การปฏิบัติวิปัสสนาอย่างเดียวช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้ไหม / ตอบคำถามเรื่องการล้างบาป
หากชีวิตอยู่ในช่วงขาลง ตกต่ำ การปฏิบัติวิปัสสนาเพียงอย่างเดียวจะช่วยให้คลี่คลายได้ไหมครับ หรือควรทำอย่างอื่นเพิ่มเติมด้วย เช่น บริจาค ทำบุญต่างๆ
🌿A1: ตอบว่า…
การที่จะคลี่คลายความทุกข์ได้หรือไม่ได้นั้น ขึ้นกับเหตุปัจจัยหลายอย่างค่ะ
ทั้งนี้ เพราะสาเหตุแห่งความทุกข์เอง ก็เกิดจากหลายเหตุปัจจัยหลายอย่างในอดีต ความทุกข์ปัจจุบันคือผลอันเกิดจาก ‘เหตุเก่า’ ที่เป็นบาปในอดีต
การแก้ไข จึงต้องพากเพียรการสร้าง ’เหตุใหม่‘ ในปัจจุบันที่เป็นกุศล ตรงข้ามกับเหตุเก่าที่เป็นบาปอกุศล เพื่อคลี่คลาย และลดความรุนแรงของความทุกข์ที่เราเผชิญอยู่ จากบาปเก่าในอดีตลง
ผลกรรมหรือวิบากกรรมที่คนเรากำลังเผชิญอยู่ปัจจุบันนั้น ไม่ว่าผลนั้นจะเป็นความสุข สมหวัง หรือ ความทุกข์ระทม ความสิ้นหวัง ตกต่ำในชีวิต ล้วนแล้วแต่เกิดจากเหตุเก่า ที่เราเท่านั้นเป็นผู้สร้างมา
เมื่อสร้างเหตุไปแล้ว เราย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลของมันได้เลย นี่คือกฎธรรมชาติ
คนอาจคิดหวังว่า ตนจะทำความดีเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีต แล้ว ความทุกข์ที่กำลังรุมเร้าเบียดเบียนตนอยู่ ก็จะคลี่คลายลงได้
แน่นอน กุศลกรรมอันดีงามย่อมมีผลช่วยบรรเทาความรุนแรงของความทุกข์ได้จริง…
แต่จะมีผลมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง
…เพราะกรรม และผลของกรรมมี ขบวนการส่งผลที่สลับซับซ้อนมาก ดังนั้นแม้เราจะพยายามทำความดีหลายอย่าง หรือทำความดีที่เป็นความดีขั้นสูง คือ ปฏิบัติกรรมฐาน ก็ใช่ว่าจะสามารถแก้ไขกรรมให้หมดไปได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ…
ส่วนหนึ่ง เราไม่รู้สามารถรู้ชัดและรู้รอบได้เลย ว่าเราได้เคยไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้บ้างในชาติต่างๆ ไม่รู้ว่าบาปเหล่านั้นหนักหนาสาหัสเพียงใด เรามากทำน้อย หรือได้ทำบ่อยครั้งเพียงใด เราทำไปด้วยจิตแบบไหน มีเจตนาอะไรแฝงอยู่บ้างในจิตตอนนั้นๆ ฯลฯ
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในจิตย่อมเกิดเป็นสังขารอยู่ตลอดเวลา จิตของเราที่มีความคิดอ่านสลับซับซ้อนฉันใด เราก็ได้สร้างสังขารที่สลับซับซ้อนด้วยฉันนั้น และสังขารเหล่านั้นก็ส่งผลเป็นกรรมในกาลข้างหน้าของชีวิตเราเสมอ ดุจเงาตามตัว
