ง่วงนอน ขณะนั่งเช้าเย็น
ตั้งใจจะปฏิบัติเช้า และเย็น(ค่ำ) ครั้งละ 1 ชม.
แต่พบกับสถานการณ์ทั้งเช้าและค่ำ คือ
-ตื่นเช้าขึ้น เช่น ตี4/ตี 5 เพื่อมานั่ง แต่ง่วงตลอด ดื่มกาแฟ อาบน้ำก่อน ก็ง่วงๆ ๆๆไม่หยุด
กลับมาดูลมหายใจก็เอาไม่อยู่, ก็ลืมตาและเดิน ล้างหน้า เข้าห้องน้ำ จิบน้ำ ดีขึ้นพักนึงแล้วก็กลับมาง่วงๆๆ ต่อ เลยต้องลืมตาและเดินซ้ำๆ
-ตอนค่ำ พอเสร็จจากเรื่องงานและธุระส่วนตัว ก็ 3-4 ทุ่ม ก็เพลียและง่วงนอน จนนั่งไม่ไหว
ขอคำแนะนำ 🙏🏻🙏🏻🙏🏻
A: อยู่ที่บ้าน ย่อมไม่สามารถปฏิบัติได้เหมือนเวลาอยู่ในคอร์สที่อยู่ในศูนย์ เพราะในช่วงนั้นร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาวะที่แตกต่างกับการใช้ชีวิตประจำวัน
เวลาปฎิบัติธรรมอยู่ในคอร์ส ร่างกายไม่ได้ทำงานหนัก จิตใจก็ไม่ได้ทำงานทางสมองมาก ทั้งร่างกายและจิตใจจึงมีความเบา ห่างจากความเร่าร้อน ห่างจากกระแสโลกข้างนอก ดังนั้นจึงมีความพร้อมกว่า และมีศักยภาพในการปฏิบัติที่มากกว่า และเหมาะสมกว่า สามารถตื่นเช้ามาปฏิบัติได้ตั้งแต่ตีสามตีสี่ โดยไม่ง่วง และแม้เวลากลางคืน ก็สามารถปฏิบัติได้โดยจิตยังตื่นตัว ไม่ง่วง
สภาพร่างกายและจิตใจของผู้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในคอร์ส กับผู้ที่ใช้ชีวิตฆราวาสอยู่นอกศูนย์ เป็นคนละสภาวะกันค่ะ
สำหรับบางคนที่ ใช้ชีวิตปกติประจำวันเป็นคนที่ตื่นตีสี่อยู่แล้ว ก็อาจจะปฏิบัติได้โดยไม่ง่วงมากนักได้
เวลาอยู่ในชีวิตประจำวัน เรามีแต่ปลิโพธ ความกังวลมากมาย ทั้งจิตใจและร่างกายเหนื่อยล้า จิตมีความหนักหน่วง ร่างกายมีความอ่อนเพลียดังนั้นจึงไม่สามารถปฏิบัติได้คุณภาพเช่นเดียวกับการไปเข้าคอร์สในศูนย์
อย่างไรก็ดี สำหรับตอนเช้า เมื่อได้นอนพักผ่อนเต็มที่ยามกลางคืนแล้ว และตื่นมาในเวลาปกติหรือตื่นเช้าขึ้นสักหน่อยเพื่อปฏิบัติ ก็สามารถปฏิบัติได้ผลอยู่ เพราะจิตยังสดชื่นอยู่ในอรุณรุ่ง ยังไม่มีเครื่องปลิโพธความกังวลเข้ามา
แต่ถ้าตื่นเช้าเกินไป และกลางคืนไม่ได้หลับสนิทด้วยความสงบ เวลาเช้าก็อาจจะง่วงมากๆเช่นกัน
ให้ค่อยๆปรับเวลาตื่น ตื่นตัวเต็มที่แล้วก็นั่งเลย เวลานั่งให้น้อมจิตนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เข้ามาใจชนใจ ให้จิตเกิดศรัทธา เกิดกำลัง เกิดความเพียรอยากปฏิบัติขึ้นมา
หรือให้ฝึกโยนิโสมนสิการในใจ ให้เกิดความมุ่งมั่นอยากปฏิบัติ เห็นคุณค่าของการปฏิบัติ ปลุกใจให้กระตือรือร้น และคอยประคองใจ ปลุกใจเช่นนี้ไปตลอดระยะที่กำลังปฏิบัติ จนจบเวลาที่ตั้งไว้
