เมื่อมีความกังวลมากๆ ควรปฏิบัติแบบใด ขอคำแนะนำ
🌿A: ทำได้ทั้งสองอย่างค่ะ ทำให้จิตมีสติขึ้นมา จะใช้สติตามรู้ลม หรือสติตามรู้เวทนาก็ได้ แต่ต้องตามรู้ด้วยใจเป็นกลาง ใจที่วางความกังวลลงไปก่อน
ลองหลับตาลง ตั้งสติ ผ่อนคลายกายลงจนสบายกายขึ้น ไม่เกร็ง จากนั้นผ่อนใจให้เงียบ ให้สงบ ผ่อนคลาย
อย่าพยายามไปกดข่มความกังวล แต่ไม่ไปสนใจรับรู้มัน แล้วเอาจิตมาสนใจรับรู้ที่กายของเรา ซึ่งก็อาจจะเป็นลมหายใจ (ลมหายใจคือกาย) หรืออาจจะเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นบนกาย
🌿ไม่ว่าจะกำลังมีสติรับรู้อยู่ที่กายส่วนไหน (ลมก็ดีเวทนาก็ดี) ให้ใจทั้งหมดสงบระงับ ผ่อนคลาย รู้อยู่ ที่บริเวณนั้นเต็มที่ คือความสนใจทั้งหมดของใจ ให้อยู่ที่บริเวณนั้นเต็มที่ ทั้ง 100% ของจิตให้อยู่กับบริเวณนั้นเต็มที่
เฝ้าดูบริเวณเหล่านั้นหรืออาการบนกายเหล่านั้นอย่างผ่อนคลาย อย่างใส่ใจ อย่างมีสติ
โดยไม่คาดหวังว่าความกังวลจะหายไป เพราะการกระทำนี้หรือไม่ คือไม่สนใจความกังวลต่างๆนั้น
ไม่พยายามแก้ไขให้ความกังวลหมดไป และไม่ดิ้นรนต่อสู้กับความกังวลที่เกิดขึ้น
แต่ปล่อยให้ความกังวลดำเนินของมันไป โดยใจของเราไม่ได้อยู่กับมัน
🌿เหมือนต่างคนต่างเดิน บนเส้นทางคู่ขนาน
ใจรับรู้เดินอยู่ที่กาย ความกังวลก็เดินของมันไปจนมันหมดวาระของมัน
การหมดวาระ หมายถึงความกังวลจะหมดวาระของการส่งผลในช่วงนั้น ซึ่งอาจเป็นการหมดวาระเพราะจิตมีงานทำเรื่องอื่นที่ต้องไปรับรู้ หรือเพราะสาเหตุแห่งความกังวลนั้นจบลง
🌿ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าความกังวลนั้นจะหมดไปอย่างสิ้นเชิง มันแค่หมดเวลาส่งผลของช่วงนั้นเท่านั้น
แต่ความกังวล ย่อมสามารถจะเกิดขึ้นอีกในกาลต่อไปได้ หากสาเหตุของมันยังอยู่
🌿แต่การที่เราสามารถวางใจเป็นกลางเฝ้าดูกายได้ขณะที่ความกังวลดำรงอยู่นั้นเป็นการฝึกใจไม่ให้ทุกข์ และเป็นการขจัดกิเลส อันเป็นต้นตอที่แท้จริงของความกังวล
🌿ความกังวลคือโทสะกิเลส ซึ่งหากเราปราศจากโทสะกิเลสแล้วโดยสิ้นเชิงความกังวลจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีกเลยต่อให้มีความทุกข์ชนิดที่หนักหนาสาหัสขนาดไหนก็ตาม
🌿เพราะเมื่อกิเลสหมดทุกข์ทางใจก็หมด
ทุกข์ทางใจจึงไม่ใช่ทุกข์ที่แท้จริง แต่เป็นทุกข์เพราะใจไปทุกข์กับมัน เป็นทุกข์เพราะเรายังมีตัวเรา ของเรา อยู่นั่นเอง
เมื่อใจไร้กิเลส ไร้ตัณหา ใจย่อมอยู่เหนือความเป็นไปต่างๆในชีวิตได้
