ขอคำแนะนำ ดูเวทนาแล้วมีเวทนาอื่นแทรก /นั่งตัวงอ ก้มคอ / ดูลมหายใจ 5 นาที ก่อนนอน
A: ตอบ☘️
ได้ทั้งสองแบบค่ะ คือ จิตสามารถไปรับรู้เวทนาที่แทรกเข้ามาได้ แล้วก็กลับมาดูเวทนาตามลำดับของเราต่อไปก็ได้ หรือ จะไม่ต้องไปสนใจเวทนาอื่นที่แทรกเข้ามาเลยก็ได้
ทำได้ทั้งนั้นไม่ว่าจะแบบไหน
ตราบใดที่เรามีสติ รับรู้เวทนาอยู่ตลอดเวลา จะเป็นเวทนาตัวไหนก็ใช้ได้ทั้งนั้น ยังคงอยู่ในการปฏิบัติ
เราควรจะสามารถรับรู้เวทนาได้ทั้งตัว ทุกเวทนาและทุกเวลาขณะปฎิบัติ
การที่เราตามไล่รู้เวทนาแบบเรียงลำดับ ทำให้เราตามรู้เวทนาไปทั้งตัวได้ง่ายกว่า เพราะไม่หลงลืมบางส่วนและไม่กระโดดไปมา แต่แม้เราจะไม่ได้ไล่ดูเรียงลำดับเสมอไป แล้วเรากลับมาเก็บบางส่วนของร่างกายที่เราทิ้งไปภายหลังก็ทำได้เช่นกัน ทำให้มันเป็นธรรมชาติ
การที่เรารับรู้เวทนาที่แทรกมาเป็นระยะๆด้วยก็เป็นปกติ ไม่ได้ปฏิบัติผิดแต่อย่างใด และไม่ได้เสียหายอะไร เมื่อเรารับรู้เวทนาที่แทรกเข้ามาเหล่านั้นแล้ว เราก็กลับมาไล่ตามดูเวทนาแบบเรียงลำดับต่อไป
แต่ไม่ว่าแบบไหนไม่ได้มีผลเสีย ขอเพียงให้มีสติตามรู้ทันทุกๆเวทนาที่เกิดขึ้น ณ ขณะปัจจุบัน รู้แต่ละขณะ รู้เป็นรายขณะ รู้ทุกๆ ขณะไป
Q: 🔷 ถ้าในขณะเดียวกัน ตัวมันสลายไป แตกออกไป เรารับรู้การแตกสลายนั้น แต่ยังคงไล่ดูเวทนาที่เราตามอยู่เช่นเดิม ถูกไหมคะ?
A: ตอบ☘️
การที่ตัวสลายไปหรือแตกออกไป แท้จริงแล้วก็คือเวทนาประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นบนร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงระหว่างเวทนาหยาบสู่เวทนาที่ละเอียดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกคล้ายเป็นภาพของการสลายลงไป
เราก็ตามรู้เวทนาชนิดนี้ไป ตามรู้การเปลี่ยนแปลงของมันไป คือ ตามรู้จากเวทนาที่หยาบสู่เวทนาที่ละเอียดขึ้น
การสลายหรือตัวแตกออกไป เป็นเวทนาประเภทหนึ่งในขณะนั้น รับรู้เวทนาประเภทนี้ไป
เราต้องไม่เห็นว่าแต่ละเวทนามันมีความต่างกัน ใจต้องสามารถมองเห็นว่าทุกประสบการณ์เป็นแบบเดียวกันได้ เห็นว่ามันเหมือนกัน
