รับรู้ความรู้สึกชัดได้ในบางส่วน / ท่านั่งที่ถูกต้องควรนั่งอย่างไร
... บางครั้งทำให้คอเกร็งแบบไม่รู้ตัว คอจะเอียง หัวโอนเอน ส่ายไปตามช้าๆ ไม่สามารถนั่งคอตรงสงบนิ่งได้ จนบางครั้งอยากเลิกก่อน1ชม. เพราะรู้สึกเกร็งคอ จนต้องเอียงคอดังกร๊อบๆเลยทีเดียว
ตอบเป็นตอนๆนะคะ
❄️ถาม…การรับรู้ความรู้สึกบางครั้งชัดมาก เช่น รู้สึกขนลุกเป็นพื้นที่ใหญ่แม้จะค่อยๆกวาดความรู้สึกทีละจุด หรือรู้สึกชาเหมือนแมลงยิบๆ…
…ความรู้สึกชัดนี้จะเป็นส่วนข้างบน เช่น หัว ใบหน้า ไหล่ แขนทั้งสอง แต่ยังไม่ค่อยรู้สึกที่ลำตัว และขาทั้งสองมากนัก… ❄️
💧ตอบ…เป็นปกติที่บางทีผู้ปฏิบัติจะรับรู้เวทนาบางส่วนได้ชัดเจน
บางทีก็รับรู้บางส่วนไม่ชัดเจน
หรือบางทีก็รู้สึกเหมือนไม่มีเวทนาอะไรเลย
ผู้ปฏิบัติรับรู้เวทนาได้ เพราะ
☁️ตัวเวทนามันชัดเจนของมันเอง
เวทนาที่หยาบมาก จะชัดเจนมาก ยังไงคนปฏิบัติ ไม่ปฏิบัติ ก็ต้องรับรู้ได้ เช่น ร้อน คัน ขนลุก เจ็บ เต้นตุบๆ สั่น ตึง เกร็ง
พวกนี้ย่อมรับรู้ได้ชัดเจน เพราะความรู้สึกมันเด่นขึ้นมาให้รับรู้
☁️จิตผู้ปฏิบัติเริ่มเบาขึ้น ละเอียดขึ้น มีอุเบกขาขึ้น
กรณีนี้ ผู้ปฏิบัติก็จะรับรู้เวทนาได้มากขึ้น ขอบข่ายการรับรู้กว้างขึ้น คือตั้งแต่เวทนาหยาบมาก เวทนาหยาบน้อย เวทนาละเอียดขึ้น เช่น ความสั่นสะเทือนที่เบาลง ความรู้สึกความเป็นร่างกาย ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ ความรู้สึกอื่นภายใต้ความรู้สึกหยาบ
☁️เมื่อผู้ปฏิบัติ สามารถปฏิบัติอย่างผ่อนคลายปล่อยวาง
มีความตื่นตัวด้วยสติตลอด
มีอุเบกขาสมดุลที่สมบูรณ์
และสามารถประคองรักษาความสมบูรณ์ของสมดุลในจิตได้อย่างต่อเนื่องๆไปยาวนานขึ้น
ถ้าจิตมีคุณสมบัตินี้ยาวนานขึ้นๆ จิตจะค่อยๆจับเวทนาที่ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น จนละเอียดที่สุดได้
เวทนาที่ละเอียดที่สุดนี่ เป็นเวทนาที่แสดงถึงการเกิดดับของนามรูป (เห็นขั้นปรมัตถธรรม คือเลยบัญญัติว่าเป็นตัวเราของเรา)
เป็นการเห็นในขั้นภาวนา
☘️ถ้าเกิดขั้นนี้มากๆเข้า ญาณปัญญาแห่งการหลุดพ้น จะทยอยเกิดตามมา ทำให้ผู้ปฏิบัติละอัตตา ละตัณหา เกิดการวาง การปล่อยทุกอย่าง
จิตจะเบาและอ่อนละมุนขึ้น
เป็นกุศลขั้นสูงขึ้น
จิตจะเบามากแม้เวทนาบนกายจะยังคงหยาบอยู่ก็ตาม
จิตจะรับรู้เวทนาละเอียดที่เป็นการเห็นความเกิดดับขั้นนามรูประดับปรมัตถ์จริงๆ☘️
เวทนาละเอียดนี้ มีอยู่ เป็นอยู่ ทุกๆขณะ
เกิดดับเช่นนี้ตลอดเวลา ในทุกส่วน ในทุกอณูทั่วร่างกาย
ทั้งภายในภายนอก ไม่มีส่วนใดยกเว้น
แต่ผู้ปฏิบัติยังไม่เชี่ยวชาญ ย่อมเข้าไม่ถึง จึงยังรับรู้ได้เพียงเวทนาที่หยาบกว่า และเข้าใจไปว่าเห็นการเกิดดับ เห็นอนิจจังแล้ว
☘️แท้จริงแล้ว นี่คือเห็นความเกิดดับ เห็นอนิจจัง ระดับคิดเอา หรือเรียกว่าระดับจินตามยปัญญา คือคิดทำความเข้าใจเอา
แต่ยังเป็นการเห็นระดับสมมติ ยังไม่ใช่ภาวนามยปัญญา ไม่ใช่เห็นระดับปรมัตถ์ที่ทิ้งความเป็นตัวตนเราเขา ไปสู่ความเป็นธาตุขันธุ์นามรูป
จึงยังไม่เกิดเป็นวิปัสสนาญาณ
