← 🍃ธรรมมรรคา
19314 มี.ค. 66อ่าน ~15 นาที

จิดไม่สงบทำได้แต่อานาปานสติ ไม่ได้ดูเวทนา

❓ ปุจฉา (คำถาม)
ปัญหาของผม และเพื่อนเท่าที่ได้โทรศัพท์คุยกัน มีคล้ายๆกันครับอาจารย์ คือทั้งสองคนได้เคยเข้าไปปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ฯท่านอาจารย์โกเอ็นก้าหลักสูตร10วัน มาแล้วราวๆ5-6ครั้ง และกลับมาบ้านก็พยายามนั่งเองที่บ้าน บางวันก็ทำได้หนึ่งครั้งต่อวัน บางครั้งก็ทำได้สองครั้งต่อวันครับ(ครั้งละหนึ่งชั่วโมงครับ)

ปัญหา คือมีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยในเรื่องการนั่งเพื่อความสงบของจิตใจ คือ สามารถนั่งได้หนึ่งชั่วโมงผ่านได้ทุกครั้ง แต่บางครั้งก็ฟุ้งซ่านมาก บางครั้งก็ฟุ้งซ่านน้อย คือยังไม่มีครั้งใดที่ไม่ฟุ้งซ่านเลยครับ

ช่วงวันไหนที่ฟุ้งซ่านน้อยหน่อย ก็จะมีความรู้สึกว่า ลมหายใจมันค่อยๆสั้นลงๆๆและเบาลงด้วย แต่ก็สามารถนั่งได้นานตลอดหนึ่งชั่วโมงโดยไม่เกิดเวทนาปวดขา เพียงแต่เมื่อยเล็กน้อย

แต่ตลอดหนึ่งชั่วโมงนั้นต้องพยายามประคองอารมณ์และลมหายใจให้เบาและมีสติรู้ตัวตลอด เพราะมิฉะนั้นจะกลับมาปวดขามากครับ

ดังนั้นเรื่องการไล่ดูเวทนาตามพื้นที่แต่ละส่วนของร่างกายจึงไม่ต้องพูดถึงครับ คือแค่ควบคุมให้จิตใจสงบ ก็เป็นงานใหญ่ที่ต้องทำให้ผ่านให้ได้ก่อนครับ

ไม่ทราบอาจารย์จะมีอะไรแนะนำผมและเพื่อน เพื่อเราทั้งสองคนจะได้ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้นครับผม
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: ขอตอบโดยวิธีลบข้อความที่ถามมา แล้วตอบเป็นตอนๆนะคะ

▪️ที่ว่า “…ปัญหา คือมีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยในเรื่องการนั่งเพื่อความสงบของจิตใจ คือ สามารถนั่งได้หนึ่งชั่วโมงผ่านได้ทุกครั้ง แต่บางครั้งก็ฟุ้งซ่านมาก บางครั้งก็ฟุ้งซ่านน้อย คือยังไม่มีครั้งใดที่ไม่ฟุ้งซ่านเลยครับ…”

▫️การฝึกสมาธิด้วยการปฎิบัติอานาปาณสตินั้น เราฝึกเพื่อต้องการให้จิตมีความสงบ และตั้งมั่น ของจิต ในระดับต่างๆเท่าที่เราจะสามารถฝึกได้ถึง

ในการปฏิบัติของฆราวาส ที่ไม่มีเวลาทุ่มเทฝึกฝนยาวนานทั้งวันคืนเฉกเช่นนักบวชในสมณเพศ ย่อมไม่อาจพัฒนาสมาธิจนถึงขั้นที่ระงับนิวรณ์ (เช่น ความฟุ้งซ่าน) ได้อย่างเด็ดขาด สมาธิที่เราได้กันจึงยังอยู่ในขั้นทีละขณะไปที่เรียกว่าขณิกสมาธิ ดังนั้นเราย่อมต้องฟุ้งซ่านเป็นธรรมดา เมื่อกิเลสเข้ามาแทรกในระหว่างขณะของสมาธิจิต

ดังนั้น การที่คุณ หรือเพื่อน หรือนักปฏิบัติท่านอื่นๆ จะยังมีความฟุ้งซ่านอยู่เสมอในขณะปฎิบัติ มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่กำลังสมาธิ และกำลังของกิเลสในแต่ละชั่วโมง จึงเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ

ผู้ที่จะไม่มีนิวรณ์รบกวนจิตใจนั้น มีแค่คนสองประเภท คือผู้ที่ได้สมาธิขั้นอัปปนาสมาธิหรือสมาธิขั้นฌาน กับ ผู้ที่เป็นพระอรหันต์เท่านั้น ผู้ที่ได้ฌานสมาธินั่งทับนิวรณ์ไว้สนิท ส่วนผู้ที่เป็นพระอรหันต์ขุดรากถอนโคนนิวรณ์ออกไปได้จนสิ้น

~ ผู้ที่ได้อัปปนาสมาธิหรือได้ฌานนั้น จิตจะสงบตั้งมั่นอย่างยิ่งอยู่ที่อารมณ์กรรมฐานหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ ที่ๆลมกระทบ (สำหรับผู้ฝึกอานาปาณสติ) ที่เรียกว่าจิตเป็นเอกัคตา ผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิในขั้นนี้ นิวรณ์ย่อมไม่มีช่องที่จะแทรกเข้ามาได้เลย เพราะสมาธิเข้มแข็งมาก สามารถกดทับนิวรณ์ไว้ได้อย่างสิ้นเชิง แต่ถ้าจิตออกจากอัปนาสมาธิ อนุสัยกิเลสในจิตก็ยังคงมีอยู่ และหากไม่ได้ปฏิบัติสมาธิในขั้นอัปปนาสมาธิ นิวรณ์ก็ยังคงเกิดขึ้นได้เพราะยังมีกิเลส

~ ส่วนกรณีพระอรหันต์นั้น ที่นิวรณ์แทรกไม่ได้เลย ก็เพราะท่านไม่มีนิวรณ์เหลืออยู่อีกเลย ท่านเป็นอรหันต์แล้วย่อมหมดสิ้นซึ่งกิเลสทั้งปวง นิวรณ์ อันเป็นกิเลสขั้นกลางก็ย่อมไม่มีเศษเหลือในจิตของพระอรหันต์อีกเลย

กิเลสมีสามระดับ คือ กิเลสอย่างหยาบ (คือการละเมิด การทุจริตทางกาย ทางวาจา) กิเลสอย่างกลาง (คือนิวรณ์ 5) และกิเลสอย่างละเอียด คือ (อนุสัยกิเลส ได้แก่ ราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย อวิชชานุสัย เป็นต้น) ซึ่งกิเลสทั้งสามระดับนี้ ย่อมไม่มีกับพระอรหันต์ พระอรหันต์จึงปฏิบัติจิตด้วยความสงบระงับ มีวิหารสุขอย่างยิ่ง

▪️ที่ว่า “…ช่วงวันไหนที่ฟุ้งซ่านน้อยหน่อย ก็จะมีความรู้สึกว่า ลมหายใจมันค่อยๆสั้นลงๆๆและเบาลงด้วย แต่ก็สามารถนั่งได้นานตลอดหนึ่งชั่วโมงโดยไม่เกิดเวทนาปวดขา เพียงแต่เมื่อยเล็กน้อย…”

▫️ ถูกต้องค่ะ ถ้าจิตฟุ้งซ่านน้อย สมาธิย่อมดี ความต่อเนื่องของสติย่อมสูงขึ้น

เมื่อมีจิตเป็นสมาธิ จิตจะสงบจิตจะตั้งมั่น เมื่อจิตสงบและตั้งมั่นแล้ว ลมหายใจจะค่อยๆสั้นลง สั้นลง และแผ่วเบาลง แต่จิตกลับรู้ชัดเจนขึ้นในลมที่สั้นและเบาลงนั้น โดยจิตเกาะแน่นรู้ชัดอยู่ในเนื้อที่ๆเล็กมากๆ นั้น จิตตอนนี้ จะมีสติชัดเจนขึ้น ตื่นรู้ขึ้น มีสมาธิยาวนานต่อๆๆๆกันมากขึ้น จิตจะเฝ้าตามรับรู้จุดกระทบของลมหายใจได้ชัดเจน ทั้งที่จุดกระทบนั้นเล็กมาก

