เวทนาที่เกิดจากสังขารและการปรุงแต่งขณะปฏิบัติ
บางครั้งก็เหมือนกับระดับน้ำขึ้นจนเราอึดอัด แต่ก็อดทน และเพียรต่อจนระดับน้ำลดลงเอง
บางครั้งเจ็บจนเมื่อเราผ่อนน้ำหนักมือลงเหมือนเห็นหนัง และเนื้อติดแดงๆมา-ตอนนั้นจิตก็เหมือนจะบอกว่าอะไรจะขนาดนั้น แต่ก็ปฏิบัติต่อทนจนครบ ชม.
บางครั้งจับความรู้สึกบนกระหม่อมไม่ได้เลย เลยแบ่งเป็น พท. ที่เล็กมากๆ และจับอยู่สักพัก มันเหมือนกระจกแตกร่วงกราว แล้วหลังจากนั้นก็จับความรู้สึกได้หมด และละเอียดมาก
บางครั้งก็โล่งเบาสบาย แต่ก็เตือนสติว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง แล้วก็รู้สึกถึงอาการปวดแบบเบาๆ แต่จิตก็ทุรนทุราย ก็เหมือนมีอีกจิต ที่บอกว่า คนเราก็แปลกปวดหนักๆก็ทนไม่ได้ ปวดแบบเบาๆก็ทนไม่ได้ แต่ก็ปฏิบัติต่อ
หลังๆจะรู้สึก ถึงการเปลี่ยนแปลงตลอด แล้วก็จะมีอะไรเคลื่อนไปที่ก้นกบ ดังตึกๆ เรื่อยๆ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ก็แค่รับรู้ แต่บางครั้งก็เหมือนจะรับรู้ตลอดเวลา แต่ก็ตกใจตอนที่เป็นลูกใหญ่มากๆ แต่ก็ปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ
ตอนปฏิบัติ ไม่ค่อยปรุงแต่ง แต่พอออกจากปฏิบัติจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น ความสงสัยมาเลยค่ะ แต่ก็หาคำตอบไม่ได้ อ่านหนังสือก็ไม่เจอ ก็เลิกถาม และปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ
สิ่งที่ อาจารย์สอนว่าแค่รู้ หมายถึงทั้งตอนปฏิบัติ และออกจากปฏิบัติ?
ไม่ต้องสนใจว่าปรุงแต่ง หรือเกิดขึ้นจริงใช่ไหมคะ
แค่รู้แล้วก็จับความรู้สึกต่อ เหมือนที่อาจารย์สอนไว้ในกลุ่ม ...ขอบคุณมากๆค่ะอาจารย์
ตอบเป็นช่วงๆนะคะ ยาวนิด
ทุกอาการที่เล่ามา ถ้าเป็นความรู้สึกทางกาย ทั้งหมดก็คือเวทนาที่เกิดจากสังขารเฉพาะบุคคล 🌱
แต่ละคนจะเกิดประสบการณ์ทางเวทนาแตกต่างกันไป ตามเหตุปัจจัยของตนเอง 🌱
อาจมีอาการคล้ายกันบ้าง แต่จะไม่เหมือนกัน เพราะเราต่างสั่งสมส่วนผสมของกรรมมาต่างๆกัน ตามกิเลสของเราแต่ละคน และรับผลของกรรม(วิบาก) แตกต่างกัน🌱
ในการนั่งปฏิบัติแต่ละบัลลังก์ของคนๆเดียวกันก็อาจเกิดประสบการณ์ได้ต่างๆนานา
หรือ บางครั้งอาจเกิดเวทนาเหมือนกับที่เคยเป็นมาก่อน หรือคล้ายกันก็ได้ ถ้าคนนั้นได้สะสมสังขารประเภทเดียวกันนั้นไว้มาก🌱
ความรู้สึกว่าเรา ‘เห็น’ ตัวเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็มักเกิดเพราะเวทนาบนร่างกายบางอย่าง ทำให้เรานำความรู้สึกของเราไป ‘associate’ กับ ‘สัญญา’ ของเราอย่างไม่รู้ตัว 🌱
ไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราคุ้นชิน(อย่างอัตโนมัติ)จนเกิดเห็นเป็นภาพในใจ 🌱
คือนำอาการทางกายมาใส่ในใจ มาปรุงแต่งต่อในจิต จน ‘เห็น’ เหมือนว่าเรากำลังเกิดนั่นนี่ เรากำลังเป็นนั่นเป็นนี่ กำลังเห็นนั่นเห็นนี่ 🌱
เวทนาบนร่างกาย ทำให้จิตผู้ปฏิบัติ ‘แอบ’ ปรุงแต่งต่อได้ง่าย ถ้าเราจับหลักไม่ดี คือรู้ไม่เท่าทันมัน🌱
ทั้งนี้เพราะเราล้วนมีตัวอวิชชา มีตัวความหลงที่ยึดตัวเราอยู่ว่าเป็นตัวตน เราจึงปรุงแต่งสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับตัวเราอยู่อย่างไม่หยุดยั้ง 🌱
ทั้งๆที่เรามีหน้าที่แค่ดูมันไป ดูมันเหมือนไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่เวทนาของเรา ไม่ใช่ธุระของเรา 🌱
เราต้องไม่ปล่อยให้สัญญาเก่ามาแจมผสมโรงที่ทำให้ปรุงแต่งเป็นสังขารใหม่🌱
การปรุงแต่งเวทนาจนเป็นอาการต่างๆก็ดี เช่น คิดว่าเราตัวเบา เราลอยขึ้น เราขยายตัวขึ้น เราตัวหาย ร่างกายบางส่วนหาย เราเอียง เราหมุน เราแกว่ง ร่างกายบิดเบี้ยว เราสลายละลายไป เราแตกตัวออกชิ้นเล็กน้อย เรากลายเป็นเม็ดทราย เรากำลังเห็นแสงที่เป็นดวงจิต เรากำลังเห็นแสงธรรม เรากำลังเห็นเจ้ากรรมนายเวร เรากำลังเห็นวิญญาณเห็นเปรตเห็นเทวดา เรากำลังได้สภาวะธรรมขั้นสูงขึ้น เรากำลังเข้าถึงธรรมะข้อนั้นข้อนี้
ผู้ปฏิบัติส่วนมาก จะคิดว่าเรากำลังก้าวหน้าอยู่ 🌱
โดยเฉพาะถ้าเรื่องที่ดีๆ ว่าตนมีความก้าวหน้าในธรรมะ หรือตนกำลังได้สภาวะธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ หรือคิดว่าตนเกิดความสามารถในการเห็นภพชาติในอดีต หรือเห็นอนาคต หรือคิดว่าตนได้พัฒนาความสามารถในการรับรู้ญาณที่พิเศษเหนือคนอื่น เป็นต้น 🌱
ทั้งนี้เพราะเป็นธรรมดาของคนเราจะเข้าข้างตนเองเสมอ🌱
ปรากฏการณ์จากเวทนา ทำให้จิตเราปรุงออกมา อาจเป็นภาพ เป็นรูปลักษณ์ เป็นอาการ เป็นแสง เป็นเรื่องราว เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เป็นสัมผัส ฯลฯ🌱
ถ้าเราเข้าไปพัวพันกับสิ่งเหล่านี้ ย่อมทำให้เราไม่สามารถไปต่อในการปฏิบัติได้ในขณะนั้น เราจะหลงอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่สาระว่าเป็นสาระ🌱
แท้จริงแล้ว ตอนนั้นจิตของเรากำลังถูกนิวรณ์ครอบงำ โดยเราไม่รู้ตัว🌱
จิตที่เต็มไปด้วยสังขาร ด้วยกิเลสของเรา ก็จะคิดพ่วงเอาอะไรต่อมิอะไรมาผสมผสานต่ออีกได้ ทำให้เกิดความโกรธ ความน้อยใจ ความเสียใจ หรือความรัก ความใคร่ ความอับอาย ความสารพัดสิ่ง ตามมา🌱