อีกส่วนหนึ่ง คือ กุศลกรรมต่างๆที่เราตั้งใจจะทำเพื่อเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนกรรมของเรา เพื่อบรรเทาความทุกข์จากวิบากกรรมเก่านั้น เราได้ทำด้วยจิตที่ถูกต้องหรือไม่ เราได้ทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์หรือไม่ เราได้ทำกุศลกรรมที่มีน้ำหนักมากเพียงพอหรือไม่ เราได้ทำความดีเหล่านั้นสม่ำเสมอเพียงพอหรือไม่ เราได้ทำด้วยจิตที่ปราศจากความอยาก (ตัณหา) ความยึด (อุปาทาน) แล้วหรือไม่ ฯลฯ
หากดีกรีของบาปไม่สาหัส และดีกรีของกุศลแก่กล้า การแก้ไขคลี่คลายความทุกข์ย่อมเป็นไปได้มาก
แต่หากดีกรีของบาปเก่าหนักหนาสาหัส แต่ขบวนการสร้างกุศลยังไม่ถูกทาง หรือยังไม่มากพอ หรือยังเป็นกุศลที่มีกำลังอ่อน หรือยังเป็นการสร้างกุศลอย่างหวังผลด้วยกิเลส
การแก้ไขเพื่อคลี่คลายความทุกข์จากผลของกรรมเก่าย่อมเป็นไปได้ยาก หรือเกิดผลน้อย
ถึงกระนั้นก็ดี หากชีวิตนี้ เราเป็นผู้ตั้งตนอยู่ในศีลในธรรม กระทำความดีเป็นปกตินิสัย มีการกระทำดีหลากหลายรูปแบบ ทานก็ทำ ศีลก็ถือ ภาวนาก็ไม่ย่อหย่อน…
เราย่อมสามารถหลีกเลี่ยง หรือลดทอน ทุกข์จากวิบากของกรรมเก่าได้ ไม่มากก็น้อย
บาป เปรียบเหมือนกับเราเติมเกลือลงในน้ำสะอาด ยิ่งเติมลงไปมากเท่าไหร่ น้ำก็จะมีรสเค็มจัดขึ้น
กุศลธรรม เปรียบเหมือนการเติมน้ำสะอาดลงไปในน้ำเกลือ น้ำสะอาดย่อมทำให้น้ำเกลือเจือจางลง
และหากเราเฝ้าเติมน้ำสะอาดลงไป ไม่หยุดหย่อน เติมเป็นจำนวนมาก ความเค็มในน้ำย่อมเจือจางลง จนจืดลงได้
ขบวนการคลี่คลายความทุกข์ของชีวิตก็ เช่นกัน เป็นกระบวนการที่ชำระล้างผลของกรรมเก่าทางลบ ด้วยการสร้างเหตุหรือกรรมใหม่ทางบวก เพื่อทำให้ผลของกรรมเก่าในทางลบ เจือจางลง
ยิ่งสร้างกุศลกรรมมากขึ้น ความทุกข์อันเกิดจากอกุศลกรรมเก่าก็จะลดลงมากขึ้นๆ
แต่กระบวนการนั้นต้องใช้ทั้งเวลา ใช้ความพากเพียรพยายามยิ่ง ที่จะทำความดีให้ถึงพร้อม และใช้ความพากเพียรพยายามที่จะไม่ให้จิตมีบาปอกุศลเกิดขึ้นเลยด้วย
ในทางธรรม การสร้าง “เหตุใหม่” หรือกรรมใหม่ที่ดีงามเพื่อคลี่คลายและเพื่อขจัดความทุกข์ของชีวิตสำหรับ ’ฆราวาสทั่วไป’ ได้แก่ การบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ 3 (ทาน ศีล ภาวนา)
หรือ
บุญกิริยาวัตถุ 10
▪️บริจาคทาน
▪️อุทิศบุญ
▪️น้อมอนุโมทนาบุญในความดีงามของผู้อื่น
▪️รักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์
▪️ขวนขวายช่วยเหลือเกื้อกูลในสิ่งที่เกิดประโยชน์
▪️อ่อนน้อมถ่อมตนเคารพในผู้อื่นและในสิ่งที่พึงเคารพ
▪️ศึกษาและใคร่ครวญธรรมะให้เกิดปัญญา
▪️ให้คำแนะนำผู้อื่นด้วยธรรม ด้วยกุศลจิต
▪️ อบรมจิตใจตนเองให้สงบจากกิเลส (สมถภาวนา) และอบรมปัญญาเพื่อละกิเลส (วิปัสสนาภาวนา)
