ช่วยเหลือสัตว์ ด้วยจิตที่ถูกต้อง (ก่อนทำ–ขณะทำ–หลังทำ)
เลยสงสารจะเอาไปรักษาไปคลีนิกใกล้บ้าน
หมอเค้าจะผ่าให้เลยโดยไม่ได้ตรวจความพร้อมของร่างกาย เราเลยไม่ผ่าที่นี่ เลยตัดสินใจไป รพ เอกชน แพงนิดหนึ่ง หมอก็ตรวจเลือดว่าหมาพร้อมไหม สรุปว่าผ่าได้ เลยผ่า และให้ทำหมันไปพร้อมกันเลย
หมอถามว่าจะตรวจชิ้นเนื้อด้วยไหม ถ้าตรวจแล้ว เป็นก็ต้องรักษาโดยคีโม คิดว่าคีโม มันก็ไม่ดี และเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย
ค่าตรวจชิ้นเนื้อ 2500 เลยไม่ตรวจ สรุปให้ผ่าตัดเย็นวันนั้นเลย และฝากไว้ที่ รพ อาทิตย์หนี่ง คชจ เกือบ 20000
ผ่าไปแล้ว ก็มาคิดว่าไม่น่าผ่าเลย เพราะถ้าเป็นมะเร็ง มันก็จะกระจายและขึ้นใหม่อีก
เลยคิดจะหายาตัวไหน ที่จะช่วยไม่ให้มะเร็งกระจาย นึกออกว่ามียาตัวหนึ่งที่เค้าทำเพื่อคน สกัดจากมังคุด ใบบัวบก และอื่นๆอีก เค้าวิจัยและพัฒนา คนที่กินเป็นมะเร็งแล้วดีขึ้น เลยlineไปถามเค้า เค้าบอกว่ามี แต่แยกกันคนละส่วนกับคน เค้าให้lineมา เลยติดต่อเค้า ถามข้อมูล เลยซื้อมา 30 เม็ด 1600 บาท ซื้อมา 1 กระปุก เพราะตังหมด เอาแค่นี้ลองกินก่อน
ที่เป็นทุกข์ คือไม่น่าผ่า ผ่าแล้วจะดีขึ้นไหม หรือแย่ลง ทุกข์ว่าทำไมไม่คิด มากินยาตัวนี้ก่อน ถ้ายุบจะได้ไม่ต้องผ่า และอยู่ดีๆ
ได้ดูTikTok ขึ้น รพ รักษาสัตว์ที่เป็นมะเร็งพอดี ที่นี้เค้าจะบอกขั้นตอนการรักษาอย่างรอบคอบ และจะตรวจดูก่อนว่าก้อนเนื้อเป็นแบบไหน สมควรผ่าไหม เจอช้าไป และตัดสินใจเร็วไป
จะทำอย่างไรดี ไม่ให้คิดว่าเราผิดไหม นี่ทำบาปอีกหรือเปล่า
A: A: บุญเกิดที่จิต ไม่ได้เกิดที่การกระทำที่ปราศจากกุศลจิต
บาปก็เกิดที่จิต จิตที่คิดในทางอกุศล เป็นจิตที่บาปแม้กำลังทำบุญอยู่
จิตใจที่เป็นทุกข์และเศร้าหมอง แม้จะเกิดจากการทำความดี กลับมีผลเป็นบาปได้ ไม่รู้จักระวังจิตให้รักษาความเป็นกุศลอยู่เสมอ
จากที่เล่ามาทั้งหมด มีทั้งหมดบุญและบาปเกิดตลอดกระบวนการ ขึ้นอยู่กับว่าจิตมีสภาพเป็นแบบไหนในแต่ละขณะ มีความคิดอะไรเกิดขึ้นในแต่ละขณะ จิตก็ปรับขึ้นลงเป็นกุศลบ้างอกุศลบ้างตามความคิดขณะนั้นๆ
เรื่องที่เล่ามาจึงเป็นเรื่องของบุญผสมบาป
ความคิดครั้งแรกเป็นความกรุณาที่เกิดกับสัตว์ จิตขณะนั้นย่อมเป็นกุศล
ต่อมากุศลในจิตเริ่มไม่บริสุทธิ์เพราะมีความกังวลใจอันเป็นโทสะกิเลสเข้ามาประกอบ
ถ้าจะให้ความกรุณาเป็นกุศลที่บริสุทธิ์ได้ จะต้องมีอุเบกขาพรหมวิหารประกอบด้วย หรือมีสติคอยตามกำกับไม่ให้จิตเป็นทุกข์หรือกังวลไปกับความสงสารนั้น
ความคิดถัดๆไป น่าจะเป็นอกุศลเยอะอยู่เพราะถ้ามีความทุกข์ใจ ความกังวลใจ ความลังเลใจ
จิตไม่ได้สงบเย็น จิตไม่ได้มีความสุขภายใน ช่วงระยะเวลาเหล่านั้นที่จิตเป็นอกุศล ทั้งที่กำลังช่วยเขาอยู่
ตัวความสงสาร ตัวความห่วงใย ฯลฯ จะเป็นกุศลในตัวมันเอง มาจากเจตนาดีงามแต่ถ้าสงสารแล้ว ใจกลับไม่เย็น ใจไม่เบา ใจหนัก ความสงสารหรือความห่วงใยนั้นกลับเป็นบาป เป็นบาปในความคิดว่าทำดีอยู่
บุญบาปในจิต ยังจัดออกเป็นสามกาล ตามจิตของผู้ทำบุญ คือจิตก่อนลงมือทำบุญ จิตขณะทำบุญ และจิตหลังจากทำบุญไปแล้ว
▪️ก่อนช่วย หนูมีจิตที่สงสารสัตว์ ตอนนั้นจิตหนูเป็นกุศล
▪️ขณะช่วย จิตหนูมีลักษณะขึ้นๆลงๆ มีทั้งห่วงใยที่ไม่สงบ จิตมีทั้งกุศล และอกุศล คือ มีทั้งกรุณาอยากให้เขาพ้นทุกข์ และมีทั้งกังวล(โทสะ) ว่าหนูตัดสินใจถูกไหม ทำบาปไหมที่รักษาแบบโน้นแบบนี้ ฯลฯ บุญบาปจึงสลับกัน จิตยกขึ้น ดิ่งลง ไปๆมาๆ ไปกับสภาพจิตของหนู
▪️หลังช่วยแล้ว จิตเกิดกังวลอีกว่าจะเป็นโน้นเป็นนี่ เราควรคิดล่วงหน้าไหม เราควรรอบคอบกว่านี้ไหม ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ อกุศลตลอด ความคิดลบๆ ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ทำลายบุญในช่วงหลังไปหมด
ถ้าเข้าใจตามนี้แล้ว หนูก็หมั่นคอยรักษาจิตไว้ให้สุข สงบ เย็น ด้วยกุศล
และไม่ไปดราม่าเกี่ยวกับเรื่องที่จะทำให้จิตเป็นอกุศล
ถ้าทำได้ บุญที่ทำไปแล้ว ก็จะได้ผลตามเหตุของมัน
26 พ.ย. 68
รายชื่อหัวข้อทั้งหมด
https://sites.google.com/view/list-question