การศึกษาอภิธรรม ช่วยเกื้อกูลต่อการปฏิบัติหรือไม่
สภีน ข้าวพภภง
A: การเข้าถึงธรรมเพื่อให้สิ้นทุกข์ต้องมีองค์สามอย่างนี้ คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเพ
ฃก
การศึกษาพระอภิธรรมนั้นอยู่ในส่วนของปริยัติ หรือธรรมะในภาคทฤษฎีที่ละเอียดลึกซึ้งมาก
แต่การศึกษาปริยัติให้เข้าใจธรรมะก่อน การปฎิบัตินั้น ไม่จำเป็นต้องแตกฉานในพระอภิธรรม
และถึงแม้อภิธรรม จะช่วยอย่างมากในการปฏิบัติให้ถูกต้อง แต่ผู้ศึกษาจะต้องลงมือปฏิบัติไปด้วย จึงจะเข้าใจพระธรรมอย่างถ่องแท้ได้จริง
การเรียนรู้ภาคทฤษฎีเพื่อที่จะลงมือปฏิบัตินั้น ไม่จำเป็นต้องรู้ถึงขั้นพระอภิธรรมก่อนแต่อย่างใด ผู้ปฏิบัติที่มีพื้นฐานปริยัติในระดับที่เพียงพอต่อการปฎิบัติธรรมได้ถูกต้อง ก็สามารถปฏิบัติธรรมต่อไปได้
เพราะการได้ลงมือปฎิบัติด้วยตนเอง ได้มีประสบการณ์จากการปฎิบัติจริงที่ตรงและสอดคล้องกับปริยัติที่ศึกษามา ย่อมจะปฏิบัติได้ผลดีมากได้
กระนั้นก็ดี เมื่อได้ปฏิบัติต่อเนื่องไป มีภูมิธรรมเลื่อนขึ้นเป็นลำดับ ความเข้าใจในเชิงปริยัติที่สูงขึ้นก็จำเป็น ในทุกระดับขั้นตอน เพื่อให้ก้าวข้ามอุปสรรคหรือข้อติดขัดในแต่ละขั้นตอนของการปฎิบัติธรรมไปได้ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจึงพึ่งหมั่นศึกษาปริยัติไปด้วยกันตลอดการเดินทาง หรือหากไม่ได้ศึกษาปริยัติด้วยตนเอง ก็พึงมีอาจารย์ที่มีความรู้ในทางปริยัติและปฏิบัติที่ถูกต้องคอยให้คำแนะนำ
นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมการปฎิบัติธรรมจำเป็นต้องมีอาจารย์ผู้รู้จริง คอยกำกับแนะนำดูแล เพื่อไม่ให้ผู้ปฏิบัติหลงออกไปในทางที่ผิด เพราะแต่ละสถานีหรือแต่ละขั้นของการปฎิบัตินั้นควรได้รับการชี้แนะเพื่อไม่ให้หลงว่าตนบรรลุธรรมแล้ว หรือเข้าถึงธรรมแล้ว การหลงผิดนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายมากสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานปริยัติที่เพียงพอ
การถึงเป้าหมายแต่ละสถานี ก็คือ ปฏิเวธ คือ การได้ผลของการปฎิบัติ อันเกิดจากการศึกษาปริยัติและการลงมือปฏิบัติ
การที่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนา แล้วได้วิปัสสนาญาณ เช่น ภังคญาณ ก็คือ ปฏิเวธ หรือการได้ผลของการปฎิบัติวิปัสสนาในขั้นนี้ คือ ขั้นภังคญาณ หรือ คือสถานีที่ 2 (ของวิปัสสนาญาณ 9)
(หมายเหตุ: ในหลายที่ ให้ค่าของคำว่า ปฏิเวธ ที่ผลขั้นสุดท้ายคือพระนิพพาน)
