ปฏิบัติทุกวัน ยังไม่เห็นอนิจจัง ควรทำอย่างไรดี
A: การปฏิบัติที่บ้านย่อมมีสิ่งรบกวนมากกว่า จิตจึงไม่นิ่งได้ง่าย อันนี้เป็นธรรมดาค่ะ
แม้ขณะปฏิบัติในศูนย์เอง ก็ใช่ว่าจิตจะนิ่งได้ต่อเนื่องเช่นกัน เราต้องคอยพากเพียรดึงจิตให้อยู่กับงานอยู่ตลอด
นี่เป็นสภาพธรรมดาของจิตค่ะ มันจะไม่เคยนิ่งได้เลย
เพราะมันคือตัวกิเลสในใจเรา
ซึ่งถ้าเราอยู่ในขณะปฏิบัติ กิเลสตัวนี้จะไม่หยาบเท่าเวลาเราไม่ได้กำลังปฏิบัติ และใช้ชีวิตประจำวัน
กิเลสของผู้ปฏิบัติ จะปรากฏออกมาในรูปนิวรณ์ 5
และหนึ่งในนั่นคือความฟุ้งซ่าน หรือจิตไม่นิ่งอยู่ในตัวกรรมฐานนั่นเอง
เมื่อจิตหมดกิเลสจนสิ้นแล้ว เท่านั้น คือ เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วเท่านั้น จิตจึงจะนิ่งสนิท
อีกกรณีหนึ่ง ที่จิตจะนิ่งสงบสนิท คือเมื่อได้อัปปนาสมาธิ หรือได้ฌานค่ะ
นอกนั้น เราต้องคอยต่อสู้กับความฟุ้ง และนิวรณ์ตัวอื่นๆไปตลอดขบวนการปฏิบัติ
จนกว่าเราจะขจัดมันออกไปจากจิตเราทั้งหมด
ดังนั้นเราในฐานะผู้ปฏิบัติที่ยังไปไม่ถึงตรงนั้น ย่อมต้องเผชิญหน้ากับการท้าทายของกิเลสอย่างต่อเนื่อง
ขอให้พากเพียรดึงจิตกลับมา คอยตามรู้ด้วยสติ และดึงกลับมา ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนจิตเข้มแข็งขึ้นเป็นลำดับ
เราก็จะค่อยๆนิ่งได้นานขึ้น นานขึ้น นานขึ้น นานขึ้น และในที่สุดก็จะนิ่งสนิทได้
ทั้งนี้ ต้องคอยระวังอย่าให้จิตมีอกุศลเพิ่มขึ้นอีก จากการขุ่นมัวตัวเองที่ไม่สามารถนิ่งได้
เพราะยิ่งขุ่นมัว จิตยิ่งหยาบขึ้น หยาบขึ้น ด้วยโทสะกิเลส
เท่ากับเป็นการเพิ่มกิเลสให้รุนแรงขึ้น
จิตจึงไม่เพียงฟุ้งเพราะโมหะ แต่กลับหนักข้อขึ้นด้วยโทสะ
ขอให้ยอมรับมัน และผ่อนคลาย สงบใจลง และค่อยๆพัฒนาจิตต่อไปค่ะ
ขอให้เข้าใจว่า การที่เราฝึกปฏิบัติกันอยู่นั้น ก็เพื่อต่อสู้กับกิเลสนั่นเอง
ดังนั้น ข้าศึกหนึ่งคือความฟุ้ง เราก็ใช้สติเป็นอาวุธ รู้เท่าทันมัน แล้วก็ดึงจิตกลับมา
ส่วนเรื่องรู้สึกแน่นทึบ หรือเบาสบาย ก็คืออนิจจังในตัวของมันค่ะ
ต่างก็คือเวทนา
และต่างก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่เที่ยง
เราแค่ตามรู้มันอย่างที่มันเป็น
เท่านี้พอค่ะ
การเห็นอนิจจังสำหรับผู้ปฏิบัตินั้น แรกๆเราจะยังไม่ ‘เห็น’ อย่างแท้จริงค่ะ เราแค่เริ่มค่อยๆ ‘คิด’ ว่ามันเป็นอนิจจังก่อน ยังเป็นสุตมยปัญญา และขั้นจินตามยปัญญาค่ะ
ต่อเมื่อฝึกฝนไปปฏิบัติไป ฝึกฝนไปอย่างต่อเนื่อง ฝึกฝนอย่างถูกวิธี ฝึกฝนด้วยความพากเพียรจริงจัง
จิตจึงจะค่อยๆพัฒนาไป จะเห็นการเกิดดับของทุกๆประสบการณ์
ซึ่งก็คือการเห็นความไม่เที่ยง หรือเห็นอนิจจังนั่นเอง
จิตจะต้องถูกฝึกฝน จนเกิดปัญญาประจักษ์แจ้งขึ้นในภายในเอง
ที่เราฝึกๆกันนี้ ก็เพื่อไปให้ถึงขั้นนั้นค่ะ ขั้นที่การเห็นทุกอย่างเป็นอนิจจังกลายเป็นธรรมชาติของเรา เราก็จะวางการยึดมั่นถือมั่น ว่งตนเองลง
หมั่นฝึกไปค่ะ เราจะไปถึงวันนั้นได้ในที่สุด วันที่จิตวางจากการเป็นอัตตาตัวตนลง