▪️มีสัมมาทิฏฐิ มีความคิดเห็นที่ถูกทำนองคลองธรรมตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า
ส่วน ‘ฆราวาสผู้มีปัญญา‘ เห็นทุกข์โทษภัยในสังสารวัฏ ย่อมดำรงชีวิตในบุญกุศลเป็นพื้นฐานของจิต แต่พวกเขาจะมุ่งหน้าทำลายกิเลสเพื่อความสุขที่ถาวร
ดังนั้น นอกจากการทำความดีในบุญกิริยาวัตถุแล้วอยู่เป็นปกติแล้ว ยังมุ่งมั่นพัฒนาตนไปสู่ความประเสริฐสูงสุด ให้จิตหลุดพ้นจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน ด้วยการบำเพ็ญไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา
เริ่มจากศีล สมาธิ ปัญญา ขั้นพื้นฐานไปสู่ ศีล สมาธิ และปัญญาขั้นสูง เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เป็นไปเพื่อการหลุดพ้นจากสังสารวัฏ
ศีลขั้นสูงๆขึ้น หรืออธิศีล เป็นการสำรวมกาย วาจา ใจ
จิตมีสติคอยสำรวม ตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ ไว้ไม่ให้ปรุงแต่งต่อสิ่งที่มากระทบ
ศีลขั้นนี้ย่อมระงับ “กิเลสอย่างหยาบ” ไม่ให้เกิดขึ้นได้
อธิจิต คือ การพากเพียรปฏิบัติสมถกรรมฐาน เพื่อให้จิตมีสมาธิมั่นคงขึ้น จนจิตมีความสงบอย่างยิ่ง เมื่อจิตสงบอย่างยิ่งเราย่อมสามารถระงับ “กิเลสขั้นกลาง”หรือนิวรธรรมให้สงบลงได้
อธิปัญญา คือการพัฒนาปัญญาด้วยวิปัสสนา จนจิตเกิดญาณปัญญาเห็นไตรลักษณ์ (ไม่เที่ยง ทุกข์ ไม่มีตัวตน)
จิตจะเกิดการสลัดออกจากตัณหาที่นอนอยู่ในจิตเป็นอนุสัยกิเลส เป็น “กิเลสอย่างละเอียด”
ตัวอวิชชาหรือความไม่รู้ก็จะถูกขจัดไปด้วยปัญญา หรือวิชชา หรือความรู้ตามจริงในกฏของธรรมชาติ เมื่อจิตรู้ในระดับประจักษ์แจ้งนี้ จิตย่อมจะพ้นไปจากความทุกข์แห่งโลกธรรมทั้งมวล
ความทุกข์ต่างๆ ที่สลับสับเปลี่ยนเวียนว่ายเข้ามาในชีวิต จะกลายเป็นความทุกข์ของโลกไป เป็นเพียงความทุกข์ที่มีอยู่คู่โลก แต่ไม่เกี่ยวกับตน ไม่ใช่ความทุกข์ของตนอีกต่อไป
เมื่อจิตพัฒนามาถึงขั้นนี้ ความตกต่ำ ความสูญเสีย ความพลัดพราก ความบีบคั้น ให้ทุกข์กายทุกข์ใจต่างๆอันเป็นความทุกข์ของโลก ย่อมไร้ผลต่อเราอย่างสิ้นเชิง
นี่คือการคลี่คลายหรือขจัดทุกข์ทั้งปวงออกจากใจของเราได้อย่างแท้จริง
ความทุกข์ต่างๆนานัปการย่อมดำเนินไปของมันอยู่ในสังสารวัฏ ไม่เคยหยุดยั้ง
เพราะทุกข์เป็นธรรมชาติของโลก ของสังสารวัฏ
แต่จิตเรา จะไม่หวั่นไหวไปกับมันอีกเลย
เราจะสามารถเดินไปในท่ามกลางกองทุกข์เหล่านี้ได้
โดยไม่ถูกความทุกข์แปดเปื้อนอีกเลย
ดังนั้น…
กุศลธรรมทุกประเภท ย่อมมีส่วนช่วยในการคลี่คลายความทุกข์ จากการส่งผลของกรรมเก่า อันเป็นทุกข์ที่บีบคั้นจากกรรม เช่น การตกต่ำ การสูญเสียพลัดพราก ภัยพิบัติรุมเร้า ความเจ็บป่วย และความตาย ฯลฯ