การเห็นระดับจินตามยปัญญานี้ (ที่คนไปเข้าใจว่าเราเห็นการเกิดดับแล้ว เราเห็นอนิจจังแล้ว นี้) ได้แก่ เห็นความรู้สึกหยาบหนึ่ง เปลี่ยนเป็นอีกหยาบหนึ่ง ความเจ็บเป็นสบายหายเจ็บ ความแน่นเป็นเบา ความสั่นเป็นนิ่ง ความร้อนเป็นเย็น ฯลฯทำนองนี้
นี่เป็นเวทนาหยาบที่เปลี่ยนไป
การเห็นเวทนาหยาบ เกิด ดับ จึงยังเป็นขั้นสมมุติบัญญัติ ยังไม่เข้าถึงปรมัตถ์ธรรม
ยังไม่เข้าถึงญาณปัญญาระดับลึกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงของตัวตนจากภายใน การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยใจคอ การเปลี่ยนในกมลสันดาน ☘️
บางคนอาจเข้าถึงความละเอียดของจิตแบบนี้ได้บ้างเป็นครั้งคราว
บางคนบ่อยขึ้นจากการปฏิบัติอย่างปล่อยวางต่อเนื่อง
☘️แต่เมื่อชำนาญ
มันจะเป็นเช่นนี้ได้เป็นปกติ
จิตมีสติไปอยู่ที่ไหน(บนกายหรือในกาย) ที่นั่นก็หลอมละลาย เกิดและดับสลายไปให้รับรู้ได้อย่างต่อเนื่อง และรับรู้ด้วยจิตที่เฉยสงบเย็นอย่างยิ่ง ไม่มีกระโตกกระตากในจิต ไม่ตื่นเต้น ไม่เห็นเป็นสาระอะไรเลย อยู่กับตัวอย่างเป็นธรรมชาติของตนไปเลย
เป็นได้เองได้ทุกเวลา ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะกำลังทำอะไรอยู่ในชีวิตประจำวัน นี่จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจากภายใน☘️
แต่จะถึงขั้นนี้ได้ จิตต้องฝึกฝนถูกทางจริงๆ
และต้องถูกทางอย่างต่อเนื่องด้วย
เพราะผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าที่ตนเป็นอยู่นั้น คือใช่แล้ว มันถูกแล้ว ความรู้สึกก็เหมือนกับที่อาจารย์ทั้งหลายกล่าวมา ของเราก็รู้สึกแบบนี้ นั้นโน้น เช่นกัน ทั้งนี้เพราะคนเราย่อมเข้าข้างตนเอง
จริงๆแล้วนี่ยังไม่ใช่
เพราะคนที่ทำถึงได้จริง
จะมีกระแสไหลวนในตัวที่ต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน
ที่เรียกว่ากระแสพลังงานสั่นสะเทือน จะต้องเปี่ยมด้วยเมตตา ต้องเย็นสนิท สุข เบา วนเวียนอยู่ในตัวคนเหล่านั้น คล้ายๆที่บางคนใช้ว่ามีออร่าอบอุ่น
คนที่ถึงธรรม จะเบา อบอุ่น เมตตา ไม่โกรธ ไม่แบก ไม่ถือสา ไม่หงุดหงิด ไม่เยอะ ขณะเดียวกันก็ไม่เฉื่อยเฉยชา เกียจคร้าน ง่วงซึม ฯลฯ
เพราะเมื่ออัตตามันลดไปมาก ตัวเองก็เบาบางลง จางลง หมดความสำคัญลง อะไรที่มากระทบตัวตน จึงก็ไม่สามารถส่งผลให้หวั่นไหว ให้มีปฏิกิริยาเท่าตอนที่ตัวตนยังเยอะ
ขณะเดียวกันเมื่อคนเรามีสติมากขึ้น จิตจะตื่นตัวขึ้น จิตจะคล่องแคล่ว มีประสิทธิภาพขึ้น ปัญญาแหลมคมขึ้นด้วย 💧
❄️ถาม…บางครั้งทำให้คอเกร็งแบบไม่รู้ตัว คอจะเอียง หัวโอนเอน ส่ายไปตามช้าๆ …ไม่สามารถนั่งคอตรงสงบนิ่งได้ จนบางครั้งอยากเลิกก่อน1ชม. เพราะรู้สึกเกร็งคอ จนต้องเอียงคอดังกร๊อบๆเลยทีเดียว…❄️
💧ตอบ…คอเกร็ง เอียง เหล่านั้นเกิดได้กับทุกคน รู้ตัวเมื่อใด ให้คลายความเกร็งนั้น หันคอให้ตรงขึ้นมาก็เท่านั้น
ถ้าหัวโอนเอนส่าย ให้หยุดมัน แค่รู้อยู่ว่าส่าย ก็แค่หยุดส่าย ไม่มีอะไรค่ะ ถ้าเพลินไปส่าย ไปหมุน มันจะมากขึ้นๆ เพราจิตเริ่มปรุงแต่ง💧