เมื่อเข้าถึง สภาวะภังคญาณ จะปฎิบัติต่ออย่างไร
เมื่อเกิดสภาวะภังคญานแล้ว เราจะนำอะไรมาพิจารณาธรรม เนื่องจากว่า sensation ดูเหมือนจะหายไป ตามรูปกายที่หายไป จะเหลือเพียงลมหายใจ และจิตที่รับรู้
เราควรจะปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้มีความก้าวหน้าต่อไปครับ
ขอความเมตตา คำแนะนำจากอาจารย์ด้วยครับ
🌿A1: ก่อนอื่นขอให้ลองตรวจสอบตนเองก่อนนะคะ ว่าสภาวะที่คิดว่าเป็นภังคะ นั้น ใช่ภังคะแน่แล้วหรือเปล่า ส่วนใหญ่ผู้ที่คิดว่าได้ภังคะ มักเป็นผู้ที่ไม่ได้ภังคะจริง แต่ผู้ที่ได้จริงอาจไม่รู้ตัวว่าได้ เพราะใจเขาเป็นกลาง ปลอดจากการให้ค่าใดๆ ใจไม่ได้สนใจรับรู้สภาวะ ใจเพียงปฏิบัติไปอย่างซื่อๆ อย่างซื่อตรง อย่างปล่อยวางแค่ตามดูตามรู้ตามความเป็นจริง ถึงจะเข้าถึงสภาวะนี้ได้ค่ะ
คนส่วนใหญ่ที่มาปฏิบัติ ไม่ได้ภังคะกัน หรอกคะ แต่อาจมีเวทนาละเอียดทั่วตัวเท่านั้น
คอร์สส่วนใหญ่ ก็ไม่มีผู้ปฏิบัติได้ภังคะสักคนด้วยซ้ำ
ทั้งนี้ เพราะการมีจิตอุเบกขาอย่างสมบูรณ์ได้นั้น ไม่ใช่จะเกิดขึ้นง่ายๆ
ต้องฝึกฝนจิตให้วางเป็น วางไว้จริง และวางเช่นนั้นได้ต่อเนื่องกันไปค่ะ
ส่วนบางท่านที่ได้ถึงภังคะในคอร์สแรกก็มีอยู่ แต่น้อยมาก ที่ได้เลยทั่งที่เพิ่งลงมือปฏิบัติครั้งแรก ก็เพราะเขาเคยมีบารมีด้านการภาวนาอย่างถูกต้องมาก่อนในอดีต เคยปฏิบัติวิปัสสนามาในอดีตชาติอย่างถูกต้อง จนได้สภาวะนี้มาแล้ว หรือจิตเข้าที่เข้าทางด้วยอุเบกขาจริงๆพอมาเข้าคอร์ส แม้ครั้งแรก ก็จะปฏิบัติถูกตรงได้เลย จึงจะสามารถมีประสบการณ์นี้ได้เร็ว เขามีจิตที่สามารถเข้าสู่ความเป็นกลางได้อย่างสมบูรณ์เป็น
ดังนั้น พึงระวัง อย่าเพิ่งฟันธงค่ะ ที่คิดว่าใช่ อาจไม่ใช่สภาวะภังคญาณจริง
ผู้ปฏิบัติจำนวนมากเข้าใจว่าตนได้สภาวะนี้ แต่แท้จริงแล้วยังไม่ใช่
สภาวะที่มีเวทนาละเอียด สภาวะที่รับรู้เวทนาได้ทั่วตัว สภาวะที่สามารถลื่นไหล สภาวะที่ความรู้สึกละเอียดอ่อนเบาสบาย สภาวะที่เหมือนเป็นคลื่น สภาวะตัวเบา ตัวว่าง ตัวหาย ฯลฯ เหล่านี้ ไม่ใช่ว่าเป็นสภาวะภังคะเสมอไป
ถึงแม้สภาวะภังคะจะมีเวทนาคล้ายๆนี้รวมๆอยู่ด้วย แต่ภังคะมีคุณสมบัติอื่นมากกว่านี้ เพราะ ภังคะคือการหยั่งเห็นการดับไปของสังขาร จะมีการดับๆๆๆ ที่ปรากฏ ทุกเวทนาก่อตัวไม่ได้ และที่มีอยู่ก็คงอยู่ไม่ได้ จะต้องดับลงๆๆ
เวทนาจึงละเอียดอ่อนแต่รู้สึกได้ชัด และรู้สึกได้ในทุกๆอณูของร่างกาย ทุกอณูภายในร่างกายทั้งหมด เราจะรับรู้ความสั่นสะเทือนที่ละเอียดอ่อนมากๆได้ ในทุกๆเซลล์ของร่างกาย ทุกๆอณู
นี่คือการที่จิตรับรู้ถึงความดับไป ตามกฏไตรลักษณ์ นี่คือการเข้าถึงความเป็นอนิจจังของจิตอย่างแท้จริง ไม่ได้เกิดที่ความคิด ไม่สามารถคิดอนิจจังระดับนี้ขึ้นมาได้ แต่เป็นการเห็นประจักษ์แจ้ง เป็นปัญญาที่ละอวิชชาภายในอย่างแท้จริง
ย่อมไม่ใช่แค่รับรู้เวทนาละเอียด หรือความรู้สึกยิบๆ ซ่านซาบ ฯลฯ ยังไม่ใช่เป็นภังคะ