🌿ดังนั้น เมื่อมีสิ่งไม่ชอบใจใดๆ เกิดขึ้น ฝึกอย่าเผลอให้ใจไปรับรู้ความกังวลนั้น
วางมันไปซักระยะหนึ่งเพื่อให้ใจมีสติและพบกับความสงบจากการคิด
และคอยเฝ้ารู้กายอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ
ให้มีสติรู้ตามที่กายอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
และการรับรู้ที่กาย ต้องเป็นการรับรู้ที่ผ่อนคลายอย่างยิ่งด้วย อย่าเกร็ง อย่าตึง อย่าคาดหวัง อย่าต่อสู้ อย่าดิ้นรน
รักษาจิตให้เป็นแค่ตามดูตามรู้ที่กายอย่างมีสติ และด้วยความสนใจทั้งหมดของใจ
🌿ทำไประยะหนึ่งเมื่อใจค่อยๆสงบลง ความคิดที่เป็นกุศลและเป็นปัญญามักจะเกิดขึ้น เมื่อใจพบกับความสงบได้จริง
🌿 ตรงนี้ถ้าจิตวางได้จริง จิตสงบลงด้วยสติจริง จิตจะเกิดปัญญาในการแก้ไขความทุกข์ขึ้นมาได้ อาจเป็นปัญญาในขั้นเกิดความนึกคิดอย่างแยบคายลึกซึ้งด้วยกุศลจิต (จินตามยปัญญา) เป็นโยนิโสมนสิการ หรือถ้าสงบระงับวางจนมีใจเป็นกลางได้อย่างสิ้นเชิง ก็อาจพัฒนาเป็นปัญญาที่ลึกที่สุด (ภาวนามยปัญญา) ซึ่งคือปัญญาในส่วนลึกของจิต ที่เกิดเมื่อจิตทั้งหมดเข้าถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างแท้จริง
🌿หากตัวปัญญานี้เกิดได้ ย่อมจะสามารถตัดความกังวลครั้งนั้นๆออกไปได้อย่างแท้จริง
แม้ปัญหาอาจยังอยู่ แต่ใจจะไม่ทุกข์ไปกับมัน
และหากทำเช่นนี้ทุกครั้งที่จิตมีกิเลสเกิดขึ้น หรือมีความกังวลครั้งต่อไปเกิดขึ้น จิตก็จะพัฒนาปัญญา ตัวนี้ขึ้นมาอีก เมื่อทำบ่อยบ่อยเข้า ปัญญาตัวนี้ก็จะเข้าไปแทนที่กิเลส ปัญญาตัวนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่าวิชชา เมื่อวิชชาเกิดอวิชชาก็ดับ และเมื่อวิชชาหรือปัญญาแทนที่อวิชชาโดยสมบูรณ์ เราก็หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง จะไม่มีความทุกข์ใดในจิตได้อีกเลย แม้ความทุกข์ต่างๆในโลกรอบตัวเรายังมีอยู่ แต่จิตเราหลุดพ้นจากมันแล้วโดยสิ้นเชิง
🌿🌿ขอขยายความเพิ่มเติมจากเนื้อหาในคำถาม ที่เขียนมาว่า
“…การเลือกที่จะหลับตาเฝ้าดูความกังวลให้เห็นอนิจจังจริงๆ แล้ววางอุเบกขา เกิดเป็นประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง…“
🌿ขออธิบายตรงนี้ให้เข้าใจเพิ่มขึ้นว่า การตามดูความกังวลและพยายามวางอุเบกขานั้น ยังไม่ใช่อุเบกขาที่เกิดในจิตอย่างแท้จริง และความกังวลอันเกิดจากโทสะภายในจิต ก็ไม่สามารถจะถูกขจัดให้หมดสิ้นไปได้จากจิตส่วนลึกโดยวิธีคิดเอาว่า อุเบกขา อุเบกขา เท่านั้น เพราะการคิดหรือบอกตนเองว่า อุเบกขา อุเบกขานั้น ยังเป็นการสั่งตนเอง ซึ่งแม้จะดูเหมือนมันได้ผลบ้าง คือใจเริ่มวางลงได้บ้าง แต่ก็ยังไม่เด็ดขาดและยังไม่ต่อเนื่องนานพอที่จะให้มีผลอย่างลึกซึ้ง
