คำถามจากการปฎิบัติ
เป็นเพราะจะเอาชนะเขาหรือเปล่าคะ?
A: ทำนองนั้นค่ะ
ความรู้สึกเจ็บปวดแน่นตึงเป็นผลจากวิบากกรรมได้ด้วย หรือผลจากกิเลสเศร้าหมองด้านโทสะที่สะสมอยู่ที่ถูกเขย่าขึ้นมาจากการปฏิบัติก็ได้
ดังนั้นเราต้องรับความทุกข์นั้นให้เป็น จึงจะเป็นการทั้งชดใช้กรรมและทั้งขจัดกิเลส
โดยการมีสติ รับรู้ความแน่นตึงนั้นด้วยจิตที่วางเฉย ด้วยจิตที่เป็นอุเบกขา เป็นกลาง ความทุกข์นั้นๆจึงจะลดกำลังลง
เมื่อใจไม่ได้ปรุงแต่งความเจ็บเพิ่มขึ้น ความทุกข์ก็จะเหลือแค่ทุกข์ทางกาย ความรุนแรงจะลดลงอย่างน่าอัศจรรย์
ยิ่งถ้าใจหมดความสนใจใส่ใจกับทุกข์ทางกายได้อย่างสนิท ความเจ็บจะไม่ใช่ความเจ็บอีกต่อไป
เมื่อใดใจไม่ได้มีความไม่พอใจ (อันเป็นโทสะกิเลส) เราก็จะไม่ไปเพิ่มความทรมาน และไม่เพิ่มสังขาร เพิ่มโทสะ เพิ่มทุกข์ใหม่ ส่วนของเก่าก็ถูกขจัดไปด้วย
ดังนั้น เมื่อเจอความรู้สึกนี้ สิ่งแรก ต้องวางจิตไม่ไปเชื่อว่ามันเป็นปัญหาเรื้อรังของเราหรือไม่
รู้แค่ว่าเกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่งตรงบริเวณนี้
ไม่ต้องประเมินตีความว่าเป็นความรู้สึกแบบไหนจะยิ่งดี เพื่อไม่ให้สัญญาตีความ จะได้ไม่เกิดความชอบ ความชังต่อความรู้สึกนั้น
จากนั้น ให้ยอมรับมันตามที่มันเป็น
แล้วค่อยเคลื่อนความสนใจไปที่อื่นต่อเลย
อย่าใช้ความพยายามไล่ให้ทะลุผ่านหัวไหล่ เพราะความพยายามเป็นการไปกดดันมัน
ไปเข่นมันจากธรรมชาติที่เป็นอยู่
จิตขณะนั้นจึงเสียสมดุล
เวทนาก็จะยิ่งไม่สบายมากขึ้น
ให้ยอมรับมันตามที่มันเป็น และไม่ต้องสนใจที่จะเปลี่ยนแปลงมัน
แค่”รู้” และก็เลื่อนไปรู้ที่อื่นต่อได้เลย
Q: ขณะไล่ดูส่วนขา ท้องเกิดร้องเสียงดังขึ้นมาจนตกใจเอง แบบนี้ควรหันมาพิจารณาท้องร้องเป็นอนิจจังก่อน แล้วค่อยกลับไปขาต่อ หรือไม่ตัองสนใจท้องดูขาต่อไปเลยดีคะ
A: ไม่ต้องหันมาพิจารณาท้องค่ะ ปล่อยมันร้องไป แต่รับรู้ได้ แล้วก็ทำงานต่อไปเลย
Q: ปฏิบัติคราวนี้มีฟุ้งสลับเป็นพักใหญ่ๆ แต่ไม่ได้ฟุ้งทำนองแบบเพ้อเจ้อนินทา เป็นฟุ้งเรื่องปัญหาชีวิตและการงาน และสามารถคิดหาวิธีแก้ปมต่างๆเหล่านั้นได้
เหมือนได้นั่งคิดวิธีแก้ปัญหาแล้วแก้ได้ไปทีละเรื่องๆ รู้สึกโปร่งโล่งเลย
เหมือนได้แกะปมออกไปทีละเปลาะๆ
A: การฟุ้ง ถ้าฟุ้งเฉยๆ เป็นอุทธัจจะนิวรณ์ คือตัวโมหะกิเลส แต่ถ้าฟุ้งเรื่องนินทาเป็นพยาปาทะ คือโทสะกิเลส ถ้าฟุ้งเรื่องการกินอร่อยๆเป็นกามฉันทะนิวรณ์เป็นโลภะกิเลส เหล่านี้เป็นต้น
ดังนั้นเมื่อจิตเริ่ม”คิด” จิตมักหยุดปฏิบัติ และจะไปคิดต่อยอดได้เรื่อยเป็นการเพิ่มโลภะ โทสะ โมหะต่อๆๆกันไป จึงควรระงับความฟุ้งไม่ให้ลากยาวออกไป
ส่วนฟุ้งเรื่องที่เป็นกุศล เช่น การงานชอบ หรืองานบุญที่อยากทำ หรือเรื่องธรรมะ แม้จิตจะอยู่ฝ่ายกุศล แต่ความสูงของกุศลจากความคิดดีๆไม่สูงเทียบเท่าความสมบูรณ์ของจิตที่บริสุทธิ์จากกิเลส ซึ่งก็คือเวลาที่จิตรู้ “นามรูป”ด้วยสติค่ะ
จิตที่มีสมาธิจริงๆจะบริสุทธิ์จากกิเลส จึงมีกำลังและความสามารถในคิดการงานต่างๆได้ปรุโปร่ง, idea ก็กระฉูด
แต่ให้ระวังอย่าให้ความเพียรในการปฏิบัติเพื่อขจัดกิเลส (นิวรณ์) ต้องย่อหย่อนเสียหายไปเพราะจิตไปมัวสนุกกับความคิด