ผู้ปฏิบัติแรกๆ…
หรือแม้ผู้ปฏิบัติบางคนก็อาจปฏิบัตินานนับสิบๆปี
หรืออาจเข้าคอร์สยาวๆกันมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงความเป็นอนิจจังอย่างแท้จริงได้เช่นกันค่ะ
เมื่อได้ปัญญาญาณถึงความเป็นอนิจจัง (ทุกขัง อนัตตา) จริงแล้ว จิตคนเราจะเปลี่ยนไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า “อนิจจสัญญา”
เมื่ออนิจจสัญญาเข้ามาแทนที่ “วิปลาสสัญญา” ว่าเราเป็นตัวตน เรา เขา เท่านั้น เราจึงจะเปลี่ยนค่ะ
ตัววิปลาสสัญญานี้ เกิดมาพร้อมกับเราทุกคน มีมาตั้งแต่เกิดจนตายทุกๆชาติไป
จนกว่าเราจะได้พบธรรมะ และได้ลงมือปฏิบัติธรรมะนั้นจนขัดเกลาความโง่เขลาที่เกิดจากสัญญาที่วิปลาสผิดเพี้ยนตัวนี้ไป
การเรียนธรรมะ การฟังธรรมะ ไปไม่ถึงที่สุดของปัญญาค่ะ
จึงไม่ได้เปลี่ยนจิตของเราอย่างแท้จริง เปลี่ยนก็แค่ที่ผิวๆเท่านั้น
เปลี่ยนที่ความคิดได้บ้างบางระดับเท่านั้น ไม่ลึก ไม่ถาวร
เพราะอนุสัยกิเลสไม่มีทางถูกขัดเกลาออกไปได้เพียงเพราะเราเข้าใจธรรมะที่ได้ยินได้ฟังมาเท่านั้น เราต้องลงมือทำเท่านั้น
ทั้งยังต้องทำให้ถูกต้อง
และยังต้องทำให้มาก
ทำให้ต่อเนื่อง อย่างไม่ย่อท้อ
ปัญญาจากการฟังธรรมจะหยุดอยู่ที่ สุตตมยปัญญา
ถ้าเข้าใจธรรมก็หยุดอยู่ที่ จินตามยปัญญา
ดังนั้น เมื่อเข้าใจธรรมะแล้ว จึงยังต้องเอามาลงมือปฏิบัติเท่านั้น จึงจะถึงธรรม
เมื่อจิตมีธรรมะอย่างแท้จริง อันเนื่องมาจากตัวกิเลสถูกขจัดไปด้วยปัญญาญาณจากการประจักษ์ได้ตนเอง
เป็นประสบการณ์ที่เกิดในจิต ไม่ใช่แค่ความคิดในใจคนๆนั้น
เมื่อนั้นเท่านั้น จึงจะเริ่มมีเปลี่ยนแปลงจากภายในอย่างเห็นได้ชัด
นิ่งพากเพียรต่อไป การเปลี่ยนแปลงก็จะชัดขึ้น และเป็นการเปลี่ยนแปลงในขั้นอุกฤษฏ์ในที่สุด
ทั้งนี้
อยู่ที่การปฏิบัติของแต่ละคน
อยู่ที่เหตุปัจจัยของแต่ละคน
อยู่ที่ความตั้งมั่น ความพากเพียร “อย่างถูกทาง” ของแต่ละคน
อยู่ที่ปัญญาบารมีในทางธรรมของแต่ละคน
ผู้ปฏิบัติที่ยังไม่ได้ตรงนี้ จะเปลี่ยนไปน้อยมาก
จะเปลี่ยนบ้าง ก็แค่มีความคิดความเข้าใจมากขึ้น ระวังมากขึ้น รู้ตัวเร็วขึ้น
แต่ยังต้องคอยตามข่มตนเองไม่ให้ชั่วร้ายออกมา
ยังต้องใช้ความพยายาม พยายามที่จะไม่คิดร้าย ไม่พูดร้าย ไม่กระทำการร้าย
กล่าวคือ ยังต้องสะกดความขุ่นภายในตัวเอง ต้องคอยเตือนตนเองไม้ให้แผลงฤทธิ์
แต่ผู้ที่ถึงธรรมะจริงแล้วนั้น การหยุดคิดร้าย หยุดพูดร้าย หยุดกระทำการร้าย จะเป็นอัตโนมัติของเขา ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก เพราะภายในจิตได้เปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อจิตบริสุทธิ์ ย่อมไม่หลงเหลือสิ่งร้ายๆให้ทำได้อีก ทำไม่เป็นแล้ว ธรรมชาติของจิตตนเป็นธรรมชาติใหม่ไปแล้ว จิตมีธรรมชาติที่ไร้ซึ่งความขุ่นมัวเศร้าหมองจากบาป
ให้คอยสังเกตตัวเองนะคะ ถ้ายังต้องข่ม ต้องเตือนตัวเอง นั่นก็เพราะเรายังเปลี่ยนไปไม่มากพอ…
14/3/22
ธรรมมรรคา