แต่ แต่ละวันก็ไม่ใช่จะเหมือนกัน ขึ้นกับสภาวะร่างกายและจิตใจ ในแต่ละวัน
ดังนั้น ในแต่ละวัน อาจใช้กุศโลบายปลุกใจให้ฮึกเหิมในธรรม ที่ต่างกัน แต่ถ้าบางวันตื่นขึ้นด้วยจิตที่พร้อมต่อการปฎิบัติ มีความเบา ความสงบความตั้งมั่น ก็ลงมือปฏิบัติไปเลย ไม่ต้องกระตุ้นความเพียร หรือศรัทธาก็ได้
อย่าคาดหวังว่าผลของการปฎิบัติว่าจะดีทุกวันและทุกครั้ง
อย่าไปผิดหวัง ถ้าปฏิบัติไม่ได้ดี หรือง่วง หรือฟุ้ง ให้ตั้งสติขึ้น และให้ตั้งจิตให้เป็นกุศล และค่อยๆ ทำต่อไปซื่อๆ คือ ทำไปด้วยใจที่เป็นกุศล เท่านั้น ใจที่มีความเบา ทำไปเรื่อยๆ ด้วยความพากเพียร รู้มันไป ตามรู้ใจเราไปด้วย
อย่าให้ใจเกิดความผิดหวัง และอย่าไปตั้งความหวังให้ใจผิดหวัง
ส่วนช่วงเย็นเมื่อกลับจากภาวะวุ่นวายของโลก ถ้ามานั่งปฏิบัติเลยทั้งร่างกายและจิตใจยังไม่มีความพร้อม จะเป็นจิตใจที่หนักหน่วง ไม่มีคุณสมบัติในการปฏิบัติ จึงมักจะง่วง หรือบางกรณีก็ฟุ้งซ่านคิดกังวลไปต่างๆ
ดังนั้น ก่อนจะปฏิบัติตอนกลางคืน ควรเตรียมตัว เตรียมร่างกาย เตรียมจิต ให้พร้อม อาบน้ำชำระกาย ไม่รับประทานอาหารหนัก ผ่อนคลายกายใจ ใช้ชีวิตที่เบาลง สงบลง แล้วค่อยเข้านั่งปฏิบัติ
และไม่ควรที่จะเป็นเวลาดึกจนเกินไป เพราะร่างกายจะเรียกร้องการพักผ่อน ก็จะปฏิบัติไม่ได้ผล
🌿ขอเพิ่มเติมเรื่องถีนมิทธะ หรือความง่วงอีกนิดนะคะ 🌿
เรื่องความโงกง่วง เคลิบเคลิ้ม เซื่องซึม เป็นปกติของปุถุชน
เพราะแม้ผู้ที่ไม่ได้กำลังปฎิบัติธรรมอยู่ก็ง่วงด้วยเช่นกัน
โดยปกติแล้ว ความโงกง่วงเกิดทั้งจาก ธรรมชาติของร่างกาย และเพราะกิเลสในจิตเรา
ในส่วนที่เป็นธรรมชาติของธาตุขันธ์นั้น ก็อาจเกิดเพราะสุขภาพ อาจเกิดเพราะเพิ่งรับประทานอาหารหนัก อาจเกิดเพราะยา อาจเกิดเพราะนอนพักผ่อนไม่พอ อาจเกิดเพราะเจ็บไข้ได้ป่วยจึงอ่อนเพลีย อาจเกิดเพราะร่างกายขาดน้ำ หรืออ่อนเพลียจากสาเหตุอื่น หรืออาจเกิดเพราะลักษณะเฉพาะของบุคคลนั้นๆที่ต้องการการนอนมากเป็นพิเศษ ฯลฯ
บางคนก็อาจเป็นคนที่โงกง่วงได้ง่าย เรียนหนังสือฟังครูสอนอยู่ก็ง่วง อ่านหนังสือก็ง่วง สวดมนต์ก็ง่วง นั่งดูทีวีอยู่ก็ง่วง เกิดความเบื่อหน่ายก็ง่วง แม้กำลังสนทนากับคู่สนทนาอยู่ก็สามารถง่วงได้
ผู้ปฏิบัติธรรมที่กำลังปฏิบัติอย่างจริงจังอยู่ในคอร์ส ความโงกง่วงย่อมเกิดได้ เพราะ (1) เหตุปัจจัยทางร่างกาย ที่กระตุ้นให้เกิด และ (2) กิเลสในจิตกระตุ้นให้เกิด
