← 🍃ธรรมมรรคา
19414 มี.ค. 66อ่าน ~8 นาที

ชีวิตมีแต่ทุกข์ ปฏิบัติทุกวันยังทุกข์

❓ ปุจฉา (คำถาม)
หนูรู้สึกว่าชีวิตไม่น่าอยู่เลย มีแต่ความทุกข์ เดี๋ยวก็จะตายแล้ว เวลาผ่านกันไปซ้ำๆทุกวัน ดิ้นรน ทำงาน เจ็บป่วย ดีใจ เสียใจ

ทราบมาว่า ผู้ปฏิบัติธรรมอย่างได้ผล จะได้รับความเบิกบานในชีวิต

ข้อนี้ของหนูยังผิดทางอยู่ค่ะ (เพราะไม่เบิกบาน)

หนูรู้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

ในทางการคิด คิดได้ แต่ในทางปฏิบัติ มันยังยึดอยู่มากๆเลยค่ะ

หนู ปฏิบัติ เช้า-เย็น ทุกวัน อจ. มีคำแนะนำ ที่จะไม่ให้หนูพลัดหลงอย่างไรบ้างไหมคะ▪️
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: ▫️ไม่ผิดค่ะ การที่หนูเห็นความทุกข์ความเศร้าหมองของชีวิต คือ หนูกำลังเห็นสัจธรรมของชีวิต ซึ่งคือเห็นทุกข์ อริยสัจข้อที่หนึ่ง

เมื่อเห็นทุกข์หรือประสบความทุกข์จิตใจย่อมไม่เบิกบานเป็นธรรมดา

แม้ว่าหนูจะเป็นผู้ที่ปฏิบัติทำแล้วและเป็นผู้ที่ปฏิบัติทำได้ผลดีแต่ความทุกข์มันมีมากมายรายล้อมตัวหนู

การที่จะให้มีจิตใจเบิกบานผ่องใสอยู่ท่ามกลางความทุกข์ได้ตลอดเวลานั้นเราต้องเป็นพระอรหันต์แล้วเท่านั้น

ดังนั้นการที่หนูเห็นความทุกข์และมีจิตใจหวั่นไหวไปบ้างอ่ะจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องผิดหวังเสียใจ

ตราบใดที่เรายังไม่ถึงธรรมะขั้นสูงสุด

เรายังไม่ใช่เป็นผู้ที่พ้นทุกข์แล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่ได้อรหัตผล

จิตเราย่อมกวัดแกว่งไปมา ด้วยกิเลสที่มีเหลืออยู่ในจิตใจเรา

เพราะเรายังมีกิเลส ตัณหา อุปาทาน อย่างเต็มที่อยู่ ยังไม่ได้ละแม้สักตัวเดียว

การปฎิบัติธรรมที่เราหมั่นเพียรทำมานั้น

ได้ค่อยๆลดความสาหัสของกิเลสลงไปบ้างเท่านั้นเอง

แต่ยังไม่ได้ทำลายกิเลสออกไปจากจิต แม้ซักตัวเดียว

จิตใจที่ยังไม่บริสุทธิ์ย่อมต้องถูกกิเลสครอบงำอยู่เนืองๆ

เฉพาะเวลาที่เรากำลังเจริญสติอยู่เท่านั้น ไม่ว่าจะมีสติอยู่กับลมหายใจ หรืออยู่กับเวทนา หรืออยู่กับกาย ฯลฯ ขณะนั้นเท่านั้นที่จิตใจเราปราศจากโลภะ โทสะโมหะ

ช่วงนั้นเท่านั้น ที่จิตใจจะมีความเบิกบานผ่องใสอยู่ได้

แต่เพราะเรายังไม่ได้มีสติต่อเนื่องอย่างยาวนานจริงๆ เราจึงไม่ทันได้สัมผัสความเบิกบานผ่องใสในจิตอย่างชัดเจน

การปฎิบัติยาวนานต่อเนื่องกันไป มีสติต่อเนื่องกันไปจริงๆเท่านั้น ที่เราถึงอาจรู้สึกมีปิติโสมนัสในจิตเป็นครั้งคราว เกิดตื้นตันน้ำตาซึมอิ่มใจ จิตเบิกบานผ่องใสขึ้นมาได้บ้าง

นี่คือผลจากการที่จิตปราศจากกิเลสยาวนานเพียงพอ และนั่นก็คือสภาพจิตใจที่เบิกบานด้วยพระธรรมนั่นเอง

