← 🍃ธรรมมรรคา
25917 ก.พ.69อ่าน ~18 นาที

สมาธิ คือการฝึกจิตให้นิ่งเป็นหนึ่งเดียว วิปัสสนา คือการตามรู้ความไม่นิ่งของจิต

❓ ปุจฉา (คำถาม)
เรียนถามครับ การมีสติคือการที่จิตเราระลึกรู้ ซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องมีเครื่องอยู่ของสติ เช่น พุทโธ หรือลมหายใจเป็นต้น แล้วถ้าหากเรานั่งสมาธิไปสักพักจนจิตเริ่มสงบ ลมหายใจเราเริ่มละเอียดจนหายไป แบบนี้เราจะเอาอะไรเป็นเครื่องอยู่ของสติดีครับ
ข้อสอง เรื่อง สัมปชัญญะ ถ้าผมขอใช้คำแบบง่ายๆว่า การรู้สึกตัวทั่วพร้อม พอจะได้ไหม ผมเคยอ่านเจอในสติปัฐานสูตร หมวด สัมปชัญญะบรรพ คือ เขาให้เน้นรู้สึกตัวในอิริยาบทต่างๆ เช่น รู้ว่านั่ง กิน ยืน เดิน
พอผมคำนึงถึงคำว่า สัมปชัญญะ แล้ว มุมมองเวลาปฏิบัติมันเปลี่ยนไปหน่อยครับ เช่น หากนั่งสมาธิดูลมหายใจอย่างเดียว นั่งสักพักจะเคลิ้มๆ เหมือนจิตไหลไปเกาะลมหายใจแต่ ถ้ากำหนดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เราจะรู้สึกว่าเรานั่งอยู่พร้อมกับมีลมหายใจเข้าออก แบบหลังจะไม่เคลิ้มง่ายแต่สติก็ไม่ได้โฟกัสที่ลมอย่างเดียว เหมือนเราดูหุ่นกำลังนั่งอยู่แล้วมีลมเข้าออก
ปัจจุบันถ้าเวลาผมนั่งสมาธิ ผมจะภาวนาพุทโธ แล้วดูว่าสติจับตรงไหนของร่างกายเด่นขัดที่สุด ซึ่งของผมชอบไปรู้ตรงกลางหน้าอก ผมจะรู้สึกตรงกลางหน้าอกขยับขึ้นลงเบาๆ จากการที่เราหายใจเข้าออก พอเรารู้ชัดตรงนั้นแบบไม่ต้องบังคับ ผมก็เลยรู้ตรงนั้นไปเลย ซึ่งส่วนตัวรู้สึกมีข้อดีกว่ารู้ลมเข้าออกตรงปลายจมูก คือผมจะไม่ค่อยง่วงเวลาทำ เหมือนกับว่ามันมีผู้รู้คอยดูความรู้สึกตรงกลางหน้าอกที่มันพองขึ้นยุบลง พอกำหนดรู้ได้สักพัก
จนมันคล่องตัว บางทีผมก็จะทิ้งคำบริกรรม เพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยจำเป็น พอทำไปจนเริ่มสงบมากขึ้น อาการพองยุบตรงหน้าอกมันแทบไม่เหลือ ซึ่งเข้าใจว่าลมหายใจเราเริ่มเบาลง ตรงนี้คือเริ่มเป็นปัญหาของผม เพราะไม่รู้จะดูอะไร ผมต้องกลับไปบริกรรม พุทโธใหม่ ซึ่งผมว่ามันน่าจะไม่ถูกต้องรึป่าว หรือว่าเราต้องฝึกหัดสติให้เข้มแข็งกว่านี้ จนเกิดผู้รู้แจ่มชัด และอยู่กับผู้รู้
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

ขอแบ่งปันคำถามจากผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง ที่ไม่ได้ปฏิบัติแนวทางนี้นะคะ

A: พี่ขอแบ่ง comment เป็นส่วนๆนะคะ

*️⃣ ถาม : “…การมีสติคือการที่จิตเราระลึกรู้ ซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องมีเครื่องอยู่ของสติ เช่น พุทโธ หรือลมหายใจ…”