การใช้คำเตือนใจตนเองว่าอุเบกขา อุเบกขา เป็นจินตามยปัญญา หรือใช้ความคิดเตือนสติให้เกิดปัญญาทางความคิดขึ้น
มีผลในระดับหนึ่ง คือ ใจอาจปล่อยความกังวลนั้นลงไปได้บ้างในระดับหนึ่ง แต่ไม่นานอะไม่ลึกพอ เพื่อใจเริ่มวางได้ในระดับหนึ่ง ให้กลับมาตามรับรู้ที่กาย (ลมหายใจ หรือเวทนา) อย่างต่อเนื่องต่อไปทันที เพื่อให้ปัญญาในระดับลึก หรือ ภาวนามยปัญญาทะยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่ จึงเป็นการเกิดอุเบกขาจิตได้อย่างแท้จริง และเป็นการขจัดสังขารที่เกิดจากโทสะกิเลสได้อย่างแท้จริง
🌿อุเบกขาไม่ใช่สิ่งที่คิดขึ้นมา สั่งขึ้นมา แล้วจะเอามันมาวางลงไปในจิต เพื่อให้กิเลสหายไปจากจิตได้
แต่อุเบกขาจะเกิดได้ ต้องอาศัยการปล่อยมือจากกิเลสที่กำลังเกิดขึ้นให้ได้อย่างสิ้นเชิง
🌿การที่โทสะกิเลส และกิเลสต่างๆ จะออกจากใจได้โดยสิ้นเชิงในแต่ละขณะได้นั้น จิตต้อง “วางสนิท” จากมันเมื่อจิตกำลังรับรู้กายอยู่ เช่น รู้ลมหายใจอย่าง 100% หรือ รับรู้เวทนาในส่วนใดส่วนหนึ่งอยู่อย่าง 100%
จิตต้องถอนออกจากความสนใจในความทุกข์นั้น หรือความกังวลนั้น ในขณะนั้น และไปใส่ใจ สนใจ อยู่แต่กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย
🌿เมื่อใจจดจ่ออยู่กับกาย มีสติรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บนกาย และรับรู้นั้นเรื่องเดียวอย่างเดียว (รับรู้ 100% หรือรู้ด้วยใจทั้งหมด) เรียกว่าจิตมี “สมาธิ” จดจ่ออยู่ที่สิ่งที่รับรู้นั้นร้อยเปอร์เซ็นต์
ณ ขณะนั้น ตัวกิเลสจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย และหากขณะถัดไปๆจิตก็เป็นเช่นนี้อีก กิเลสก็เกิดขึ้นไม่ได้อีก หากเป็นไปเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย กิเลสในจิตที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกเลยอย่างต่อเนื่อง มันก็จะถูกขจัดออกไป ออกไป ออกไป อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าความทุกข์ของเราจะไม่เกิดขึ้นได้ง่ายอีกเพราะกิเลสได้ถูกล้างออกไปมากขึ้นๆๆๆ ล้างจนหมดไปในที่สุด ความทุกข์ในชีวิตก็จะหมดไป
🌿ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราทุกประเภท ไม่ว่าไม่ว่าจะเป็น โกรธ เกลียด กลัว กังวล เศร้า เหงา ซึม เบื่อ เซ็ง ฯลฯ ล้วนเกิดจากกิเลสในจิตทั้งนั้น หาใช่ความทุกข์จริงไม่