“สมมุติเราเกิดทุกขเวทนา เช่น ความเจ็บปวด ความอึดอัด ความหยาบ ความร้อน ความหยาบ ความแข็ง ความตึง อาการติดขัดต่างๆ
ผู้ปฏิบัติก็มักไม่ชอบใจ อยากให้มันหมดไป
บางคนก็อาจหงุดหงิดโมโห 🌱
บางคนก็กลัวจะป่วย 🌱
บางคนก็อาจพยายามทน 🌱
บางคนที่ทนได้บ้าง ไม่ถูกโทสะ(ความไม่พอใจต่อเวทนานั้น)ครอบงำมาก ก็อาจถูกโมหะครอบงำ โดยจิตเริ่มปรุงเห็นเป็นต่างๆ เช่น ลากเอาภาพความทรงจำในจิตหรือจินตนาการ มาผสมผสานจนเกิดรู้สึกคล้ายร่างกายเรากลายเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเรากำลังถูกครอบงำด้วยอะไรบางอย่าง หรือเรากำลังใช้ผลกรรมบางอย่างอยู่ 🌱เป็นต้น🌱
ถ้าเป็นสุขเวทนา เช่น ความเบา ความไหลลื่น ความสงบ ความสบาย ความปีติ การเห็นแสงสีต่างๆ การเห็นเวทนาละเอียดแบบต่างๆ🌱
ผู้ปฏิบัติก็มักจะพึงใจ โดยมักคิดว่านี้คือความก้าวหน้าในการปฏิบัติของตน 🌱
มีความพอใจว่านี่คือ การปฏิบัติที่ถูกต้อง 🌱
บางคนก็เกิดภาพว่าในตัวมีกระแสบางอย่างไหลไปทั่วตัว 🌱
บางคนก็เข้าใจว่าดวงจิตของตนเป็นดวงๆสีต่างๆกำลังเคลื่อนไปมาในที่ต่างๆของร่างกาย🌱
บางคนก็เห็นเป็นแสงสีรุ้ง หรือสีต่างๆ แล้วก็อาจไปเทียบต่อเอาเองเป็นเรื่องราว🌱
บางคนคิดว่าความไหลเลื่อนคือคลื่นพลังจิต หรือคลื่นพลังงาน 🌱
บางคนคิดว่าตนสามารถรับรู้กระแสเลือดในตัวเลือดที่วิ่งไหลไปที่ต่างๆ🌱
บางคนเห็นเป็นมด เป็นปลวก เป็นแมลงไต่ตามตัว หรือ อยู่ในตัว🌱
บางคนเห็นเป็นโครงกระดูก เหล่านี้🌱เป็นต้น🌱
ถ้าเรารู้ไม่เท่าทันมัน เราก็จะคิดปรุงแต่งเป็นตุเป็นตะะต่อได้เรื่อยๆ และก็ยังไปเชื่อฝังใจว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องจริง 🌱
ผู้ปฏิบัติพึงสำเหนียก🔔ไว้เสมอว่า
🍃🍃🍃“”เราอาจเห็น -จริง
แต่สิ่งที่เราเห็นนั้น -ไม่จริง””🍂🍂🍂
บ้างก็เห็นไปว่าตนเห็นอดีตชาติของตน 🌱
บ้างก็เห็นไปว่าตนเห็นอดีตชาติของคนอื่น🌱
บ้างก็อาจคิดปรุงว่าเจ้ากรรมนายเวรมาทวงหนี้🌱
บ้างก็หวาดกลัวไปต่างๆนาๆ จนเริ่มจินตนาการเป็นรูปเป็นร่าง🌱
บ้างก็คิดว่าตนกำลังถูกคุณไสย🌱
บ้างก็ปรุงแต่งว่าเป็นธรรมะขั้นสูง🌱
บ้างก็เข้าใจว่าตนได้ฌาน ได้อภิญญา ได้ญาณปัญญา สามารถหยั่งรู้ หรือได้ความสามารถพิเศษทางจิต จนถึงขั้นเข้าใจว่าตนถึงนิพพานแล้วก็มี🌱
บางคนอาจไปสอบถามจากคนรอบตัว จากเพื่อนปฏิบัติ จากครูอาจารย์ จากพระสงฆ์ หรือจากผู้ที่ดูน่าจะเชี่ยวชาญ ฯลฯ เลยยิ่งปักใจเชื่อมั่นในปรากฏการณ์นั้นๆว่าเป็นเรื่องจริง🌱
ขออย่าเพิ่งปักใจเชื่อ