ส่วนวิปัสสนา เป็นการขจัดทุกข์ที่รากเหง้าของทุกข์
จึงย่อมสามารถคลี่คลายได้ทั้งตัววิบากกรรม หรือสภาพบีบคั้นจากกรรมส่งผลให้ลดทอนกำลังลง
และทั้งสามารถไปคลี่คลายความทุกข์ภายในใจออกไปได้ด้วยไปปลดเปลื้องตัวตัณหาที่ต้นตอแห่งทุกข์
และนี่คือความอัศจรรย์ ของ การปฎิบัติวิปัสสนา ที่เมื่อผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจนพัฒนาจิตของตนให้เป็นผู้เหนือทุกข์ได้มากขึ้น…
ผู้นั้น ก็จะเหมือนเป็นเรือเดินสมุทรที่สะเทินน้ำสะเทินบก ไม่ว่าคลื่นจะโหมกระหน่ำหนักเพียงใด เรือก็ยังคงแล่นไปข้างหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง
แต่จะถึงขั้นนั้นได้ ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาต้องพัฒนาจิตตนจนเข้าถึงวิปัสสนาญาณเป็นลำดับขั้นไป
ความทุกข์ก็ย่อมลดระดับความสาหัสไป ตามระดับของปัญญาที่เกิดขึ้น
ขอเน้นว่า ปัญญาในวิปัสสนาญานที่จะมีผลจริงในการขจัดทุกข์ ขจัดกิเลส อย่างเด็ดขาด ต้องเป็น “ภาวนาปัญญา” คือ เป็นปัญญาจากการ “ประจักษ์แจ้ง” หรือ “รู้แจ้งชัด“ ในอนิจจังด้วยจิตส่วนลึก ไม่ใช่ด้วยการคิดเอา หรือ ด้วยการเข้าใจ หรือ ด้วยการพิจารณา
เปรียบได้กับผู้ที่ศึกษาทฤษฎีของศาสตร์ต่างๆ แต่ยังไม่ลงมือปฏิบัติสิ่งที่เรียนรู้นั้น ย่อมยังไม่มีประสบการณ์ต่อสิ่งนั้นจริง
เขาย่อมยังไม่รู้แจ้งชัดในสิ่งนั้นอย่างแท้จริง
ความรู้นั้นยังคงเป็นของผู้สอน ไม่ได้เป็นควารู้ของเขา
เขาเป็นเพียงผู้จดจำมา…
รู้จำ กับ รู้จริง มันคนละเรื่องกัน
รู้จำ จิตยังไม่เปลี่ยนแปลง
รู้จริง ต้องเปลี่ยนแปลงในจิต
ตัวอย่าง คนที่ได้ฟังคำอธิบายวิธีขี่จักรยาน เคยเห็นคนอื่นขี่จักรยาน ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถขี่ได้ เพราะได้ฟังวิธีการและได้เห็นคนอื่นขี่ หากแต่เขาต้องลงมือฝึกขี่เองเท่านั้นจึงจะสามารถรู้วิธีรักษาสมดุลย์ของร่างกายขณะขับเคลื่อนจักรยานไปข้างหน้าไม่ให้ล้ม
เมื่อเรียนรู้สิ่งใดแล้วต้องลงมือทำเท่านั้น สิ่งที่เรียนรู้นั้นจึงจะเป็นความรู้ของเราอย่างแท้จริง
ปัญญาในธรรมนั้น ยิ่งล้ำลึกกว่าศาสตร์ทั้งปวงในโลก
เป็นปัญญาที่ต้องได้มาจากการภาวนา ที่เรียกว่าภาวนามยปัญญา ซึ่งจะเกิดได้ ต้องลงมือปฏิบัติเท่านั้น
โดยจิตต้องมีประสบการณ์จริงภายในตนเองเท่านั้น ถึงจะรู้แจ้งได้
รู้จำ เป็นเพียงผู้เดินตามความรู้ของผู้อื่น
รู้จริง เมื่อลงมือปฏิบัติตามความรู้นั้นเอง จนเป็นความรู้ของตนจริง
รู้แจ้ง ชำนาญในความรู้นั้นจนถึงที่สุด ไม่มีสิ่งใดที่ต้องรู้อีก