✴️ ใช่ค่ะ การมีสติคือการที่จิตรู้ตัว มีความรู้สึกตัวอยู่ หรือมีตัวรู้
ส่วนสิ่งที่จิตรู้ คือ กาย หรือจิต (นามหรือรูป) ของตน
การรู้ของสติ ที่ถือเป็นการภาวนานั้น ไม่ใช่การรู้สึกตัวของคนทั่วไป แต่ต้องเป็นสติที่ระลึกรู้อยู่ที่ฐานใดฐานหนึ่งตามหลักสติปัฏฐาน นั่นก็คือสัมมาสติในมรรค 8

▪️กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
🌿รู้ลมหายใจ ก็คือ รู้กาย
🌿รู้ความเป็นธาตุ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) หรือความเย็น ร้อน อ่อน แข็งบนร่างกาย เช่น รู้ความอุ่น ความเย็น ของร่างกาย ก็คือ รู้ธาตุไฟ รู้ความแข็งตึง หรือ อ่อนหยุ่น ของร่างกาย คือรู้ธาตุดิน
🌿รู้ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ รวมทั้งรู้ที่หทัยวัตถุ หรือตรงกลางอก ที่เล็กทำอยู่ ที่จิตไปตั้งอยู่ ไปรับรู้อยู่ ก็คือ รู้กาย
🌿รู้อิริยาบถต่างๆ เดิน ยืน กิน เคลื่อน คือ รู้กาย

▪️เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
🌿รู้สึกสุขเวทนา คือการรู้สึกในอาการเบาสบายของร่างกาย
🌿รู้สึกทุกขเวทนา คือรู้สึกอาการไม่สบายต่างๆของร่างกาย เช่นความเจ็บปวดความเมื่อยขบ
🌿รู้สึกโสมนัสเวทนา คือ รู้สึกใจสงบ สุขใจ
🌿รู้สึกโทมนัสเวทนา คือ รู้สึกไม่สบายใจ ทุกข์ใจ
🌿รู้สึกอุเบกขาเวทนา คือ รู้สึกตัวอยู่ แต่ไม่มีทุกข์หรือสุขแค่รู้สึกอยู่ ความรู้สึกกลางๆเฉยๆ ทางกาย หรือทางใจ

▪️จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
คือรู้สิ่งที่เกิดในจิต เช่น รู้ว่าจิตกำลังโกรธ รู้ว่าจิตกำลังไม่โกรธ รู้ว่าจิตกำลังสงบ รู้ว่าจิตกำลังหวั่นไหว เป็นต้น

▪️ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
คือรู้ธรรมในจิต เช่น ขันธ์ 5 อายตนะ โพชฌงค์ ฯลฯ

เหล่านี้จึงจะเรียกว่า กำลังมีสติอยู่

ส่วนการรู้ที่คำบริกรรม เป็นการรู้ในระดับบัญญัติ ยังไม่ใช่สติในขั้นภาวนา แต่เป็นการเตรียมจิตให้ระลึกรู้ลึกลงไป
ดังนั้นการใช้ พุทโธ หรือคำบริกรรมอื่น เป็นการเตรียมจิตเพื่อเข้าสู่สติในการภาวนาหรือปรมัตถ์ ตัวบริกรรมจึงยังอยู่ในระดับที่ตื้นกว่าของสติ

*️⃣ถาม : “…ถ้าหากเรานั่งสมาธิไปสักพักจนจิตเริ่มสงบ ลมหายใจเราเริ่มละเอียดจนหายไป แบบนี้เราจะเอาอะไรเป็นเครื่องอยู่ของสติ…”

✴️จะรู้ที่ตัวใดก็ได้ ที่เป็นกาย หรือ จิตของเรา ในหลักสติปัฏฐาน ใช้ได้หมด

*️⃣ถาม: “…สัมปชัญญะ ถ้าผมขอใช้คำแบบง่ายๆว่า การรู้สึกตัวทั่วพร้อม พอจะได้ไหม…”