จิตใจของผู้ที่จะเข้าสภาวะภังคะ ต้องมีความเป็นอุเบกขาที่สมบูรณ์จริงๆ คือวาง ลงอย่างสนิท อย่างศิโรราบ ต่อทุกเวทนาทุกปรากฏการณ์ ทุกสภาวะ และต้องดับลงทั้ง กาย/ใจ คือใจต้องวางสนิทได้จริง
ส่วนที่ถามว่า ต้องทำอะไรต่อนั้น ให้ปฏิบัติเป็นปกติต่อไปค่ะ
ภังคะเป็นเพียงสถานีหนึ่งที่บอกว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว แต่เส้นทางต่อๆไปยังยาวไกลมากๆ เราก็ปฏิบัติต่ออย่างเดิม อย่างที่เคยทำ คือมีอะไรเกิดขึ้น ก็ตามรู้ตามวางมันไป
มันจะว่าง มันจะละเอียด มันจะหาย มันจะเบามันกลับมาหยาบใหม่ มันอะไรก็ช่าง มันคือความจริงขณะนั้นทั้งนั้น เราก็ตามรู้มันตามนั้นต่อไป เพราะเราต้องการฝึกจิตให้มีสติ มีสัมปชัญญะไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้ขาดตอน ธรรมะก็จะเดินต่อไปเอง ปัญญาอันลึกซึ้งจะเกิดขึ้นเอง อย่างต่อเนื่องภายในส่วนลึกของจิตใจ ที่ความนึกคิดทั่วๆไปของเราหยั่งไปไม่ถึง
ปัญญาตัวนี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างคือ “วิชชา” ซึ่งตรงข้ามกับ “อวิชชา” และเป็นตัวกำจัดอวิชชา ความไม่รู้หรือความหลง นี่จึงไม่ใช่ปัญญาที่ทางโลกๆ เข้าใจกัน ไม่ใช่ปัญญาจากการสามารถคิดเอาเองได้ วิเคราะห์เองได้ เข้าใจเองได้ พิจารณาเองได้ แต่เป็นปัญญาที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเกิดการละ เป็นปัญญาแห่งการละอวิชชา ซึ่งจะละ กิเลส ตัณหา อุปาทาน ละภพ ละชาติ ละสังสารวัฏ เป็นตัวที่ขจัดอวิชชาโดยตรง
อวิชชา เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ความหลง หรือโมหะ หลงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เป็นสมมุติว่าเป็นของจริง หลงที่ไม่รู้ว่าหลง เมื่อยึดมั่นถือมั่น กับสิ่งปลอมๆ ก็จะไปเกาะเกี่ยวแน่นกับสิ่งปลอมๆไปสำคัญว่าจริง จึงทำให้ยังเกิดภพชาติไม่รู้จบ
ถ้าจิตเป็นอุเบกขา มีสัมปชัญญะ ขจัดความหลงออกได้ หรือขจัดอวิชชาออกได้เป็นลำดับๆ ปัญญาในการพ้นทุกข์ก็จะพัฒนาขึ้นเป็นลำดับไปเช่นกัน
ปัญญาหยั่งรู้ความจริง ก็จะพัฒนาขึ้นไปๆจนถึงขั้นที่ไม่หลงเหลือ ‘ความไม่รู้’ อีก
ไม่หลงเหลือ ‘ความหลง’ ใดๆ ให้ต้องมาเกิดอีก ก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์
ดังนั้น ในการปฎิบัติธรรม ไม่ว่าจะอยู่ในใดอยู่ จะภังคะหรือไม่ภังคะ ก็ ปฏิบัติอย่างปกติต่อไป
คือ
มีสติตามรู้สิ่งที่ปรากฏต่อไป
มีสัมปชัญญะไม่หลงปรุงแต่ง
มีใจเป็นกลางด้วยอุเบกขา
เฝ้าตามดูตามรู้ทุกปรากฏการณ์ของนามรูปนี้ต่อไป
🔺Q2: ธรรมชำระกิเลสทั้งปวง เมื่อท่านปฏิบัติถึงธรรม อย่างนี้ถูกต้องมั้ยคะอาจารย์ กราบสาธุค่ะ
🌿A2: ธรรมเฉยๆ ไม่ได้ชำระกิเลสทั้งปวงเพราะคำว่า ‘ธรรม’ ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง
แต่ปัญญาที่ขจัดอวิชชาได้ คือตัวชำระความโง่เขลา เมื่อเกิดความรู้จริงขึ้น คือวิชชา ย่อมทำให้ละ โลภะ โทสะ โมหะ
คนปฏิบัติ จึงต้องปฏิบัติให้ถึงปัญญานี้ ธรรมข้อนี้ ที่เรียกว่าปัญญาที่ขจัดอวิชชาได้
ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติถูกต้อง มีสติ มีสัมปชัญญะเห็นตามจริงของธรรมชาติ จึงจะชำระความหลงผิด
เปลี่ยนจากอวิชชา มาเป็นวิชชา จากความไม่รู้ในธรรมชาติความเป็นจริง สู่การรู้
และเป็นการรู้ที่นำมาสู่การละ
เนื่องจากอวิชชาเป็นตัวก่อให้เกิดสังขาร ตามหลักปฏิจจสมุปบาท
เมื่อยังไม่รู้คือยังมีอวิชชา คนเราก็ย่อมสร้างสังขารต่างๆอย่างไม่หยุดยั้ง คือจิตจะทำการปรุงแต่งต่อสิ่งต่างๆอยู่ตลอดเวลา
เมื่อมีสังขารก็มีวิญญาณ เมื่อมีวิญญาณก็มีนามนี้ รูปนี้ เมื่อมีนาม มีรูป ก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และการรับรู้อารมณ์คือภาพทางตา รับรู้เสียงทางหู กลิ่นทางจมูก รสทางลิ้นสัมผัสทางกาย ความนึกคิดทางใจ ที่เรียกว่าเกิดสฬายตนะ
เมื่อมีสฬายตนะ ก็ย่อมเกิดผัสสะ หรือการกระทบกันของตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น รสกับลิ้น ฯลฯ
เมื่อมีผัสสะ การกระทบทางทวารต่างๆ ก็มีเวทนา คือความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือ เฉยๆ
เมื่อมีเวทนา ถ้าไม่มีปัญญา ไม่มีสติ ก็ทำให้เกิดตัณหา เกิดอยากในสิ่งที่ความชอบใจ ผลักไสในสิ่งที่ไม่ชอบใจ
เมื่อมีตัณหา ก็เกิดอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นจริงๆเป็นจังไปกับทุกเรื่อง
เมื่อมีอุปาทาน ก็มีภพชาติ ชรา มรณะและความทุกข์โศกต่างๆ ในชีวิต
🔺Q3 : อาจารย์คะ...ถ้าจะกล่าวว่าลักษณะของภังคะคือ "ต้องเห็นการดับลงๆ ของสังขาร" เท่านั้นจะผิดไหมคะ
แล้วพวกเวทนาหยาบๆ ที่เวลาเรานั่งแล้วเห็นปวด/เมื่อยดับไป...เช่นนี้เรียกว่าภังคะด้วยไหมคะ หรือต้องเป็นการดับในภายในแบบละเอียดเท่านั้น🙏
🌿A3 : ไม่ใช่ค่ะ ภังคะเป็นการหยั่งถึงความดับอย่างเดียว ไม่เห็นการเกิดของเวทนาหยาบ เป็นการหยั่งถึงความเป็น อนิจจังของทุกเวทนา ทั้งทางกายและใจ
ความรู้สึกหยาบๆ ความเจ็บปวดความเมื่อย ความคัน ความร้อน ความตึง ความอึดอัด แม้แต่ความว่างเปล่า คลุมเครือ เป็นเวทนาฝั่งการเกิดขึ้นค่ะ ไม่ใช่ฝั่งการดับไป
ผู้ปฏิบัติที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของเวทนาหยาบต่างๆ ไม่ได้กำลังอยู่ในสภาวะภังคะค่ะ แต่เห็นการเกิดขึ้น และการดับไปอย่างกว้างๆของเวทนาทั้งหลาย
ยังถือว่ายังไม่เห็นการเกิดดับอย่างละเอียดที่แท้จริง ในระดับที่เรียกว่าอุทยพยญาณ (ญาณปัญญาก่อนถึงภังคญาณ)
เพราะสภาวะการดับไปเมื่อเป็นภังคญาณอยู่นั้น จะมีความละเอียดอ่อนเบาสบายของเวทนาทางกายอย่างยิ่ง ไม่มีเวทนาหยาบใดหลงเหลืออยู่ และไม่มีความว่างเปล่า คลุมเครือหลงเหลืออยู่ จิต จะรับรู้ทุกเวทนาอย่างละเอียดถี่ยิบในขั้นอณูหรือเซลล์ของร่างกาย
และตัวจิตเองก็ไม่มีความนึกคิดที่มีลักษณะหนัก ความคิดจากกิเลสหยาบๆ เพราะกิเลสหยาบๆกำลังดับสลายในจิตด้วยเช่นกัน
ทั้งกาย และจิต จะมีการดับสลายลงไปเพียงเท่านั้น ที่จะปรากฏให้เห็นเมื่ออยู่ในสภาวะภังคะ
11 มิ.ย. 68
รายชื่อหัวข้อทั้งหมด