แต่เป็นเพราะจิตเรา(ที่ยังมีกิเลส)
ไปลากเอา ”สิ่งต่างๆรอบตัว“ เข้ามาทุกข์เอง
“สิ่งต่างๆรอบตัว“ ที่เกิดขึ้นก็คือโลกธรรม 8 ที่มันก็มีอยู่ของมันตามธรรมชาติในสังสารวัฏนี้
ผู้ที่ฉลาด คือ ผู้ที่ไม่ไปลากมันเข้ามาสร้างความทุกข์ให้ตนเอง
มีคำถามต่อมา จากผู้ปฏิบัติในห้องว่า…
Q: "กายคตาสติ100%" จะจดจำคำนี้ไว้ค่ะ
ตอบว่า…
A: พระพุทธองค์ทรงเน้นธรรมสามอย่างนี้ ในการปฏิบัติให้ได้ผล
🌿สมาหิโต 🌿สัมปชาโน 🌿สติมา
คือการที่ทุกขณะที่จะละกิเลสได้จิตต้อง…
🌿มีสติ
🌿มีสัมปชัญญะ
🌿มีสมาธิ
▪️สติ หมายถึง สติปัฏฐาน คือมีสติรู้ชัดอยู่ที่นามหรือรูป (ไม่ใช่การมีสติรู้ตัวแบบคนธรรมดาทั่วไป)
ถ้าสติอยู่ที่รูป (หรือกาย) ก็ เช่น รู้ลมหายใจ เป็นต้น
ถ้าสติอยู่ที่นาม (หรือจิต) ก็คือความคิด ความรู้สึก เป็นต้น
▪️สัมปชัญญะ
คือการรู้จริง รู้นามและรูปนั้นตามความเป็นจริง การรู้สิ่งต่างๆอย่างที่มันเป็น รู้เฉยๆโดยไม่ปรุงแต่งมัน การรู้โดยไม่ให้ค่าว่าสิ่งที่รู้นั้นคืออะไร เรียกว่าอะไร แค่เห็นมันเป็น “สิ่ง” ที่จิตรู้อยู่ ไม่มีความเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ตัวตนใดๆ
เป็นแค่ “สิ่ง” ที่จิตรู้อยู่
รู้ “สิ่ง” นี้ หรือรู้ “สิ่ง” นั้นที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
▪️สมาหิโต
คือ สมาธิ
คือการที่มีจิตเป็นหนึ่งเดียว ที่เรียกว่า จิตตเอกัคคตา
จิตรู้หนึ่งเดียว จิตรู้เรื่องเดียวด้วยทั้งหมดของจิต รู้ด้วยทั้ง 100% ของจิต ในขณะหนึ่งๆ
สรุป แต่ละขณะที่จิตจะกิเลสได้จริง หรือจิตจะผ่องใสจากกิเลสได้จริง
จิตต้อง
- มีสติระลึกรู้อยู่กับนามหรือรูป
- รู้ตามจริงของนามรูปนั้น (ด้วยปัญญาที่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
- รู้ด้วยความสนใจทั้งหมดของจิตในทุกๆขณะ และมีจิตเป็นหนึ่งเดียวเช่นนี้ให้สืบต่อๆๆๆกันไป
มีคำถามต่อมาอีกว่า…
Q: ขณะที่100% no me, no i, no my ใช่ไหมคะอาจารย์
ตอบว่า…
A: จิตเมื่ออยู่กับกาย (รูป) 100% แรกๆ จะยังมีตัวตนอยู่ ยังเป็นสมมตบัญญัติอยู่ แต่เมื่อปฏิบัติด้วยสามหลักนี้ไปเรื่อยๆ ความเป็นสมมุติ ความเป็นบัญญัติ ที่เห็นตัวตนจะสลายไป เปลี่ยนเป็นธรรมะที่แท้ ที่เรียกว่าปรมัตถธรรม คือ ทุกสิ่งในโลกเป็นเพียง นาม กับ รูป ไม่มีชื่อ ไม่มีสาระ
เป็นเพียงสิ่งที่เกิด ที่ดับไป เป็นเพียงธรรมชาติที่เกิดดับเท่านั้น (ซึ่งก็คือ ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนแท้จริง (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