✴️สัมปชัญญะ คือการรู้ตามความเป็นจริงของนามหรือรูปในแต่ละขณะ รู้อย่างที่มันเป็น ไม่ใช่รู้อย่างที่คิด รู้มันไปซื่อซื่อ รู้โดยไม่ตีความ ไม่ต้องทำความเข้าใจ รู้โดยไม่ไปปรุงแต่งถึงสิ่งที่รู้ว่ามันคืออะไร (เพราะการไปใส่ใจในสิ่งที่รู้ว่ามันคืออะไรเป็นสัญญาทำงาน เป็น ‘รู้จำ’ แต่การแค่รู้มันตามนั้นเป็นวิญญาณรู้ หรือจิตรู้ เป็น ’รู้จริง‘) ซึ่งในแต่ละขณะนั้น จะรู้ที่ใดก็ได้ที่สติระลึกรู้อยู่

*️⃣ถาม: ”…ผมเคยอ่านเจอในสติปัฏฐานสูตร หมวด สัมปชัญญะบรรพ คือ เขาให้เน้นรู้สึกตัวในอิริยาบทต่างๆ เช่น รู้ว่านั่ง กิน ยืน เดิน…”

✴️ ใช่ค่ะ จะใช้สัมปชัญญะบรรพ ก็ใช้ได้ เพราะอยู่ในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

โดยรวมแล้ว การที่ฝึกภาวนาเป็นประจำ โดยสติจะได้รับการเจริญ ทำให้จิตมักระลึกรู้อยู่ที่กาย หรือที่ใจของตนเอง ทุกขณะได้ถี่ขึ้น เมื่อสติว่องไวขึ้น ก็จะตามรู้กาย ใจ ของมันเองไป โดยอัตโนมัติ
บางครั้งก็รู้สึกตัวที่บริเวณนั้น บริเวณนี้ บางครั้งก็รู้สึกถึงลมหายใจ บางครั้งก็รู้สึกถึงอาการยืน เดิน นั่ง นอน บางครั้งก็รู้สึกว่าจิตกำลังโกรธ จิตกำลังมึนซึม จิตกำลังลิงโลด เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเอง และบ่อยขึ้นๆๆๆ เมื่อฝึกสติและสัมปชัญญะเป็นประจำ และฝึกมานาน จนจิตมีกำลัง มีอินทรีย์แก่กล้าขึ้นเป็นลำดับ

*️⃣ถาม: “…หากนั่งสมาธิดูลมหายใจอย่างเดียว นั่งสักพักจะเคลิ้มๆ เหมือนจิตไหลไปเกาะลมหายใจแต่ ถ้ากำหนดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เราจะรู้สึกว่าเรานั่งอยู่พร้อมกับมีลมหายใจเข้าออก แบบหลังจะไม่เคลิ้มง่ายแต่สติก็ไม่ได้โฟกัสที่ลมอย่างเดียว…”

✴️ สองอย่างนี้เป็นการปฏิบัติเพื่อผลที่
ต่างกัน

กรณีแรกถ้านั่งสมาธิดูลมหายใจอย่างเดียว โดยจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียวที่จุดกระทบของลม จิตจะเกิดสมาธิขึ้น อันนี้เป็นสมถภาวนา หรือสมถกรรมฐาน เป็นการฝึกสมาธิให้จิตนิ่งและตั้งมั่น ณ จุดๆ เดียวที่เรียกว่ามีจิตเป็นเอกัคคตา
ถ้าไม่ใช้สัมปชัญญะ ตัวสติจะพัฒนาสมาธิให้แก่กล้าขึ้น ก็จะมีอาการดิ่งนิ่งสนิท และบางครั้งก็จะเคลิ้มเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น แต่ยังมีสติชัดอยู่ (แต่ไม่ใช่อาการกึ่งหลับกึ่งตื่น แบบมึนๆซึมๆ เหมือนคนง่วงซึ่งเป็นถีนมิทธะนิวรณ์)

ส่วนกรณีที่สอง ที่มีสติรู้อยู่อยู่ที่ลมหายใจ แต่มีสัมปชัญญะรู้ตามจริง รู้ตัวทั่วพร้อมณบริเวณนั้น รู้ชัดตามที่มันเป็นจริงขณะหายใจ อันนี้เป็นวิปัสสนากรรมฐาน เป็นสติปัฏฐาน