แต่เพราะเราไม่ได้มีสติอยู่ตลอดเวลา

เมื่อใดที่จิตขาดสติ

เมื่อนั้นจิตถูกกิเลสครอบงำทันที

จิตเราถูกครอบงำด้วยอวิชชา ด้วยโมหะเสมอ เมื่อจิตขาดสติ

และเมื่อจิตถูกครอบงำด้วยโมหะ จากนั้นก็จะไหลไปสู่โทสะ เช่น ความทุกข์เศร้าเสียใจ รำคาญใจ ความเร่าร้อน ไปกับราคะ คือ ความอยาก

ตราบใดที่จิตไร้สติ จิตจะถูกโมหะกิเลสครอบงำทันที

เรายังมีอนุสัยกิเลส ซึ่งนี่คืออัธยาศัยที่แท้จริงของเรา นี่คือตัวเราปัจจุบัน

ไม่ว่าเราจะไปปฏิบัติธรรมมากี่ครั้ง อัธยาศัยของเรา ก็ยังคงเป็นอัธยาศัยที่เกิดเนื่องจากอนุสัยกิเลส ที่นอนเนื่องอยู่ในจิต จิตเราจึงขึ้นๆลงๆต่อสิ่งกระทบ อยู่เช่นนั้นตลอดเวลา

ถ้าเรามีสติเท่าทัน เมื่อมีสิ่งกระทบก็แค่รู้ และมีการวางใจให้ถูกด้วยปัญญา ที่เรียกว่าโยนิโสมนสิการ ว่าสิ่งที่เรารู้นั้น ล้วนเป็นสมมติ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

ใจก็จะสงบเย็นลงได้ระดับหนึ่ง

แต่สำหรับผู้ที่ปฏิบัติจนถึงธรรมจริง ได้ธรรมจริง จิตของท่านเป็นโยนิโสมนสิการโดยธรรมชาติไม่ต้องนึกพิจารณาให้เป็นขึ้นมาเนื่องเพราะท่านเห็นสรรพสิ่งเป็นอนิจจังไปหมดแล้ว แม้ความคิดอ่านท่านก็จะไม่ลุ่มๆดอนๆอีก

เพราะจิตท่านสงบเย็นอยู่ในอนิจจสัญญา

ไม่ใช่วิปลาสสัญญาอย่างพวกเราๆ▫️


Q: ▪️กราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

จากความเข้าใจของหนู หนูสามารถตีความได้แล้วว่า

- ที่หนูรู้สึกหม่นหมอง นั้นคือกิเลส นิวรณ์ เต็มๆ

- เมื่อคืน เมื่อเช้า ลองยอมรับทุกสิ่ง ยอมรับความเป็นจริง เศร้า โศก เสียใจ อาลัย ตัดพ้อ ยอมศิโรราบไปเลยว่ามันเป็นความจริง มันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว อย่าดิ้นรนปฏิเสธอีกเลย

- มันดีขึ้น แล้วจิตใจมันก็สว่างขึ้นนิดนึงแล้วค่ะ

ประกอบกับ ท่านอาจารย์ตอบมาพอดี เลยหมดข้อสงสัย เราคงไม่ผิดทาง แค่ต้องทำต่อ มันคงไม่จบเร็วๆ ง่ายๆ แน่นอนเส้นทางนี่ค่ะ▪️

A: ▫️นี่คือปัญญา ที่เกิดจากการปฎิบัติค่ะ เพราะหนูก็เห็นได้ด้วยตนเอง

คำถามที่ต่อเนื่องมาของหนู แสดงให้เห็นว่าหนูได้เห็นสัจธรรมอีกข้อหนึ่งคือ สมุทัย หรือ สาเหตุแห่งความทุกข์เศร้าหมองทั้งหลาย ซึ่งก็คือกิเลสในใจเรานั่นเอง

นอกจากนี้หนูยังยอมรับมันอย่างที่มันเป็น นี่คือการโยนิโสมนสิการอย่างถูกต้อง ด้วยปัญญา และนี่ก็คือสัจธรรมอีกข้อหนึ่งคือ มรรค หรือทางไปสู่ความดับทุกข์

หนูกำลังใช้สัมมาสังกัปปะ ในการดำริถูกต้อง ว่าความทุกข์ทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้นเอง เรายอมรับความจริงอย่างที่มันเป็นได้ ใจเราก็จะค่อยๆนิ่งลง เพราะใจเริ่มเกิดปัญญา

ปฏิบัติไป หมั่นทำจิตให้สะอาดผ่องใสจากกิเลสไป

จิตเราจะมั่นคงขึ้น และล้มลุกคลุกคลานน้อยลงเรื่อยๆค่ะ

ต้องใช้เวลาอันยาวนานพากเพียรไป เวลาทั้งชีวิตนี้ก็ไม่พอค่ะ ทำไปเรื่อยๆ

ยิ่งพากเพียรทำมาก ก็ลดความทุกข์ได้มาก▫️