ใจที่วางทุกประสบการณ์ลงได้สนิท คือใจที่เป็นอุเบกขาค่ะ
ทุกประสบการณ์แม้จะแตกต่างกันในทางความรู้สึก หรือเป็นภาพต่างๆหรือ ปรากฏการณ์ต่างๆ แท้จริงแล้วมันไม่ได้ต่างกันเลย เพราะมันคือ ‘ความไม่เที่ยง’ เหมือนกัน มันมาเพียงเพื่อแสดงตัวให้เรารู้ แล้วมันก็ดับไป นี่คือความไม่เที่ยงของมัน นี่คืออนิจจัง นี่คือลักษณะของทุกปรากฏการณ์
ดังนั้นเราต้องเข้าถึงความจริงแท้ ซึ่งคือความไม่เที่ยงให้ได้ ด้วยการวางเฉยกับทุกปรากฏการณ์ ไม่หยิบมันขึ้นมาใส่ใจ ไม่ให้ความสำคัญกับมัน ไม่ว่ามันจะมารูปแบบใดมันก็ไม่เที่ยงทั้งนั้น
มันเป็นอนิจจังเหมือนกันทั้งนั้น
จะเป็นรูปแบบไหนที่ปรากฏให้เรารับรู้ก็ตาม สำหรับเราแล้ว มันก็คือการเกิดดับเปลี่ยนแปลงไป ไม่เที่ยงคงทน เป็นอนิจจังเท่านั้นเอง
ดังนั้นเวลาสำรวจ หรือตามรู้เวทนา หน้าที่เราจะมีอย่างเดียว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ตามดูตามรู้มันอย่างที่มันเกิดขึ้นนั่นแหละ
เพราะทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันแค่เป็นปรากฏการณ์ของความเป็นอนิจจังเท่านั้น
Q: 🔷 ถ้าตัวมันงอ แขนมันทิ้งลงไป ควรดึงกลับมาในท่านั่งหลังตรง ตัวตรง ถึงแม้มันจะรู้สึกฝืนมาก ถูกไหมคะ?
A: ตอบ☘️
ควรนั่งให้ร่างกายตรง กระดูกสันหลังตรง และศีรษะตั้งตรง ถ้าตัวโค้งงอพับลงหรือเริ่มก้มหน้า เมื่อรู้ตัวก็กลับมานั่งให้ตรงใหม่ จริงๆการนั่งตัวตรงไม่น่าจะเป็นความรู้สึกที่ฝืนนะคะ
การนั่งตัวงอน่าจะเป็นการฝืนมากกว่า เราควรจะฝึกให้ตัวเองนั่งตรงแบบพระพุทธรูปเอาไว้ ในที่สุดเราจะเกิดความเคยชินในท่านี้ได้เอง
Q: 🔷ในขณะที่นั่งดูเวทนา กระดูกสันหลังงอลงตั้งไม่ได้ ไหล่ทิ้งลง ตามด้วยแขน มือ หลุดห้อยลงไปทีละข้าง ส่วนคอหักลงไป สะโพกและขาหักห้อยที่ทิ้งลงไปกับเบาะนั่ง
จากนั้นเกิดความว่างเปล่ากับภายในร่างกายแบบค่อยๆสลายไป เป็นผงหยาบๆลงไปกองกับช่วงขา แต่ยังอยู่ในขอบเขตของร่างกาย
ตัวมันทิ้งไปแล้วสักพักใหญ่ ศีรษะมันค่อยๆยกขึ้นมาเอง แล้วหลังก็กลับขึ้นมาเอง
ถามว่า…ในขณะนั้น ก็ดูเวทนาอยู่ต่อไป แค่รับรู้ตัวที่ตั้งตรงไปถูกไหมคะ?
