไม่ได้ลงมือปลูกเมล็ดพันธ์ เมื่อมาชาตินี้ก็มักจะสนใจการปฏิบัติ แต่เป็นการเริ่มต้น จึงเท่ากับเขาเพิ่งได้เริ่มลงมือปลูกเมล็ดพันธุ์ พวกเขาเหล่านั้นจึงได้สภาวะธรรมนี้ช้า หรือได้อย่างยากเย็น หรืออาจไม่ได้เลยในชาตินี้ หากไม่มีวิริยะที่สูงพอ แต่ก็ได้เริ่มปูทางเพื่อชาติต่อไป
🌿การที่เคยได้ญาณมาก่อนก็เช่นกัน โดยที่หากเคยปฏิบัติจนได้ภังคญาณนี้มาก่อนแล้ว ย่อมจะฝึกฝนให้ได้อีกในชาตินี้ไม่ยากนัก เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยได้มาก่อน เพราะไม่สามารถฝึกสภาวะจิตได้ง่ายดายนัก ต้องมีขบวนการฝึกฝนที่ยาวนาน แต่ผู้ที่ได้เคยฝึกฝนจนได้ผลมาก่อนในอดีตชาติ จะฝึกได้รวดเร็วมาก
🌿เคยมีผู้ที่ไม่เชื่อว่าคนเราจะสามารถได้ภังคะหลายครั้ง ด้วยเพราะตนเองที่ฝึกมานานมากยังไม่ได้
บางคนอาจเป็นถึงอาจารย์สอนการภาวนา แต่ปฏิบัติเท่าใดก็ยังไม่ได้เสียที หรืออาจได้ 1-2 ครั้งตลอดชีวิต ทั้งที่ฝึกมาหลายสิบปี
คนเหล่านี้จึงอาจเห็นว่าภังคญาณเป็นสิ่งที่ถึงได้ยากมาก และไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ที่คนเราจะเข้าถึงได้หลายครั้งจริง
🌿…ต้นไม้ที่แต่ละคนได้ปลูกมาย่อมสูงต่ำต่างกัน…
บารมีที่เพียรสร้างมาทางนี้นับจากอดีตชาติมาย่อมลึกซึ้งไม่เท่ากัน🌿
🌿สรุปคือ ภังคะ นั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย
ง่ายสำหรับผู้ที่เคยได้มาก่อน ยากสำหรับผู้ที่ไม่เคยพัฒนามาก่อนเลน
🌿ผู้ที่เคยฝึกมานาน ย่อมฝึกให้อินทรีสมดุลย์ได้ง่าย และจิตเข้าสู่สภาพที่ละเอียดอ่อน เหมาะควรแก่การงานด้านการภาวนาได้ง่าย เนื่องจากรู้หลักในจิต รู้วิธีวางจิตให้ถูกมาก่อนแล้ว จิตมาความชำนาญมาก่อนแล้ว
🌿ส่วนจะยากก็ยากสำหรับผู้ที่ไม่เคยฝึกมาก่อน หรือยังฝึกมาน้อย และไม่เคยปรับอินทรีย์ให้สมดุลย์อย่างชำนาญมาก่อน
🌿และ ยิ่งยากมากขึ้น สำหรับผู้ที่มีจิตใจ restless ไม่มีความสงบระงับของจิต ปรับอินทรีย์ไม่เป็น หรือมีกรรมและกิเลสอื่นคอยตัดทอนอยู่
25 ก.พ. 69