กรณีแรกเป็นการฝึกสมาธิ ในไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา)
กรณีหลัง เป็นการฝึกปัญญา ในไตรสิกขา

*️⃣ถาม: “…ผมจะภาวนาพุทโธ แล้วดูว่าสติจับตรงไหนของร่างกายเด่นชัดที่สุด ซึ่งของผมชอบไปรู้ตรงกลางหน้าอก ผมจะรู้สึกตรงกลางหน้าอกขยับขึ้นลงเบาๆจากการที่เราหายใจเข้าออก พอเรารู้ชัดตรงนั้นแบบไม่ต้องบังคับ…”

✴️ บริเวณกลางหน้าอก เป็นที่ตั้งของหทัยวัตถุ เป็นที่ตั้งของจิต เป็นมโนทวารเป็นภวังค์จิต ซึ่งเป็นที่เกิดและที่ตั้งอยู่เป็นปกติของจิต ถ้าไม่ไปทำงานรับรู้ผัสสะตามทวารต่างๆ จิตจะตั้งอยู่ที่นี่ และการรับรู้ต่างๆจิตจะทำหน้าที่รู้ชัดที่นี่ และเก็บทุกอย่างไว้ที่นี่ เป็นตัวรักษาภพ
ดังนั้นผู้ที่เจริญสติเป็นประจำ หรือผู้ที่ปฏิบัติหลายคนที่อาจเคยเจริญสติในอดีตชาติ ก็มักรู้สึกตัวที่บริเวณนี้เด่นชัด ขึ้นมาเอง
หรือบางครั้งคนปกติทั่วไป ที่เวลามีความเจ็บใจหนักๆ เสียใจหนักๆ หรือโกรธหนักๆ ก็มักจะรู้สึกเจ็บที่หน้าอก ที่คนมัก เอามือกุม ทาบ หรือกด ที่บริเวณนี้ไว้เวลามีความทุกข์ใจมากๆ เพราะบริเวณนี้จะรู้สึกหนักหน่วง เพราะจิตกำลังทำงานอย่างหนักอยู่ที่มโนทวาร

*️⃣ถาม: “…ลมหายใจเราเริ่มเบาลง ตรงนี้คือเริ่มเป็นปัญหาของผม เพราะไม่รู้จะดูอะไร ผมต้องกลับไปบริกรรม พุทโธใหม่ ซึ่งผมว่ามันน่าจะไม่ถูกต้องรึป่าว หรือว่าเราต้องฝึกหัดสติให้เข้มแข็งกว่านี้ จนเกิดผู้รู้แจ่มชัด และอยู่กับผู้รู้ …”

✴️ ถ้าสติตามรู้ลมหายใจอย่างเดียว ที่เป็นการฝึกสมถกรรมฐาน หรือฝึกสมาธิ เมื่อจิตมั่นขึ้น หรือสมาธิแนบแน่นขึ้น ลมหายใจจะละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น เบาลง เบาลง แต่สติรู้ชัดว่ายังรู้ตัวอยู่ ณ บริเวณจุดกระทบของลมหายใจ (ที่อยู่บริเวณใต้ช่องจมูกเนื้อริมฝีปาก) ซึ่งเนื้อที่ที่จิตตั้งมั่นนี้มักจะเล็กลง เล็กลง ตามความละเอียดของจิต ตัวลมหายใจก็เป็นเส้นเล็กลง เล็กลง การรับรู้ก็ชัดขึ้น ชัดขึ้น ตรงบริเวณนี้
แต่ลมหายใจที่เล็กลงและแผ่วลงเรื่อยๆนี้ ก็จะละเอียดขึ้น แผ่วเบาขึ้น จนในที่สุดมันจะเหมือนลมหยุดไปเลย ไม่มีลมอีกเลย ซึ่งถ้าสติยังชัดอยู่ ยังรู้ตัวชัดอยู่ที่บริเวณนี้ รู้เป็นหนึ่งเดียวขึ้นอยู่ที่บริเวณนี้ ไม่รับรู้เวทนา ไม่มีความคิดใดๆ จิตกำลังรวมเป็นหนึ่งเดียว เอกกัคตาเจตสิกกำลังทำงานร่วมกับจิตอย่างต่อเนื่องๆๆอยู่ ลมหายใจก็เหมือนจะหยุดไป ซึ่งจะเป็นไปได้สองระดับ อาจหยุดในระดับที่จิตได้อุปจารสมาธิคือจิตรวมแต่ยังไม่แนบแน่น (เป็นขั้น access) หรือหยุดสนิทขึ้นเมื่อจิตได้อัปนาสมาธิ รวมแนบแน่นอย่างตั้งมั่นไม่คลอนแคลนไร้นิวรณ์อีกเลย (เป็นขั้น absorption) จิตจะสงบมากๆๆๆๆ นิ่งสนิท ปีติที่แผ่ซ่านทั้งตัวจะเกิด ความสุขที่ละเอียดอ่อนมากจะเกิด เกิดความเป็นกลางของจิตที่ไร้กิเลสแทรกซึม