A: ตอบ☘️
อาการเหล่านี้ ไม่มีอะไรค่ะ เป็นแค่เวทนาต่างๆกันเท่านั้น เวทนาบางอย่างก่อให้เกิดภาพในจิตขึ้น เป็นสิ่งที่เกิดมาจากการปรุงแต่งเพิ่มจากส่วนลึกของจิตเรา ไม่ต้องไปคิดว่ามันเป็นสภาวะอะไร มันเกิดจากอะไรมันถูกผิดอย่างไร ไม่ต้องใส่ใจเห็นมันเป็นสิ่งประหลาด หรือมีคุณค่าในทางการปฏิบัติหรือไม่ ให้วางมันลงไปค่ะ รู้มันและวางมัน เพราะมันเป็นแค่ปรากฏการณ์หนึ่งๆเท่านั้น
ถ้าเราวางมันได้ ไม่ไปสนใจใส่ใจทัน ในที่สุดจิตเราจะได้ความเป็นอุเบกขาที่สมบูรณ์ เพราะเข้าถึงอนิจจังอย่างแท้จริงได้ เพราะจิต ไม่หวั่นไหวต่อปรากฏการณ์ทุกประเภทได้จริง
แต่ถ้าเราเริ่มเอะใจ หรือเริ่มตั้งข้อสังเกตมันก็จะเล่นเกมต่างๆให้เราดู ในที่สุดเราก็จะเริ่มปรุงแต่งเพิ่มเติมเข้าไป
ดังนั้นมันจะหัก จะงอ จะห้อย จะทรุด จะกอง จะเป็นผง ฯลฯ ก็เรื่องของมันค่ะ เราก็ดูมันแสดงไปเรื่อยๆ โดยไม่ไปให้ความสำคัญอะไร หรือใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ นอกจากทำหน้าที่ตามรู้แล้ว อย่างอื่นเราไม่ต้องทำค่ะ ใจเราต้องวางสนิทกับทุกประสบการณ์ แม้ว่าประสบประการนั้นอาจจะเป็นสภาวะธรรมที่มีคำอธิบายแต่สำหรับเราแล้ว มันก็คืออนิจจังเท่านั้นอยู่ดี
Q: 🔷ตัวมันทิ้งไป แล้วสักพักใหญ่ศีรษะมันค่อยๆยกขึ้นมาเอง ส่วนหลังก็กลับขึ้นมาเอง ควรดูเวทนาต่อไป แค่รับรู้ตัวที่ตั้งตรงนั้น ถูกไหมคะ?
A: ตอบ☘️
อย่างที่ได้ตอบไปแล้วข้างต้น มันเป็นแค่ปรากฏการณ์หนึ่งๆ
ปรากฏการณ์เหล่านี้ก็เกิดมาจากเวทนา จัดได้ว่าเป็นเวทนาอย่างหนึ่งเวทนาบางอย่างเราอาจจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นเวทนา แต่มันทำให้เราเกิดมโนภาพต่อขึ้นมาเอง เช่น เกิดเป็นความรู้สึกเหมือนตัวมันทิ้งไป หรือศีรษะยกขึ้นมา ตัวพอง ตัวลอย ตัวยื่นยาวออกไป ตัวเอียง ตัวหนัก ฯลฯ เหล่านี้ เป็นการปรุงแต่งของจิตเราเองจากเวทนาที่เรารู้สึก
เรามีหน้าที่ตามดูมันแสดงแค่นั้นค่ะ ทำอย่างเดิมค่ะวางมันไป รับรู้แล้วก็วางมันไป
Q: 🔷 พอมาเริ่มใหม่ที่ส่วนบนสุดของศีรษะ มันก็กลับไป ตามข้อข้างบนใหม่ ก็ให้ปฏิบัติต่อไป ถูกไหมคะ?
A: ตอบ☘️
เราจะสำรวจร่างกายแบบไหนก็ตาม จากบนลงล่างจากล่างขึ้นบน จะเริ่มแบบไหน จะลงแบบไหนก็เหมือนกันหมด คือ ได้ทั้งนั้น
มันจะปรากฏอะไรขึ้นมาก็ตาม เหมือนเดิม หรือ แตกต่างกัน ก็ไม่มีเนื้อหาสาระอะไร เพราะทุกอย่างเป็นแค่ปรากฏการณ์ให้เราได้ดู ได้เห็น และดูให้เป็น คือดูอย่างวางเฉย ไม่ไปเอะใจกับทัน ดูด้วยจิตที่นิ่งๆ เย็นๆ สงบๆ ผ่อนคลาย ยืดหยุ่นไม่ตึงไปหย่อนไป
เราต้องมีสภาพของใจแบบเดียวกันตลอด คือ นิ่งรู้อยู่ตามที่มันขึ้นมาให้รู้ เราแค่ตามรู้มันแล้วก็วางมันลง
Q: 🔷 ในบางครั้ง ตัวมันงอนานมา คอหักนานจนต้องดึงตัวเองมาตั้งตรงให้อยู่ในท่านั่งหลังตรง ทำได้ใช่ไหมคะ?