การลงมือในภาคปฏิบัติ สำหรับการฝึกกรรมฐานเท่านั้น จึงจะเป็นปัญญาอย่างแท้จริงของตน เป็นปัญญาระดับภาวนาปัญญา ไม่ใช่ปัญญาของคนอื่นที่เราได้ยินมาหรือเรียนรู้มา
และปัญญาระดับนี้เท่านั้น จึงจะเป็นปัญญาที่ขจัดทุกข์ทั้งปวงได้จริง
ผู้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง จะต้องหมั่นรักษา ”สติ“ ให้ตามรู้เท่าทันจิตของตนอยู่เสมอ และเมื่อมีสติตามรู้ ก็ต้องวางสิ่งที่รู้ทั้งหลายนั้นไปเพราะเห็นอนิจจังของมัน
เมื่อจิตมีสติจากการปฎิบัติธรรม
จิตย่อมไม่หลง (หลงยึด หลงปรุงแต่ง)
เมื่อจิตไม่หลง จิตย่อมเกิดปัญญา
เมื่อจิตเกิดปัญญา จิตย่อมถึงวิมุตติสุข หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้
โดยสรุป…
1. ความทุกข์ของโลกไม่มีวันจบสิ้น
เพราะนี่คือธรรมชาติของสังสารวัฏ ที่ดำเนินไปไม่มีวันสิ้นสุด
ตราบใดที่สรรพสัตว์ยังต้องเกิดอยู่ ความทุกข์ก็จะเวียนว่ายอยู่กับสรรพสัตว์เหล่านั้นทุกลมหายใจ
2. วิบากกรรมจากผลของกรรมเก่าของคนเราก็ไม่มีวันจบสิ้น
เพราะตราบใดที่เรายังไม่เป็นอริยบุคคล เรายังไม่สามารถละกิเลส เราย่อมกระทำกรรมต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา
ในแต่ละวันเราย่อมสร้างสังขารตลอดทั้งวัน สร้างทุกเวลาที่เราตื่นอยู่
มีเพียงเวลาเดียวเท่านั้น ที่เราจะไม่สร้างสังขารเลย คือเมื่อเรามีสติ
และต้องเป็นสติ ในสติปัฏฐานเท่านั้น ไม่ใช่สติของคนธรรมดาทั่วไป
ส่วนการมีสตินั้น ไม่ว่าจะมีสติอยู่กับลมหายใจ หรือมีสติอยู่กับการรู้สึกตัว สังขารก็เกิดไม่ได้ในขณะนั้น
มีสติอยู่ จิตย่อมมีกิเลสอยู่ไม่ได้
3. การขจัดทุกข์ให้หมดสิ้น จะต้องทำเป็นเป็นลำดับขั้นไป
เริ่มจากทาน ศีล ภาวนา เพื่อให้ชีวิตสงบสุขในระดับหนึ่งจากการทำความดี
ความทุกข์จากโลกธรรม จะค่อยๆบรรเทาเบาคลาย เพราะกรรมดีไปตัดรอนทุกข์ลง
จนถึง ศีล สมาธิ ปัญญา มุ่งขจัดตัณหาออกจากจิต
เมื่อตัณหาเบาบางลง ความทุกข์ ‘ใจ‘ ก็เบาบางลงไปด้วย
แม้ทุกข์ที่รุมเร้ายังคงอยู่ แต่ใจย่อมไม่เร่าร้อนทรมานเท่าเดิม เพราะตัณหาที่พาใจให้ดิ้นรนเดือดพล่านเริ่มเบาบางลง
เมื่อพัฒนาไตรสิกขาไปอย่างต่อเนื่อง จิตย่อมเกิดภาวนาปัญญาขึ้น พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปัญญาขั้นสูงสุด
จิตก็จะหลุดพ้นจากสังสารวัฏ นี่คือ การหลุดพ้นสิ้นเชิงจากความทุกข์ทั้งปวง ไปตลอดกาลไม่มีวันหวนกลับมาทุกข์ได้อีก
▪️Q2: ถามว่า…
ท่าน อ.โกเอ็นก้ามักพูดถึงเรื่องการเกิดเหตุต่างๆในชีวิต เช่น ความทุกข์ เกิดได้ไม่ได้แบ่งศาสนา แล้วการชำระล้างบาปที่เคยทำ มีบ้างไหมครับอาจารย์
256) การปฏิบัติวิปัสสนาอย่างเดียวช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้ไหม / ตอบคำถามเรื่องการล้างบาป ( 31 ต.ค. 68 )