ตัวอย่างเช่น เมื่อเริ่มต้นปฏิบัติโดยพิจารณาลมหายใจ หรือโดยพิจารณาเวทนาบนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายก็ดี เริ่มแรกผู้ปฏิบัติจะยังคงเห็นลมหายใจเป็นลมหายใจของเราอยู่ เรายังเห็นความรู้สึกเป็นความรู้สึกที่มีชื่อเรียกอยู่ เช่น เจ็บ ร้อน สั่น หนัก ตึง ฯลฯ และเรายังคงเห็นว่า ความรู้สึกเหล่านั้นเกิดขึ้นบนร่างกายของเราอยู่ มันเป็นแขน เป็นขา เป็นมือ ของเราอยู่ ที่อาการเหล่านั้นเกิดขึ้น จึงยังเป็นตัวตนอยู่
มี “แขน” ของ ”เรา“ ที่ ”เจ็บ“
มี ”ขา“ ของ “เรา” ที่ “ตึง”
มี “มือ” ของ ”เรา“ ที่ ”สั่น“
นี่คือสมมุติบัญญัติ เป็นสมมติว่านี่คือแขน และสมมุติต่อไปว่านี่คือความเจ็บ และมีตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้องว่านี่คือแขนของเราที่กำลังเจ็บ
แต่ว่าถ้าฝึกอย่างถูกต้องไปเรื่อยๆ (ด้วย สมาหิโต สัมปชาโน สติมา) ให้ได้ถึงจริง จิตจะค่อยๆเกิดปัญญารู้ตามความเป็นจริงโดยไม่ปรุงแต่งตามสมมุติบัญญัติอีก จิตจะเพียงตามดูรู้ไป โดยไม่ได้ใส่ใจรับรู้ว่าสิ่งที่เราตามดูไปนั้นมันคืออะไร ความเป็นชื่อ อะไรต่ออะไรมันจะหายไป มีแต่การรู้ รู้ รู้ อยู่อย่างนั้น โดยไม่ใส่ใจสิ่งที่กำลังรู้นั้นอีกเลย
จิตก็จะเกิดอุเบกขาอย่างสมบูรณ์ที่สุด เห็นเพียงสิ่งที่จิตรู้ แต่ไม่ใส่ใจว่าจิตนั้นรู้อะไร เห็นความรู้สึก แต่ไม่รู้สึกว่ามันเป็นความเจ็บ แค่มีสติรู้สึกอยู่ แต่ไม่ใส่ใจสิ่งที่รู้สึกนั้นอีกต่อไป นี่คือการเพิกจากสมมุติบัญญัติเข้าสู่ปรมัตถ์ (ความจริงอันสูงสุด)
☘️บทสนทนาต่อเนื่อง ของผู้ตั้งคำถามคนเดิมค่ะ
☘️เมื่อผู้ถามได้นำคำตอบข้างต้นไปทดลองปฎิบัติหนึ่งคืน ผู้ถามท่านนั้นได้ปรารภข้อความนี้มาค่ะ…
(ผู้ถามยินดีแบ่งปันบทถามตอบ)
▪️Q: “...ผมเพิ่งปฏิบัติเสร็จเมื่อสักครู่นี้เองแบบ 100 % เห็นผลเลยครับ…“
▪️A: ให้ระวังนะคะ ว่าอาจไม่ได้ผลดีทุกครั้งเสมอไป ถ้าจิตตอนลงมือปฏิบัติขาดสมดุลไปก่อน
☘️เช่น เมื่อเคยทำแล้วได้ผล จิตมักจะแอบดีใจ ติดใจ และมีความคาดหวังว่าในครั้งต่อๆ ไป ก็จะต้องได้ผลดีเช่นนี้อีก
ถ้าเริ่มต้นด้วยจิตเช่นนี้ จิตเสียสมดุลแล้วค่ะ แค่เริ่มก็ผิดแล้ว
☘️เราต้องไม่ลืมว่า สิ่งต่างๆล้วนใต้กฎเกณฑ์ของความเป็นอนิจจัง
☘️และสิ่งต่างๆขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่แวดล้อมเราในขณะนั้นนั้นด้วย ทั้งเหตุปัจจัยภายในของเราเอง และเหตุปัจจัยภายนอกอื่นๆที่มีผลต่อจิตใจของเราในแต่ละขณะ