หากผู้ปฏิบัติสามารถรักษาจิตให้มีสภาพเช่นนี้ต่อเนื่องไปได้ต่อไปอย่างไม่ขาดสาย สมาธิจะเลื่อนขั้นจากขณิกสมาธิสู่อุปจารสมาธิ และหากยังคงสามารถประคองจิตไว้เช่นนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ สมาธิก็จะเลื่อนขั้นขึ้นเป็นอัปปนาสมาธิหรือสมาธิขั้นฌาน คือ ได้ปฐมฌาน เป็นต้น

เวลาที่จิตจดจ่อเป็นสมาธิอยู่กับลมหายใจจนแนบแน่นขึ้น ตั้งมั่นขึ้น จิตสงบระงับ จิตกำลังทำงานรับรู้อยู่ที่เดียว คือที่ลมหายใจ ดังนั้น ณ ขณะนั้น ความปวดเมื่อย และความเจ็บปวดทางร่างกายย่อมเหมือนจะเบาบางลง ทั้งนี้เพราะจิต ไม่ได้ใส่ใจมันอีก จิตไม่ได้ส่งออกไปรับรู้มันนั่นเอง ความรู้สึกทางกายจึง ไม่ได้รับการใส่ใจจากจิต เพราะจิตกำลังจดจ่ออยู่กับการทำหน้าที่รู้ลมหายใจอยู่

ผู้ที่เข้าฌานสมาบัติ หรือปฏิบัติสมาธิขั้นสมาบัติต่างๆนั้น จะไม่รับรู้สิ่งกระทบภายนอกใดๆเลย บางคนคงเคยได้ยินว่า ผู้ที่เข้าฌานสมาบัติอยู่นั้นแม้ร่างกายถูกไฟเผา ท่านก็ไม่รับรู้เพราะจิตอยู่ในสมาบัติและฌานสมาบัติเหล่านี้ก็ยังสามารถรักษาร่างกายท่านไว้ไม่ให้ตายไป หรือถูกเผาไหม้ไปอีกด้วย

ดังนั้น ผู้ที่ฝึกสมาธิอยู่เนืองๆ จนจิตมีความตั้งมั่นสูง ย่อมไม่ถูกรุมเร้าด้วยเวทนาชนิดนั้น ขนิดนี้มากนัก ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าร่างกายไม่มีเวทนาใดเลย แต่เป็นเพราะใจไม่ไปรับรู้เวทนานั้นต่างหาก จึงไม่รู้สึก

▪️ที่ว่า “…แต่ตลอดหนึ่งชั่วโมงนั้นต้องพยายามประคองอารมณ์และลมหายใจให้เบาและมีสติรู้ตัวตลอด เพราะมิฉะนั้นจะกลับมาปวดขามากครับ…”

▫️ ถูกต้องค่ะ ควรพยายามประคองจิตให้อยู่กับลมหายใจอย่างแนบแน่นและต่อเนื่อง จิตที่เบาละเอียดสงบผ่อนคลายจะมีสมาธิดีขึ้นลมหายใจก็จะสั้น ละเอียดและเบาขึ้น แต่จิตกลับคมชัดขึ้น อย่างที่ได้ตอบไปแล้วในข้อเมื่อสักครู่ว่าเมื่อจิตมีสมาธิจดจ่ออยู่ตรงนี้ได้จริงเวทนาบนร่างกายแทบจะไม่มีผลกับเราอีกเลย

เวทนาต่างๆ เช่น ความปวดขาก็ดี จะทำร้ายเราได้เพียงกรณีเดียว คือเมื่อจิตเราไปรับรู้ และไปใส่ใจ ให้ความสำคัญกับมัน สนใจมัน อยากให้มันหาย ไม่อยากให้มันเจ็บ เหล่านี้จะมีผลทำให้มันยิ่งเจ็บมากขึ้น ในทางตรงข้าม ถ้าจิตรับรู้ลมหายใจอย่างแนบแน่นจริง หรือไปตามรับรู้เวทนาในส่วนอื่นของร่างกายอยู่อย่างเต็มจิต ขณะนั้นความปวดขาจะไม่มีผลต่อผู้ปฏิบัติ