ผู้ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ผู้ที่ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ (หรือผู้ที่เราอาจคิดเองว่าท่านเป็นอรหันต์) ย่อมไม่สามารถพยากรณ์ปรากฏการณ์ต่างๆได้ถูกต้องแม่นยำ หลายคนที่เราไปถามไปคุยด้วย ก็ไม่แน่ว่ามีประสบการณ์ในธรรมะปฏิบัติเพียงพอที่จะพยากรณ์ได้ 🌱
จึงขอให้วางเรื่องเหล่านี้ไว้ก่อน และปฏิบัติต่อไปให้ถูกหลัก
เป็นเรื่องปกติที่ เมื่อมีเวทนาบางอย่าง อาจคงอยู่นานหน่อย ผู้ปฏิบัติจะเริ่มปรุงแต่งว่าเกิดนั่นเกิดนี่ในจิต ในกาย
กิเลสมันเข้าสวมรอยแล้ว แต่เราไม่ทันมัน🌱
ผู้ปฏิบัติหลายคนมักคิดว่าตนกำลังเห็นธรรมะอันนั้นอันนี้
อาจคิดว่ากำลังเห็นความเกิดดับ
คิดว่ากำลังเห็นกระดูกที่อยู่ภายใน อาจคิดว่าได้เห็นจิต เห็นกระแสจิตไหลวนในกาย
คิดว่ากำลังได้ภังคะ คิดว่ากำลังได้อัปปนาสมาธิ คิดว่ากำลังได้ฌาน คิดว่ากำลังได้คุณวิเศษ🌱
บางคนที่พอรู้ศัพท์ธรรมะบ้าง ก็ไปคิดต่อไปปรุงต่อว่า
กำลังเห็นขันธ์ เห็นอายตนะ เห็นโพชฌงค์ เห็นธาตุ เห็นอริสัจจ์ เห็นญาณขั้นต่างๆ🌱
และคิดว่าเราก้าวหน้าแล้ว🌱
จริงๆกำลังถูกหลอกล่อด้วยนิวรณ์อยู่ แต่ไม่รู้ตัว🌱
เพราะการจะเข้าถึงธรรมะขั้นสูง ที่เป็นธรรมะที่แท้นั้น ต้องมีองค์ประกอบของจิตอื่นๆอีกหลายอย่างควบคู่ไปด้วยกัน 🌱
ธรรมะไม่ใช่สิ่งที่ใครๆก็สามารถจะเข้าถึงอย่างลึกซึ้งกันได้ง่ายๆขนาดนั้น
ไม่ใช่จะคิดเอาเองก็ถึงได้ขนาดนั้น
ธรรมะเป็นของสูงอย่างยิ่ง
สิ่งที่สูงส่งอย่างยิ่งขนาดนั้น ย่อมไม่สามารถขวนขวายได้มาอย่างง่ายดายขนาดนั้น
หากแต่ต้องใช้ความเพียรที่ถูกต้องอย่างมากและอย่างต่อเนื่อง
และต้องมีปัญญา(รู้ชัดตามจริง)ที่ถูกต้องจริงๆ🌱
ผู้ที่ได้ธรรมะแต่ละขั้น คุณธรรมในจิตจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัดควบคู่กันไป 🌱
ไม่ใช่เพียงแค่เราคิดเองว่าเราดีขึ้น เราสูงขึ้น เราได้ดีกว่าคนอื่น แบบนี้แสดงว่าไม่ได้เข้าถึงธรรมจริง
แต่ไปพัฒนาตัวอัตตา ตัวตน เพิ่มพูนมานะทิฏฐิให้หนักข้อขึ้น
นี่จึงเท่ากับปฏิบัติแล้วไม่ได้ธรรมะจริง🌱
ดังนั้น หลักๆคือให้วางทุกอย่าง วางใจให้สงบระงับ เฝ้าตามดูมันตามที่มันเป็น
และสงบใจไม่ให้มีความคิด แต่แค่เฝ้าดูมันเปลี่ยนไป เปลี่ยนไป เปลี่ยนไป เท่านี้🌱
ธรรมะกำลังเกิดอยู่เอง (เกิดเบื้องหลังการรับรู้ทางความคิดได้ของเรา)
ใจเราจะพัฒนาไป พัฒนาไป ของมันเงียบๆ ถ้าเราทำได้เช่นนี้ต่อเนื่องกันไป ธรรมะจะเดินเองในตัวเราโดยเราเป็นลำดับไป🌱
จบเท่านี้ก่อนค่ะ
ขออภัยที่ยาว