คิดยังไงไม่ให้ฟุ้ง / ความคิดขณะการทำงาน กับ ความคิดขณะปฏิบัติ
✴️A: การ ’คิด’ คือจิต ’ฟุ้ง‘ แล้วค่ะ
อย่าพยายามหยุดฟุ้ง พยายามห้ามความฟุ้ง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ หยุดฟุ้งไม่ได้ จนกว่าจะได้ 2 ระดับนี้ คือ 1) ได้อัปปนาสมาธิ 2) บรรลุเป็นพระอรหันต์
ฟุ้งคือกิเลสในจิต ถ้าจิตยังมีกิเลส ย่อมยังต้องฟุ้ง
แต่ให้ใช้ความฟุ้งเป็นเครื่องมือฝึกจิต ฝึกสติ ด้วยการตามรู้ความฟุ้งให้ทัน คือ เมื่อฟุ้ง ก็รู้ว่า ใจกำลังฟุ้ง คือให้รู้อาการของใจ(ที่กำลังฟุ้ง)นั้น รู้แค่ว่า จิตฟุ้งอยู่
แต่อย่าไปรู้ “เรื่องราว” ของความฟุ้งเหล่านั้น
รับรู้ที่อาการ โดยไม่เข้าไปพัวพันในเรื่องราวของความฟุ้ง
หรือถ้าหลุดเข้าไปพัวพันบ้าง ก็ให้คอยตามรู้ทันจิตให้เร็ว อย่าไปต่อยอดไปเพลิดเพลินกับมัน
ยิ่งถ้าเป็นเรื่องฟุ้งไม่ดี ที่ทำให้ชอบ อยากใคร่ หรือทำให้ ชัง โกรธ แค้น กลัว ยิ่งต้องเร่งตัดความสนใจในเรื่องเหล่านั้นให้เร็วที่สุด
ไม่เช่นนั้น จิตจะปรุงแต่งต่อยอด กิเลสก็จะต่อยอดพอกพูนขึ้นต่อไป
จากกิเลสความหลง (ฟุ้ง) มาเพิ่มกิเลสโทสะ (ขุ่นมัว) หรือ กิเลสด้านราคะ (ใคร่อยาก)
ซึ่งจะทำให้จิตยิ่งเกิดบาปเพิ่มเป็นทวีคูณ
ยิ่งคิดต่อๆๆๆ ยิ่งเพิ่มพูนบาปต่อๆๆๆๆ
Q2: แล้วถ้าเราต้องใช้ความคิดทำงานจริงๆ ละคะอาจารย์ จะแยกกันออกกับฟุ้งได้ยังไงคะ
A2: ขอแยกอธิบายความคิดขณะการทำงาน กับ ความคิดขณะปฏิบัติ
ที่อธิบายมาข้างต้น เป็นความคิดที่เกิดขณะปฏิบัติ พึงเท่าทัน และหยุดไว้ก่อน เพื่อให้ปัญญาพัฒนาขึ้น
ปัญญา จะเกิด ต่อเมื่อจิตไม่มีโมหะ
ปัญญา กับ โมหะ เป็นธรรมที่ตรงข้ามกัน
▪️การปฏิบัติด้วยการเจริญสติ เป็นการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ในสังสารวัฏ ซึ่งหากมีความคิด ความฟุ้ง อันเป็นตัวโมหะ เท่ากับไปพอกพูนอวิชชา ทำให้ต่อยอดชีวิตต่อไปชาติแล้วชาติเล่า
▪️ส่วนขณะทำงาน เป็นคนละ mode กัน คือ mode ทางโลก กับ mode การปฎิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์
Mode การทำงาน หรือ mode ทางโลก ยังต้องใช้ความคิด เช่น คิดวางแผน คิดสร้างสรร คิดแยกแยะ คิดวิเคราะห์ คิดตัดสิน ฯลฯ เพื่อประโยชน์ในทางโลก
ซึ่งถ้าความคิดไม่ปรุงแต่งเพิ่มด้วยโทสะ กิเลส ราคะกิเลสด้วย ก็จะไม่รุนแรงด้วยบาปหยาบช้าของโทสะ กิเลส ราคะกิเลสเพิ่มเข้าไป
แต่เพราะทุกความคิด ยังคงตั้งอยู่บนอวิชชาหรือโมหะ แม้คิดบวก คิดในทางบุญกุศล คิดทำความดี คิดเรื่องธรรมะ คิดวิเคราะห์ธรรมะ ฯลฯ ก็ยังคงสร้างสังขารอยู่
ความคิดที่ดีงาม เป็นปุญญาภิสังขาร แม้ไม่ได้ก่อให้เกิดบาปในแง่ประทุษร้ายหรือเป็นกรรมที่ก่อทุกข์หนัก
แต่ก็เป็นกรรมที่ก่อให้เกิดภพชาติต่อๆไป ทำให้ต้องเสวยทุกข์ของสังสารวัฏ อันมี การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย การประสบสิ่งที่ไม่ชอบใจ การผิดหวัง/ไม่ได้รับในสิ่งที่ปรารถนา ฯลฯ แล้วๆเล่าๆ, วันแล้ว วันเล่า, ปีแล้ว ปีเล่า, ภพแล้ว ภพเล่า, ไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะตราบใดเมื่อยังมีตัวตนอยู่ (ด้วยการมีอวิชชา) ย่อมมีการสร้างสังขารต่อๆไปทุกขณะจิต
เป็นสังขารอันเกิดจากโมหะ ความไม่รู้ในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมประมาทอยู่ ยังอยากที่จะอยู่ต่อไป
ทำให้ยังต้องเกิดอยู่ไม่จบสิ้นในสังสารวัฏ ซึ่งคือต้องเสวยทุกข์ต่อไปอีกยาวนาน
โมหะตรงข้ามกับปัญญา เมื่อไม่มีปัญญาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในขณะที่กำลังคิดเรื่องการงาน ก็ทำให้เกิดสังขารความยึดมั่นในการเป็นตัวเรา ของเรา พัฒนาต่อไป การเกิดในสังสารวัฏจึงดำเนินต่อไป
15 มี.ค. 69
รายชื่อหัวข้อทั้งหมด
https://sites.google.com/view/list-question