🌿A2: ตอบว่า…
การชำระล้างบาปมีในบางความเชื่อ อย่างเช่น ในศาสนาคริสต์มีพิธีล้างบาปตอนเป็นทารก เป็นการล้างบาปที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
และมีพิธีแก้บาปที่เป็นการแก้ไขบาปที่ได้เคยทำมาแล้วหมดสิ้นด้วยการไปสารภาพบาปกับพระเจ้าผ่านทางบาทหลวง
ไม่ว่าจะเป็นพิธีล้างบาป หรือพิธีแก้บาป ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่บาปหมดไปเพียงเพราะเราเอาน้ำรินล้าง ที่หน้าผาก หรือเพราะบาทหลวงยกบาปให้ในนามของพระผู้เป็นเจ้า
จำเลยที่ยอมสารภาพผิดในศาล ก็ยังต้องรับโทษ ใช่ว่าความผิดจะถูกยกไปหมด เพราะจำเลยสารภาพ
แม้ว่าจะอาจมีผลในทางลดหย่อนโทษ แต่การลงโทษก็ยังต้องมีอยู่
นี่คือทางโลก ที่การยอมสารภาพผิดด้วยวาจามีผลทางกฎหมาย
แต่กฎเกณฑ์ที่ใช้ทางโลก กับกฎแห่งกรรมนั้นต่างกัน
ในทางธรรมนั้น ทุกอย่างเกิดที่จิต ขึ้นอยู่กับจิตทั้งหมด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ คำพูดภายนอกหรือการกระทำภายนอก ที่ไม่ตรงกับจิต
สิ่งที่อยู่ในจิตจริงๆ เท่านั้นคือตัวตัดสินโทษอย่างแท้จริง
ผู้สารภาพผิดที่ไม่ได้สำนึกผิดภายในจิตของตนอย่างแท้จริง ย่อมไม่มีผลใดใดกับการเปลี่ยนแปลงกรรมที่เขาต้องมาเสวยในภายหน้า
จิตที่ก่อบาป ย่อมเก็บบาปนั้นไว้ภายในตลอดไป
แม้ไปเกิดในภพชาติอื่น ได้ร่างกายใหม่ สมองใหม่ ลืมความทรงจำของชาติก่อน
แต่กรรมต่างๆที่เคยกระทำไว้ จะถูกจารึกอยู่ในจิตส่วนลึก ในภวังค์จิต ที่ได้จารึกทุกสังขารเอาไว้อย่างแนบแน่น
ดั่งที่ว่า
เราลืมกรรม แต่กรรมไม่ลืมเรา
บาปกรรม เมื่อกระทำแล้วเกิดเป็นกรรมที่ติดอยู่ในจิตของผู้กระทำ แม้ว่าไม่มีผู้ใดรู้ แต่จิตผู้กระทำย่อมรู้อยู่
และจิตที่พกพากรรมนั้น ย่อมตามติดตัวไปทุกภพชาติดุจเงา…
วิบากกรรมจากการกระทำกรรมนั้นย่อมต้องตามมาให้ผลอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
ไม่ว่าเราจะเสียใจ หรือสำนึกผิดในการกระทำของเราเพียงใด
กฎของธรรมชาติก็คือ เรายังคงต้องชดใช้
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดา พระเจ้าทั้งหลาย ก็ไม่สามารถล้างบาปที่เราทำได้ ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม
เพราะแม้แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดา หรือพระเจ้าเอง ก็ยังมีกรรมเป็นของของตน ที่ตนก็ต้องชดใช้เองเช่นกัน
ในทางพุทธศาสนา เราจึงไม่มีการล้างบาป เพราะมันเป็นไปไม่ได้
แต่เราสามารถทำให้บาปกรรมเหล่านั้นกลายเป็นอโหสิกรรม
คือหมดความสามารถในการส่งผลให้กับเราต่อไปได้ ด้วยการกระทำกุศลกรรมให้เต็มพร้อมดังได้กล่าวไว้แล้วในข้อหนึ่งข้างต้น
