ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า เคารพ เลื่อมใส ศรัทธา พระพุทธเจ้าอย่างยิ่งยวด
▪️A : ขอแบ่งเป็น 3 ประเด็นนะคะ
▪️A1: ประเด็นแรก ที่ comment ว่า…
“…ว่าปฏิบัติธรรมแนวทางนี้มีที่มาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า เหตุใดท่าน อ.โกเอ็นก้า จึงไม่ให้เครดิตว่าเป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา…”
*️⃣ ตอบ:
ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับพระพุทธศาสนา ท่านมีความเคารพ เลื่อมใส ศรัทธา ในพระบรมศาสดาอย่างยิ่งยวด
จะเห็นได้จากงานที่ท่านอาจารย์ทำตลอดอายุขัยของท่าน นับตั้งแต่ท่านเริ่มปฏิบัติธรรมเป็นต้นมา ด้วยการเผยแพร่ให้บุคคลได้พากเพียรประพฤติตนในองค์สาม คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ในทางปริยัติ
แม้ท่านอาจารย์จะถือกำเนิดในศาสนาฮินดูแต่หลังจากท่านได้เข้าฝึกอบรมวิปัสสนา ท่านได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าตลอดมา จะเห็นได้จากการที่ท่านอาจารย์ได้แสดงธรรมในที่ต่างๆ เช่น ธรรมบรรยายในคอร์ส การตอบปัญหาธรรมที่มีบันทึกไว้ การแสดงปาฐกถาในที่ต่างๆ รวมทั้งการสวดมนต์บาลี และท่านยังทรงจำบทสวดมนต์บาลีที่ยาวมากได้เป็นจำนวนมากมาย เช่น ธัมมจักกัปปวัตนสูตร สติปัฏฐานสูตร คิริมานนทสูตร พระปริตร 12 ตำนาน ตีกปัฏฐาน ฯลฯ อีกมาก
ซึ่งบทสวดเหล่านี้ล้วนเป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีในพระคัมภีร์พุทธศาสนา
งานที่ใหญ่มากอีกงานในทางปริยัติ คืองานที่ท่านอาจารย์จัดให้มีการแปล และพิมพ์พระไตรปิฎกทั้งหมดจากภาษาบาลีเป็นอักษรเทวนาครี (ภาษาฮินดี)
ยังมีงานอื่นๆอีกมากค่ะ
งานด้านปฏิบัติ
เราคงเห็นได้ชัดจากการจัดหลักสูตรปฏิบัติธรรมตั้งแต่ 10 วันขึ้นไปจนถึง 60 วัน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้ลงมือประพฤติปฏิบัติธรรม ตามรอยพระบาทของพระบรมศาสดา
ด้านปฏิเวธ
คัมภีร์พระอภิธรรม ได้จัดการที่ผู้ปฏิบัติ ที่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาญาณขั้นอุทยพยญาณ (ญาณลำดับที่ ๔ ในโสฬสญาณ ๑๖) เป็นต้นไป ถึงปฏิเวธ โดยเป็น “โลกียปฏิเวธ” คือปัญญาญาณที่เข้าถึงอนิจจังได้
การปฏิบัติวิปัสสนาคือปฏิบัติสติปัฏฐาน นั้นเป็นการปฏิบัติให้เกิดปัญญาในส่วน “เหตุ”
ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติจนได้วิปัสสนาญาณ (ตั้งแต่ญาณลำดับที่ ๔ เป็นต้นไปจนถึงญาณ ๑๑) จึงจะเรียกว่าได้ปัญญาจริง เป็นปัญญาที่เป็น“ผล” ของการฝึกปฏิบัติสติปัฏฐานจนจิตหยั่งถึงไตรลักษณ์อย่างแท้จริง
ผู้ปฏิบัติต้องได้ปัญญาขั้นนี้เท่านั้น จึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยจากภายใน เริ่มละกิเลสได้
การหยั่งถึงไตรลักษณ์ระดับนี้ จัดว่าเป็นปฏิเวธ แต่เป็นปฏิเวธในระดับ “โลกียะ” เรียกว่าเป็นโลกียปฏิเวธ
ขั้นนี้เท่านั้น จึงเริ่มมีการประหารกิเลสอย่างแท้จริง
แต่ยังไม่ได้ประหารอย่างสิ้นเชิงชนิดเด็ดขาดถอนรากโคนจนกิเลสกลับมาอีกไม่ได้ ประหารได้ในแต่ละขณะที่จิตดำเนินอยู่ในวิปัสสนาขั้นเหล่านี้
ต่อเมื่อปฏิบัติต่อไปๆ จนได้ญาณ ๑๔ หรือมรรคญาณ ซึ่งเป็นโลกุตตระ จึงจะเป็นปฏิเวธขั้นจิตหลุดพ้นจากกิเลสถาวรได้จริง เป็น “โลกุตตรปฏิเวธ”
ปหานกิเลสชนิดที่เด็ดขาด กิเลสที่ถูกประหารไปแล้วนั้นจะไม่สามารถเกิดได้อีกเลยในจิตของคนผู้นั้น
ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติโดยเดินตามเส้นทางที่ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าสอนอย่างถูกต้องย่อมได้ปัญญาถึงขั้น “ผล” จนถึง การบรรลุมรรคผลในที่สุด
นี่คืองานที่ท่านอาจารย์เดินตามพระพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธา สักการะอย่างสูงสุด ท่านทั้งเจริญ ปริยัติ ปฏิบัติปฏิเวธ ด้วยตนเอง และยังสอนหมู่คณะคือพวกเราให้ได้เดินทางเส้นนี้เพื่อไปสู่ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธได้ด้วยเช่นกัน
▪️A2: ประเด็นที่สอง ที่ว่า…
“…หลักการของพุทธก็เป็นสากลอยู่แล้ว เลยเหมือนเลี่ยงบาลีไปใช้คำว่าหลักสูตรวิปัสสนาสากลแทน…”
*️⃣ ตอบ:
ท่านอาจารย์เน้นเพียงคำว่าธรรมะเป็นสิ่งสากลค่ะ ท่านไม่ได้เน้นว่าเป็นวิปัสสนาสากล ท่านอาจารย์พูดในธรรมะบรรยาย อย่างชัดเจนว่า วิปัสสนาเป็นความจริงที่มีอยู่มาตลอดแต่เดิม เป็นธรรมชาติที่มีมาตลอดแต่เดิม ที่มนุษย์ไม่รู้จักเองเท่านั้น แต่ทว่า พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบทรงค้นพบวิปัสสนานี้ หรือ คือ การรู้ตามความเป็นจริงแท้ของสรรพสิ่งในโลก
และเมื่อพระพุทธองค์ทรงค้นพบความจริงนี้ขึ้น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งท่านก็ได้ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้ประพฤติปฏิบัติตาม
▪️A3: ประเด็นที่สาม ที่ว่า…
”…ควรให้คนที่นับถือศาสนาอื่นได้เข้าใจว่าพุทธที่แท้จริงสอนอะไร มีประโยชน์อย่างไร ที่คนศาสนาอื่นก็ปฏิบัติแล้วได้ประโยชน์เช่นกัน…“
*️⃣ตอบ:
ผู้คนที่มีจิตใจใฝ่ดี สนใจเรื่องของจิต สนใจหลักการใช้ชีวิตที่ดีงามอย่างลึกๆ เท่านั้นที่อาจจะอยากรู้เกี่ยวกับหลักศาสนาพุทธ ใช่ว่าคนทั่วไปทั่วโลกจะสนใจเรื่องของจิตใจ และเมื่อพวกเขาเหล่านี้เริ่มศึกษา ทั้งจากการอ่านและการปฏิบัติ พวกเขาย่อมเห็นได้เอง ว่าพุทธศาสนาคือหลักการใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติที่ทำให้ผู้คนมีความสุขที่แท้จริงได้
แต่คนทั่วไปใช้ชีวิตปกติ ไม่มีพื้นฐานทางศาสนาของตนเองด้วยซ้ำ ย่อมไม่สนใจที่จะรู้ว่าศาสนาพุทธคืออะไร และช่วยเหลือชีวิตได้อย่างไร
ดังนั้น ต่อให้ท่านอาจารย์พูดถึงพระพุทธเจ้าและคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างมากมาย ก็ใช่ว่าบุคคลทั่วไปจะเข้ามาสนใจติดตาม
จะมีก็แต่เฉพาะคนที่มีบารมีที่จะพ้นทุกข์ได้อยู่แล้ว หรือคนที่มีปัญญาลึกซึ้งทางจิตใจ ทางชีวิต เข้าถึงความทุกข์ของการเกิดในโลก ที่จะได้ขวนขวายแสวงหาการปฎิบัติแนวทางชีวิตแบบอื่นเพื่อออกจากทุกข์ในโลกนี้
ผู้ที่มีบารมีเหล่านั้น แม้อาจไม่ได้เกิดมาในวัฒนธรรม หรือความเชื่อในแบบพุทธ เขาก็จะแสวงหาชีวิตที่ต่างจากชาวโลกทั่วไปที่ยังมัวเมาอยู่กับกามสุขอยู่
ซึ่งหากพวกเขาเหล่านี้ไม่มีพื้นฐานความเชื่อในพุทธศาสนา หรือมีความยึดมั่นในคำสอนหรือศาสนาเดิมของตน พวกเขาอาจพลาดโอกาสพบธรรมะไปตลอดชีวิตถ้าท่านอาจารย์เน้นความเป็นพระพุทธศาสนาในการจัดอบรมการปฎิบัติธรรมในหลักสูตรขั้นต้น
ท่านอาจารย์จึงสามารถช่วยเหลือให้ผู้คนมากมายในโลกได้ ให้ได้มาลงมือปฏิบัติธรรมด้วยตัวเอง โดยปราศจากอคติ
เพราะการใช้หลักธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งก็คือหลักธรรมชาติของโลกนั้นคือวิธีการที่แยบยลที่สุด
ทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติตามได้อย่างไม่มีอคติลำเอียง หรืออึดอัดใจ
และเมื่อเขาปฏิบัติจนได้ผลเอง เขาย่อมเกิดปัญญารู้ชัดของตนเองขึ้น พวกเขาก็มีจิตเข้าถึงความเป็นพุทธะได้ด้วยตนเองในที่สุด