ดังนั้น ถ้าลมหายใจหยุดไป แต่สติยังคมชัดอยู่ ยังตามรู้ชัดอยู่ที่บริเวณนี้อยู่ คือกำลังเดินถูกทางอยู่ สมาธิกำลังเดินสู่ขั้นที่ลึกขึ้น จึงไม่ควรไปถอยให้มันหยาบขึ้นถึงขั้นกลับไปบริกรรมซึ่งจิตจะหยาบกว่า มาก ควรกำหนดรู้ต่อไป ให้จิตยังคงตั้งอยู่มั่นต่อไปอยู่ที่บริเวณนี้ ไม่เคลื่อนไปไหน ไม่ถอยออกไปคิดว่าทำถูกผิด เมื่อคิดตัวรู้จะหยุดทำงาน ตัวจำจะทำงาน ตัวปรุงก็จะทำงาน
ให้ตามรับรู้ที่ตรงนี้ต่อไป แล้วธรรมะจะทำงานของเขาต่อเอง อย่าถอยจิตออกมา ประคองจิตไว้ให้จิตแนบแน่นอยู่ที่บริเวณนี้ต่อไป หรือถ้าหากจิตยังหลวมไม่แนบสนิทติดต่อๆๆๆกัน ก็อาจใช้ลมช่วย ผลักลมหายใจให้รู้สึกขึ้นมาเล็กน้อย(เล็กน้อยมากๆ) แค่ผลักเพื่อให้จิตรู้ชัดขึ้นที่บริเวณนี้ต่อเนื่องไปนานขึ้นอีก นานขึ้นอีก จิตก็จะตั้งมั่นมากขึ้น แล้วสมาธิในขั้นแนบแน่นขั้นต่อไปจะพัฒนาขึ้นเอง

แต่ถ้าดูลมหายใจ โดยมีสติรู้ลมหายใจ อยู่ที่จุดกระทบลมนี้ด้วย และมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม หรือสัมปชัญญะอยู่ด้วย จิตไม่แนบแบบดิ่งลึก แต่จิตตามรู้สิ่งที่เกิดคือ จิตกำลังทำหน้าที่รับรู้การเปลี่ยนแปลง ณ บริเวณนี้ นั่นคือจิตกำลังเกิดปัญญาเห็นการเกิดดับ กำลังเห็นอนิจจัง
กรณีนี้ลมหายใจหรืออานาปาณสติกำลังทำงานเป็นวิปัสสนากรรมฐานอยู่ เพราะการเห็นการเกิดดับ คือการเห็นความเป็นจริงของสรรพสิ่ง ซึ่งคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
และตัวไตรลักษณ์นี่เอง คือตัวปัญญาที่ทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถหลุดพ้นจากสังสารวัฏได้
กรณีนี้จิตจะไม่แนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว แต่จะทำงานรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงไป ณ บริเวณนี้

สมาธิ คือการฝึกจิตให้นิ่งเป็นหนึ่งเดียว
วิปัสสนา คือการตามรู้ความไม่นิ่งของจิต

17 ก.พ. 69