← 🍃ธรรมมรรคา
19013 ก.พ. 66อ่าน ~7 นาที

การวางจิตในการใช้ชีวิต หมั่นฝึกจิตอยู่เสมอ

โลกกำลังถูกทำลายลงทุกวัน ภัยพิบัติไม่ได้มาจากธรรมชาติแต่มาจากการกระทำของมนุษย์

โลกใบนี้จึงเป็นสถานที่ที่ไม่เหมาะในการดำรงชีวิตอย่างสุขสงบของคนดีๆ เท่าไหร่นัก

ที่เราต้องมาเกิดในยุคนี้ ก็เพราะกรรมบางอย่างของเรา ครูบาอาจารย์ท่านให้นิยามว่าโลกในขณะนี้เป็นช่วงกลียุค คือยุคที่ มีคนดีคนจิตใจสูงส่ง มีจำนวนน้อย กล่าวคือน้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

แม้ในหมู่คนดี ที่คิดว่าตนเป็นคนดี ก็ยังไม่ดีจริงอาจดีในแง่ให้ทานทำบุญสร้างกุศล และพยายามรักษาศีลอยู่บ้าง แต่ยังไม่ค่อยดีในขั้นของจิตใจ

กล่าวคือ จิตใจยังไม่ผ่องแผ้ว

- ยังมีโทสะ คือ ความโกรธ ความไม่พึงพอใจการกล่าวโทษผู้อื่นความคิดร้ายต่อผู้อื่น

- ยังมีโลภะ คือ มีความอยากมากอยู่ อยากกินอยากได้อยากเสพสุขอยากให้คนไม่ดี สิ่งไม่ดี ที่เราไม่ชอบจากไป

- ยังมีโมหะ คือ มีความหลงมัวเมาคิดว่าตนเองเป็นคนดีกว่าคนอื่น คิดว่าเราเป็นเช่นนี้ ยังมีตัวเรา มีของเรามีความคิดเห็นของเรา มีความเชื่อของเรา นี่คือความหลงเห็นเราเป็นเราอยู่นั่นเอง

จิตจึงไม่ได้ผ่องแผ้วบริสุทธิ์จากเครื่องเศร้าหมองคือกิเลสเหล่านั้น คนดี จึงยังไม่ใช่มีความดีที่บริสุทธิ์จริง

ดังนั้นการ มีชีวิตอยู่ในโลกยุคนี้ ในยุคที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หนาหนักไปด้วยความเร่าร้อนของ กิเลส ตัณหาอุปทาน นี้ ใช่ว่าจะเป็นความโชคดีของเราที่มีชีวิตอยู่ก็ได้ ความตายก็อาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวก็ได้

ถ้าเรารักษาความดีในจิตใจอยู่ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีชีวิตแบบไหน หรือในภพใด

ครูบาอาจารย์ ผู้เห็นความทุกข์ของมนุษย์โลก ท่านกล่าวว่า เฉพาะเวลาที่เราปฏิบัติธรรม ปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่เท่านั้น ที่เราดำรงอยู่ความดีอยู่ในจิตได้อย่างแท้จริง

การตายพ้นไปจากโลกนี้ จึงไม่ใช่สิ่งที่แย่ ถ้าเราเป็นผู้ที่หมั่นปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ตลอดเวลา เพราะจิตใจที่มีสติอยู่ มีสัมปชัญญะ (หรือปัญญาเห็นอนิจจัง) อยู่เสมอนั้น จะอยู่เป็นสุขเย็นได้ในทุกขณะ ทุกภพภูมิ

การมีชีวิตอยู่หรือการตาย

ย่อมมีค่าเท่ากัน สำหรับผู้ที่ฝึกจิตอยู่เสมอ

ความตาย ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับผู้ที่ปฏิบัติจิตให้ผ่องแผ้วอยู่เนืองๆ จิตที่ไร้กิเลสอยู่เนืองๆ ย่อมเป็นจิตที่เข้มแข็งและดีงาม

เป็นจิตที่พร้อมจะอยู่ได้อย่างเป็นสุข ไม่ว่าในภพภูมิใด ผู้ที่มีจิตผ่องแผ้วอยู่ในธรรมะสม่ำเสมอ จึงไม่หวาดหวั่นต่อความตาย

การตายกลับเป็นสิ่งที่ไม่ได้เลวร้ายแต่อย่างใด เพราะเมื่อทิ้งกายหยาบ บนภพที่เราร้อนนี้ไป ก็ย่อมได้ไปอยู่ในภพภูมิที่สูงกว่านี้อย่างแน่นอน

ในปัจจุบันนี้ โลกเราเต็มไปด้วย ภยันตรายต่างๆ ทั้งภัยพิบัติ โรคภัยไข้เจ็บ มนุษย์มีจิตใจร้าย มีกลุ่มมิจฉาชีพหลายรูปแบบ ฯลฯ

ถ้าเราหมั่นฝึกฝนปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน หมั่นฝึกปฏิบัติสติปัฏฐานอย่างสม่ำเสมอ และรักษาใจให้เย็นสงบผ่องใสด้วยกุศล ในแต่ละวัน แต่ละเวลา ประคองให้จิตเป็นสุข ให้จิตอยู่ในความสงบ ให้จิตอยู่ในความเย็นให้ได้อยู่เสมอ ก็ไม่ต้องหวาดหวั่นว่า เราจะอยู่อย่างไร จะตายอย่างไร

ความทุกข์นานาประการ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ เป็นความทุกข์อันเกิดจากกรรมเก่าที่เราได้สร้างมา

เราย่อมหลีกหนีมันไม่ได้ เราอย่างไรก็ต้องรับมัน ต้องเผชิญกับมัน

การเผชิญกับกรรมเก่านั้นขอให้เผชิญอย่างชาญฉลาด

อย่าปล่อยให้ความทุกข์จากกรรมเก่านั้นแผดเผาใจ ให้เกิดเป็นความทุกข์ซ้ำซ้อน ทุกข์ซ้อนทุกข์ เพราะทุกข์จากกรรมเก่าบวกทุกข์จากกรรมใหม่

การก่อทุกข์จากกรรมใหม่ ก็ด้วยการปล่อยจิตให้หวั่นไหวไปกับมันด้วยกิเลส จิตที่เศร้าหมอง กังวล โกรธ กลัว กราดเกรี้ยว ฯลฯ ทั้งหลาย นี่คือการก่อทุกข์ใหม่ สร้างกรรมใหม่ขึ้นในจิตของเรา ด้วยการเพิ่มโทสะกิเลส เพิ่มสังขารเข้าไปในจิตให้หนักขึ้น

หากเราสามารถ อดทน อดกลั้น และยอมรับ ความทุกข์จากกรรมเก่าเหล่านั้นได้ ด้วยจิตใจที่เป็นกุศล

ทุกข์จากกรรมเก่าเหล่านั้น จะค่อยๆลดความรุนแรงลงเรื่อยๆ และก็จะหมดไปในเวลาที่สั้นขึ้นมาก เพราะเรากำลังสร้างกรรมที่ดีงามใหม่ขึ้นในจิตใจของเรา เพื่อให้กรรมดีนั้น ไปตัดรอน ตัดทอน การส่งผลของกรรมชั่วเก่าให้บรรเทาเบาบางลง

ยิ่งถ้าเรามีจิตใจที่ผ่องใส ด้วยการปฏิบัติสติปัฏฐานเป็นประจำ ในชีวิตประจำวัน วิบากจากกรรมเก่า ก็จะยิ่งบรรเทาเบาคลายรวดเร็วขึ้น และหมดไปเร็วขึ้น