▪️เหตุปัจจัยทางด้านร่างกาย เช่น เพิ่งรับประทานอาหาร ยาทำให้ง่วง อ่อนเพลียจากโรค นอนน้อย เหล่านี้เป็นต้น
▪️เหตุปัจจัยทางด้านกิเลส เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต ตัวถีนมิทธะนี้ เป็นโมหะกิเลสที่อยู่ในจิตเรา
ดังนั้นตราบใดที่เรายังไม่หมดโมหะกิเลส เราก็ย่อมมีความโงกง่วงได้เนืองๆ มีจิตใจท้อถอย ซึมเซา เกียจคร้าน เบื่อหน่าย ได้เนืองๆ
{ ข้อสังเกต: ในเรื่องของการนอนน้อย สำหรับปุถุชน ที่ใช้ชีวิตปกติ การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดความโงกง่วงได้
แต่สำหรับผู้ที่ปฏิบัติจิต การนอนน้อยไม่ได้ถือเป็นสาเหตุแห่งความง่วงเสมอไปหากผู้ปฏิบัตินั้นมีจิตที่ตื่นรู้ด้วยกำลังสมาธิ ด้วยกำลังปัญญาด้วยกำลังสติ ด้วยกำลังแห่งความเพียร บุคคลเหล่านี้ แม้ไม่นอนเลย ก็ไม่เกิดอาการง่วงเพราะจิตสามารถข่มถีนมิทธะลงได้ }
ดังนั้น แม้ในผู้ปฏิบัติธรรมที่มีสภาพร่างกายและจิตใจเข้มแข็งอยู่ คือ ไม่ได้มีสาเหตุทางกายอื่นๆ ที่กระตุ้นให้เกิดความโงกง่วงแต่อย่างใด ก็ยังสามารถง่วงได้ เพราะความง่วงเป็นนิวรณ์ (กิเลสละเอียดที่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่กำลังปฏิบัติธรรมอยู่)
ในขณะปฎิบัติธรรม กิเลสหยาบ (ทางกาย วาจา ใจ) ย่อมไม่อาจเกิดขึ้น เพราะเรามีศีลที่เรากำลังรักษาอยู่ มีกรรมฐาน คอยควบคุมกำกับกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ของเราอยู่ เราจึงไม่อาจกระทำบาปอย่างหยาบๆทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่รุนแรงที่ไปประทุษร้ายผู้อื่นได้
แต่เรายังคงทำบาปด้วยกิเลสที่ละเอียดกว่าทางใจอยู่ กิเลสที่ฝังแฝงอยู่ในใจ (อนุสัยกิเลส) จะผุดโผล่ขึ้นมาในใจผู้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ในรูปของนิวรณ์ ที่แสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้ที่มีกิเลส มีความไม่บริสุทธิ์ในจิตใจอยู่นานัปการ
ตราบใด ที่เรายังมีร่างกายขันธ์ห้านี้อยู่ (แม้พระอริยบุคคลที่ยังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์) นิวรณ์ก็ยังย่อมเกิดขึ้นได้ เช่น ความโงกง่วงย่อมเกิดขึ้น ความฟุ้งซ่านย่อมเกิดขึ้น ผลัดเปลี่ยนวนเวียนขึ้นมาเกิดกับจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรมอยู่เนืองๆ ทั้งนี้เพราะเรายังมีกิเลส ฝังลึกสั่งสมอยู่นั่นเอง
ตราบเมื่อเราหมดสิ้นซึ่งกิเลสโดยสิ้นเชิง เป็นพระอรหันต์แล้วเท่านั้น ที่นิวรณ์เหล่านี้จะพึงหมดไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีส่วนเหลือ