พระพุทธองค์ตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ว่าสติปัฏฐาน คือทางสายเอก สายเดียว ที่จะนำหมู่สัตว์ไปสู่ความพ้นทุกข์ได้
☘️“เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยาโสกปริเทวานํ
สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ฐายสฺส
อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ฯ”☘️
แปลความว่า…
ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นทางไปอันเอก
เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อล่วงความโศก และปริเทวะ
เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์ และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔
สติปัฏฐาน เป็นการชำระบาปอกุศลในจิต ถ้าจะเทียบกับคำว่าล้างบาป แก้บาป ตามศาสนาอื่นก็พอได้
แต่…ความต่างอย่างยิ่งอยู่ที่ว่า เรา เท่านั้นที่เป็นผู้ต้องแก้ไขบาปของตนเอง
เราต้องเป็นผู้สำนึกเสียใจในบาปของตนเองอย่างลึกซึ้ง
และตั้งใจจริงว่าจะไม่กระทำบาปเหล่านั้นอีก ด้วยตัวเองก่อน
จากนั้นก็ต้องมีขบวนการแก้ไขตนเองต่อๆไปอย่างไม่หยุดยั้ง
แก้ไขไปจนบาปนั้นเจือจางลงหรือหมดไปจากจิต
เมื่อเหตุแห่งการทำบาปหมดไป หรือกิเลสอันเป็นเหตุที่ทำความชั่วเหล่านั้นหมดไป การแก้ไขจึงจะสำเร็จอย่างบริบูรณ์
ขบวนการแก้ไขบาปก็ด้วยการบำเพ็ญเพียร
จากกุศลขั้นพื้นฐาน คือบุญ จนถึงการเจริญปัญญาอันเป็นขั้นสูงสุด
มีวิปัสสนา หรือสติปัฏฐานเป็นงานของจิต พัฒนาจิตด้วยตนเองต่อไป จนจิตหมดจดซึ่งกิเลส
บาปจึงหมดเพราะตนเอง หาไม่มีพระเจ้าเป็นผู้ล้างบาปให้ หรือยกบาปให้แต่อย่างใด
ดังนั้น เมื่อเราปฏิบัติวิปัสสนาไปอย่างต่อเนื่อง
🌱โดยรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย เป็นการขจัดกิเลสขั้นหยาบจากการผิดศีล
🌱มีจิตติดตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่กับการภาวนา ระวังรักษาจิต สำรวมจิต ให้สงบ ไม่พลุ่งพล่านด้วยนิวรณ์
🌱เจริญปัญญาด้วยสติปัฏฐาน จนจิตเข้าถึงความทุกข์ของโลกว่าล้วนคืออนิจจัง เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์
จิตที่เห็นความจริงแท้นี้ จะคลายกำหนัดในโลก และย่อมวางโลกได้โดยสิ้นเชิง
เปรียบประดุจคนที่โยนรองเท้าเน่าคู่เก่าทิ้งไป
ความทุกข์ใดๆ ในโลกก็หมดความหมายไป
เพราะจิตอยู่เหนือโลก เหนือกรรม เหนือวิบาก เหนือทุกข์
นี่จึงเป็นการล้างบาปโดยสิ้นเชิง เพราะไม่มีบาปให้ต้องล้างอีก
และก็ไม่มีบุญให้ต้องกลับมาเสพสุขอีก
เป็นการจบสิ้นของการวนเวียนไปๆมาๆของชีวิต ชีวิตแล้วชีวิตเล่า…
30 ต.ค.68