☘️อย่างไรก็ดี หากเราสามารถปฏิบัติอย่างถูกต้องโดยจิตไม่มีความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จะแก้ปัญหาได้ จิตปราศจากความคาดหวังใดๆต่อผลของมัน เราเพียงก้มหน้าก้มตาปฏิบัติไปด้วยใจที่ใสซื่อ ด้วยใจที่สมดุลย์ ใจเป็นกลาง ใจที่วางทุกอย่างลง อย่างสิ้นเชิง ธรรมะจึงจะจัดการผลให้เราเองอย่างที่ควรเป็น
เวลาลงมือปฏิบัติเมื่อจิตใจถูกความทุกข์รุมเร้าทุกครั้ง ให้ระวังใจให้ดีนะคะ
อย่าปฏิบัติด้วยความมุ่งหวังใดๆ เช่น มุ่งหวังจะให้ความกังวลใจนี้หมดไป มุ่งหวังว่าจะสำเร็จผลอย่างนี้ อย่างนั้น
☘️อย่าปฏิบัติด้วยจิตที่ “แอบ” ตั้งใจ
หรือ “แอบ” อยากให้หายจากความกังวลนี้ หายจากหายทุกข์โศกนี้ หายจากความโกรธนี้ ฯลฯ
เพราะถ้ามีจิตแบบนี้ (ความอยากแบบนี้) จิตขณะนั้นย่อม “ไม่ผ่องใส” จากกิเลส เพราะมี “ความอยาก” เป็นพื้นฐานในจิตอยู่ เมื่อจิตมีความอยาก ย่อมไม่สามารถปฏิบัติด้วยใจเป็นกลางและสมดุลย์ได้เลย
☘️จิตที่มีความอยาก ย่อมไม่มีอุเบกขา ย่อมไม่สามารถขจัดกิเลสตัวอื่นๆได้ ไม่สามารถชำระความกังวล ความโกรธ หรือความทุกข์โศกใดๆได้เลย เพราะตัวจิตเองก็กำลังถูกกิเลสครอบงำอยู่
☘️เราจะเอากิเลสหนึ่ง ไปชำระอีกกิเลสหนึ่ง ย่อมเป็นไปไม่ได้
☘️มีแต่จะ double, triple หรือ multiply กิเลสให้เพิ่มขึ้นมาเสียอีก
☘️ความทุกข์ก็จะยิ่งเพิ่มพูนยิ่งขยายตัว กลายเป็นความเร่าร้อน กระวนกระวาย เป็นความทุกข์/กายทุกข์ใจประเภทต่างๆที่ตามมาอีกเป็นกระพรวน…
☘️ถ้าสร้างเหตุด้วยความอยาก ด้วยความคาดหวัง ก็คือเรากำลังสร้างเหตุด้วยจิตที่มี ”โลภะกิเลส“ ครอบงำอยู่
จิตชนิดนี้จึงไม่สมดุลย์บริสุทธิ์แต่แรก ย่อมไม่สามารไปละกิเลสอื่นได้ ไม่สามารถไปละความทุกข์ใจต่างๆที่เรากำลังต้องการจะละได้เลย
☘️ดังนั้นเวลาปฏิบัติต้องให้จิตมันซื่อๆไว้ค่ะ ให้จิตมันใสๆ จิตมันวางๆ จิตมันสมดุลย์ไว้ ให้จิตปราศจากความคิด ความคาดหวังใดๆไว้ เพียงปฏิบัติไปอย่างซื่อๆ ปฏิบัติด้วยความซื่อตรงจริงๆ ปฏิบัติด้วยใจบริสุทธิ์ เบาๆ วางๆ ไป
ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องของผล
☘️นี่จึงจะเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง เป็นการปฏิบัติด้วยการ “สร้างเหตุ“ ที่ถูกต้อง
☘️เราทำได้เพียงการสร้างเหตุเท่านั้น เราสร้างผลไม่ได้ค่ะ
เราจึงไม่พึงคาดหวังผลใดๆ ทั้งนั้น แต่ให้มุ่งที่การสร้างเหตุให้ดีเอาไว้
☘️เมื่อสร้างเหตุได้ถูก
ผลย่อมดีเอง☘️
22 ต.ค.68
รายชื่อหัวข้อทั้งหมด
https://sites.google.com/view/list-question