ตัวอย่างพระอริยบุคคล ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ตัวถีนมิทธเจตสิกนี้ก็ยังคงรบกวนการปฎิบัติธรรมได้ ดังตัวอย่างที่พระโมคคัลลานะเมื่อครั้งยังเป็นพระโสดาบัน ก็มีอาการง่วงเหงาหาวนอนในขณะปฎิบัติธรรม ที่สุดพระบรมมาศาสดาเสด็จมาโปรดให้พ้นจากความโงกง่วงนั้น
กลับมาที่คำถามของผู้ปฏิบัติที่ว่ามีแต่ง่วงๆๆๆ นั้น เมื่ออ่านข้อความข้างต้นก็คงจะทราบสาเหตุ พอสังเขปแล้ว
ในแง่ทางแก้ไข:
แม้เราไม่อาจหลีกเลี่ยงความง่วงได้ เพราะมันมีเหตุปัจจัยของมัน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องยอมมัน ยอมปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้น
ตรงกันข้าม เราต้องสร้างเหตุปัจจัยของเราเอง เพื่อควบคุมจิตของเราไม่ให้เป็นทาส เป็นเหยื่อ ของมัน
เราในฐานะผู้ปฏิบัติ เรามีหน้าที่ประหัตประหารมัน กำราบมันให้อยู่หมัด
เพราะนี่คือการต่อสู้ระหว่างการพัฒนาจิตกับตัวกิเลส
สนามรบอยู่ภายในจิตของเรา ความง่วง ความฟุ้ง ฯลฯ คือ ‘ข้าศึก’ ที่กำลังบุกเข้ามาประชิดเมือง
ความมุ่งมั่นพัฒนาจิต คือ การออกสงครามของเรา
การใช้สติ ใช้วิริยะใช้การโยนิโสมนสิการ ใช้กุศลเจตสิกต่างๆ ฯลฯ คือการเลือกใช้ ‘อาวุธ’ ของเรา เพื่อที่จะกำราบข้าศึกให้สิ้นไปให้ได้
สิ่งที่สำคัญมากอันหนึ่ง คือ เราต้องมีความมุ่งมั่น ที่จะเอาชนะกิเลสความง่วงนี้ให้ได้ ธรรมะเราจึงจะพัฒนาและเจริญไปได้ มิเช่นนั้นเราก็จะชะงักอยู่กับที่ แม้กำลังนั่งปฏิบัติอยู่ ก็ไม่ได้รับความก้าวหน้าแต่อย่างใด
ถ้าถามว่า ต้องกำราบความง่วงนี้อย่างไร หรือพึงใช้ ‘อาวุธ’ อะไรบ้างในการรบราฆ่าฟันข้าศึกตัวนี้
พระพุทธองค์ได้ให้อาวุธหรือวิธีไว้กับพระโมคคัลลานะไว้ 8 วิธีซึ่งเราก็สามารถใช้วิธีการเหล่านั้น ตามที่เห็นสมควร (หาอ่านได้ในโมคคัลลานสูตร)
โดยหลักแล้ว เราต้องใช้ความพากเพียรให้เข้มแข็งอย่างที่สุด ด้วยจิตตั้งมั่น และมุ่งมั่น ที่จะเอาชนะความง่วงนี้ให้ได้
จิตใจต้องเข้มแข็ง ไม่ย่อหย่อน ไม่ยอมแพ้ มีความพากเพียร วิริยะ อุตสาหะ สูงสุด ที่จะเอาชนะ คะคานข้าศึกนี้ เราจึงจะประสบความสำเร็จ
เพราะถึงแม้ว่าเราจะใช้กลยุทธ์และกลวิธีที่พระพุทธองค์ได้ทรงแนะนำพระโมคคัลลานะ หรือที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายแนะนำ ก็ไม่อาจประสบความสำเร็จได้ ถ้าเราไม่มีจิตที่มีความมุ่งมั่น พากเพียร วิริยะอุตสาหะ อย่างแท้จริงพอ กลยุทธ์และอุบายเหล่านั้นย่อมไม่มีประสิทธิผลขึ้นมาได้