A: ตอบ☘️
ถ้ารู้ตัวว่าตัวงอก็ยืดตัวให้ตรง จะงอนานมาก หรืองอไม่นานก็ไม่เป็นไร
ไม่มีความหมายอะไรค่ะ รู้ตัวเมื่อไหร่ก็ดึงตัวให้ตรง
พยายามอย่าไปใส่ใจเป็นพิเศษกับอาการหัก งอ พับ ฯลฯ เหล่านั้นเพราะเมื่อเราเริ่มใส่ใจสิ่งใดเป็นพิเศษในครั้งแรกที่มันปรากฏ จิตของเราจะปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้นอีก เกิดขึ้นอีก ทั้งนี้เพราะจิตของเราคอยสังเกตมัน คอยเฝ้ารอมัน ตามหามันโดยไม่ได้ตั้งใจ จิตจึงไป(แอบ)ปรุงให้มันเกิดขึ้นอีก เพราะความใส่ใจสนใจทำให้เกิดการสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นได้
Q: 🔷 หนูตามดูลมหายใจขณะก่อนนอนกับหลังตื่นนอน แบบที่ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าสอนไว้เป็นการบ้านให้ทำที่บ้าน
พอปฏิบัติไปก็เกิดสิ่งเดียวกัน คือสลายไปเป็นผงหยาบ ร่างกายก็ทิ้งไปที่เตียง ใช่แค่รับรู้ ตามเป็นผู้ดูแล้วก็หลับไป และรู้เมื่อลุกขึ้นมาจากเตียงตอนตื่น ใช่ไหมคะ?
A: ตอบ☘️
ใช่ค่ะแค่รับรู้ ยอมรับมันอย่างที่มันเป็น ก่อนนอนที่ท่านอาจารย์ให้ดูลมหายใจ 5 นาทีจนหลับไป เพื่อให้จิตมีสติก่อนจะหลับ
ถ้าฝึกเช่นนี้บ่อยๆ เวลาตื่นเราก็จะมักมีสติรู้ตัวทันทีที่ตื่น
ส่วนปรากฏการณ์ที่จะสลายไป หรือ เป็นผงหยาบที่หนูเล่ามา ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น รวมทั้งประสบการณ์อื่นๆอีกมากมาย ก็เป็นไปได้ทั้งนั้นเช่นกัน
หนูอย่าไปใส่ใจกับความเป็นผงหยาบ ความหัก พับ งอ ฯลฯ ที่สิ่งนี้เกิดขึ้นบ่อย ก็เนื่องจากหนูไปใส่ใจให้ค่ามันมาก จิตหนูเริ่มสั่งให้มันเกิดเองได้ บางทีมันเกิดเองแต่พอหนูคอยเฝ้ารอดูมัน มันยิ่งเกิดมากขึ้น เราก็เลยคิดว่ามันมักเกิดเช่นนี้ จริงๆแล้วไม่จำเป็นค่ะ
ดังนั้น ขอให้วางทิ้งไปความเชื่อในใจอันนี้ออกไป เลิกใส่ใจกับมันไปเลย มันจะเกิด หรือไม่เกิด เป็นเรื่องของมันไม่ใช่เรื่องของเรา
ทุกปรากฏการณ์ เราแค่รู้แล้วก็วางมันโดยที่ไม่ต้องสนใจว่า สิ่งที่เรากำลังรู้นั้น คืออะไร
อย่าไปติดใจกับการเป็นผง การหยาบ หรืออะไรทั้งนั้น มันไม่มีคุณค่าอะไรเลยสำหรับเราค่ะ นอกจากความเป็นอนิจจังเท่านั้น
คุณค่าของมันมีอย่างเดียว คือมันกำลังแสดงความไม่เที่ยงให้เราดู จะหยาบก็ไม่เที่ยง จะเป็นผงก็ไม่เที่ยง
จิตคนเรามักจะคอยปรุงแต่งให้ความสำคัญกับบางอย่างมากกว่าบางอย่างหรือพึงพอใจบางอย่างมากกว่าบางอย่างเช่น ชื่นชอบความละเอียด ชื่นชอบความเป็นผง และคิดว่ามันน่าจะดีกว่าความหยาบ ความเป็นกลุ่มก้อน
แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรไม่ดี มันเท่ากันเป๊ะ คือมันไม่เที่ยงเหมือนกัน
ดังนั้นเราจึงไม่พึงไปใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้ แค่ดูมันไป