กายเจ็ดมีผลเพียงหนึ่ง แต่ถ้าจิตไปร่วมด้วยช่วยกันเจ็บ จะมีผลเป็นทวีคูณ

▪️ที่ว่า “…ดังนั้นเรื่องการไล่ดูเวทนาตามพื้นที่แต่ละส่วนของร่างกายจึงไม่ต้องพูดถึงครับ คือแค่ควบคุมให้จิตใจสงบ ก็เป็นงานใหญ่ที่ต้องทำให้ผ่านให้ได้ก่อนครับ…”

▫️ ถ้าทำสมาธิด้วยการเฝ้าดูลมหายใจจนจิตมีความสงบถือว่าปฏิบัติได้ประโยชน์มาก แต่เป็นประโยชน์ขั้นของสมาธิ ซึ่งเป็นคนละประโยชน์ตัวกับประโยชน์ของวิปัสสนา

ดังนั้น ในการปฏิบัติที่บ้าน อาจเลือกทำสมาธิ สักช่วงหนึ่ง เพียงให้จิตได้ขณิกสมาธิ คือสมาธิเป็นขณะๆในระดับหนึ่ง จิตสงบพอประมาณ แล้วให้ทำวิปัสสนาด้วยการสำรวจร่างกายขึ้นลงสัก 1-2 สองรอบอย่างตั้งใจจะได้ประโยชน์อย่างมากๆ

ทั้งนี้เพราะ สมาธิสร้างความสงบและตั้งมั่นแห่งจิต สร้างจิตให้มีกำลัง

ส่วนวิปัสสนาชำระล้างกิเลสจากจิต ทำให้จิตผ่องใสขึ้น เบาขึ้น เกิดปัญญาขึ้น เกิดการละกิเลสขึ้น ซึ่ง ยิ่งมันละกิเลสจิตยิ่งบริสุทธิ์ขึ้นความฟุ้งซ่านอันเป็นกิเลสตัวหนึ่งก็ย่อมลดลงไปมากขึ้น จิตก็จะยิ่งมีคุณภาพสูงขึ้น

ไม่ว่าอย่างไร ควรฝึกวิปัสสนาไปด้วยในแต่ละวันค่ะ ถึงแม้ว่าจิตจะยังไม่สงบถึงที่สุดก็ตาม ก็ขอให้ทำวิปัสสนาไปด้วยทุกวัน

▪️ที่ว่า “…ไม่ทราบอาจารย์จะมีอะไรแนะนำผมและเพื่อน (คุณสมศักดิ์)เพื่อเราทั้งสองคนจะได้ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้นครับผม…”

▫️ อย่างที่แนะนำข้างต้นไปแล้วนะคะ ว่าในการปฏิบัติแต่ละวัน ควรแบ่งเวลาให้ได้ทำทั้งสองอย่าง สำหรับผู้ที่ปฏิบัติสมาธิได้ดี

สำหรับบางท่านที่ไม่ถนัดการทำสมาธิเลย การปฏิบัติประจำวันก็อาจทำวิปัสสนาอย่างเดียวไปได้

เวลา 1 ชั่วโมงนั้นสั้นมาก หากพยายามจะทำสมาธิจนได้สมาธิขั้นสงบตั้งมั่นจริง หนึ่งชั่วโมงย่อมไม่เพียงพอ กลายเป็นว่าจึงยังไม่ทันได้ขจัดกิเลสในจิตเลย ก็ต้องลุกจากอาสนะเสียแล้ว

การปฏิบัติที่ดีที่สุด จะต้องฝึกจิตให้มีความสามารถทั้งสองอย่าง คือทั้งสมาธิและวิปัสสนา

นอกจากการปฎิบัติในแต่ละวันแล้ว ก็ควรฝึกปฏิบัติให้ติดต่อกันยาวนานขึ้น ซึ่งก็คือการปฎิบัติในคอร์สอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง

ผู้ปฏิบัติไม่พึงประมาทด้วยเห็นความสำคัญและของสิ่งนอกกายมาก จนไปทุ่มเทเวลาที่มีค่าของเรากับ มึงเหล่านั้น แล้วละเลยที่จะสั่งสมกำลังแห่งจิตของตนไป เพราะที่สุดแล้วมีเพียงจิตนี้เท่านั้นที่ติดตามเราไปทุกหนแห่ง ในขณะที่สิ่งที่เราทุ่มเทภายนอกเพื่อให้อยู่ดีกินดีนั้นตามเราไปไม่ได้ซักแห่ง