โดยสาระ การที่เรียนรู้อภิธรรม ย่อมเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะเป็นธรรมะลึกซึ้งอย่างยิ่งยวด เป็นความเข้าในในระดับลึกของชีวิต อภิธรรมเป็นธรรมะในขั้นความเป็นจริงแท้สูงสุดของสรรพสิ่ง เป็นปรมัตถธรรม ผู้ที่มีความสนใจและมีเวลาย่อมสมควรศึกษาธรรมะอันลึกซึ้งนี้
แต่กับดักของผู้ที่เรียนอภิธรรมที่ควรระวังให้มากๆก็คือ ระวังอย่าหลงคิดว่าตนเองเป็นผู้รู้เหนือคนอื่น หลงคิดว่าตนเองวิเศษกว่าผู้อื่นในทางธรรมะ กล่าวคือ มีมานะ(ความถือตัว)แรงในสิ่งที่ตนรู้ จนลืมที่จะอ่อนน้อมในธรรมะ จิตใจง่ายที่จะมีลักษณะแข็งกระด้าง ไม่อ่อนควรแก่การ ทำงานทางจิต จิตไม่เหมาะสมกับการปฎิบัติให้ได้ผล
เวลาปฎิบัติธรรม ผู้ที่ยึดมั่นความรู้ในอภิธรรมของตน ก็มักปฎิบัติแบบ ”ฉันรู้แล้ว“ “ ฉันรู้ดี” หรือคอยจะเปรียบเทียบประสบการณ์ต่างๆในขณะปฏิบัติเข้ากับเนื้อหาในทางอภิธรรมที่เรียนมา หรือมัวแต่พิจารณาธรรมะในพระธรรมด้วยการขบคิดแทนที่จะให้ความรู้ในระดับลึกผุดขึ้นมาเองจากการปฎิบัติ เลยพลอยไม่สามารถปฏิบัติอย่างได้ผลจริง
หนักไปกว่านั้นอีกก็คือ เผลอไปคอยเทียบคำสอนของสำนักต่างๆ หรืออาจารย์ต่างๆกับความรู้ในอภิธรรมของตน และไปจับผิด หรือไปหมิ่นประมาทอาจารย์ต่างๆ หรือสำนักต่างๆ เข้าโดยไม่รู้ตัว นี่ก็เพราะธรรมะไม่ได้เข้าถึงจิตจริง จิตจึงยังไม่ได้บ่มเพาะความเมตตาที่ลึกซึ้งจนเป็นธรรมชาติของจิต จิตยังคงยึดมั่น จิตมีอุปาทานแน่นหนาในความรู้อภิธรรมของตน
ดังนั้น คำตอบก็คือ อภิธรรมเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ผู้ที่จะปฎิบัติธรรม ให้ได้ผลไม่จำเป็นต้องแต่เข้าใจอภิธรรมอย่างถ่องแท้เสียก่อน เพราะไม่ว่าจะลึกซึ้งในพระอภิธรรมเท่าไหร่ก็ไม่สามารถบรรลุธรรมสิ้นทุกข์ได้หากไม่ได้ออกเดินทางสักก้าวเดียวในการปฏิบัติ
ผู้ที่จะศึกษาอภิธรรม พึงเข้าใจให้ลึกซึ้งว่า ปริยัติเป็นเพียงแผนที่การเดินทางที่จำเป็นที่สุด เพราะถ้าไม่มีแผนที่ก็ย่อมเดินทางไม่ได้ แต่ผู้ที่เรียนปริยัติ หรือศึกษาเส้นทางเดินนั้นก็ต้องออกเดินทางด้วยตนเองทุกคน จึงจะถึงเป้าหมายได้
ข้อสุดท้ายที่พึงตระหนักก็คือ ผู้ที่แตกฉานอภิธรรม ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถก้าวหน้าในการปฎิบัติธรรมได้เสมอไป
และผู้ปฎิบัติธรรมที่ได้ผลในทางธรรมอย่างลึกซึ้งก็ไม่จำเป็นต้องรู้อภิธรรมเสมอไป
ในทางตรงข้ามผู้ปฏิบัติธรรมที่ไม่รู้ปริยัติเลย และไม่มีครูบาอาจารย์ที่รู้ปฏิบัติและปฏิบัติอย่างถูกต้องเป็นผู้แนะนำ ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นย่อมเดินหน้าไปบนเส้นทางธรรมไม่ได้เช่นกัน หรืออาจเดินทางบนเส้นทางที่ผิดไปตลอดทั้งชีวิตเลยเช่นกัน
ดังนั้น จะต้องมีให้พร้อมทั้ง ปริยัติ ปฏิบัติจึงจะ ปฏิเวธได้
23 ก.ย. 68