← 🍃ธรรมมรรคา
1757 มี.ค. 65อ่าน ~5 นาที

ปฏิบัติที่บ้าน รับรู้ความรู้สึกไม่ค่อยได้ เผลอคิดบ่อยมาก

❓ ปุจฉา (คำถาม)
เวลานั่งปฏิบัติประจำวันไม่มีความรู้สึกเหมือนเคลื่อนที่ได้เรื่อยๆเหมือนตอนอยู่ในคอร์สค่ะ

แม้แต่อาการเคลื่อนที่ที่แบบเบาสบายเหมือนคล่องตัวที่พบมาก่อน ก็ไม่ปรากฏในการปฏิบัติประจำวันหลังออกจากคอร์สเลย

นอกจากนั้น หลังออกจากคอร์สมาแล้วสักระยะ ต้องมาทำงาน ก็ยุ่งมากพอเวลาจะปฏิบัติ ใจจะเผลอคิดออกไปมาก ไม่เหมือนในคอร์ส
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: ทุกอย่างเป็นอนิจจังเลยค่ะ ไม่ว่าเป็นการปฏิบัติประจำวัน หรือการปฏิบัติในคอร์ส ไม่ว่าจะพบประสบการณ์อะไรก็อนิจจังค่ะ อาจปฏิบัติได้ดีหรือไม่ดีก็ได้

ดี คือใจวางมันลงได้

ไม่ดี คือเอาใจเข้าไปยุ่งกับมัน

ในการปฏิบัติ ย่อมจะ มีขึ้น มีลง ของคุณสมบัติของ ‘จิต’

ถ้าจิตมีลักษณะ เบา อ่อนหยุ่น คล่องแคล่ว เหมาะควร กับการปฏิบัติ การปฏิบัติจะสืบต่อไปได้ดี ถ้าไม่ ก็จะฝืดฝืน แข็งกระด้าง ติดขัด

ท่านอาจารย์จึงให้รักษาจิตด้วยจิตที่ calm & quiet, alert & attentive, balance & equanimous mind

จิตลักษณะนี้เป็นจิตที่เหมาะต่อการปฏิบัติ

แต่เมื่อปฏิบัติไป สังขารออกมามาก (ในรูปเวทนาทางกายและเรื่องในใจ) จึงมีทั้งความรู้สึกต่างๆกันในร่างกาย และในใจ เป็นความฟุ้ง ง่วง ฯลฯ

จิตจะไม่ calm ไม่ quiet ไม่ alert ไม่ attentive ไม่ balance

เราก็ต้องคอยประคองจิตให้สงบ เงียบ เบา วาง ให้ได้ ไม่ว่าประสบการณ์ ใดๆจะกำลังปรากฏออกมาก็ตาม

สังขารที่ปรากฏออกมาตามเหตุตามปัจจัยของมันในแต่ละขณะ จะมีมาตลอด ดังนั้นเราย่อมสามารถมีประสบการณ์ต่างๆได้ทั้งนั้น

แต่ทุกประสบการณ์เหล่านั้น ต่างก็ไม่มีความหมายอะไรเลยแม้แต่น้อยนิด

เพราะมันแค่มาแล้ว และก็ดับไปเท่านั้น

ดังนั้น ไม่ต้องไปใส่ใจ ไปหือ ไปอือ ไปเอ๊ะ กับมัน

แค่รับรู้มันอย่างที่มันเป็น รู้ไปตามจริงนั้น ด้วยใจแบบเดียว คือ ใจที่สงบ ใจที่วาง

ที่เล่ามา ก็เป็นประสบการณ์บนร่างกาย และในใจที่แสดงตัวออกมาเท่านั้น

รู้มันแล้ว ให้วางเลยค่ะ

ไม่ว่าจะเบา จะหนัก จะเคลื่อนได้ เคลื่อนไม่ได้ ก็ให้มันเป็นตามนั้น

ดูมันไปตามนั้น ดูแล้ว รู้แล้ว ก็ละมันไป วางมันลงไปเลย

มันจบแล้ว งานเราของขณะนั้นก็จบแล้ว เพราะนั่นคือความจริงของเราขณะนั้นที่ตรงนั้นเท่านั้น จะเป็นอย่างไรก็ตามนั้นนั่นแหละ ไม่มีอะไรอื่น

เมื่อหมดวาระของมัน มันก็จะเปลี่ยนไปเอง ดับไปเองในที่สุด

อย่าให้ความสำคัญกับมันค่ะ มันแค่ประสบการณ์ ที่แสดงตัวขึ้นมาเพราะสังขารเราเท่านั้น

ส่วนการเผลอคิดก็เช่นกัน จะเป็นมากน้อย ขึ้นกับกำลังสมาธิของเรา ส่วนใหญ่ในคอร์สจะมีสมาธิดีกว่าเวลานั่งเองที่บ้าน

แต่นี่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะถ้าจิตตอนปฏิบัติในบ้านมีคุณสมบัติ เบา สงบ เงียบ วาง ก็จะมีสติเท่าทัน ก็จะไม่เผลอคิดออกไปมาก

ขอให้คอยตามรู้ไปให้ทัน มีสติให้ทัน ก็จะหยุดคิดได้ในแต่ละขณะไป

ต้องคอยระวัง อย่าให้ใจเป็นอกุศล ด้วยการหงุดหงิด ผิดหวัง เพียงเพราะเราหลุดออกไปคิด

แค่รับรู้มัน และก็ตั้งใจให้มั่นคงขึ้น สู้กับมันต่อไปด้วยใจที่สงบเย็น มั่นคง ไปเช่นนี้เรื่อยๆ

อีกอย่าง การปฏิบัติที่บ้าน ในชีวิตที่ต้องทำงาน ทำกิจกรรมทางโลก ย่อมต้องมีความวุ่นวายมาก หรือเรียกว่ามีปลิโพธมาก ใจย่อมติดพันอยู่กับงาน ยากที่จะสงบเหมือนในคอร์ส จึงคิดออกนอกมากมายขณะนั่งประจำวัน

ก่อนนั่งจึงควรจัดการกายใจให้นิ่ง สงบลง ก่อน วางทุกอย่างลง ที่เรียกว่า wind down ให้จิตถอยลงมาก่อนจากความหยาบของกิจทางโลก แล้วจึงเริ่มปฏิบัติ