กายเจ็บปวด มีเวทนาหยาบรุนแรงมากบ่อยๆ มีจากหลายสาเหตุ
-ดูลมหายใจ จิตหลุดก็ตามรู้
-ปฏิบัติไปใจเย็นขึ้น
-ขณะปฏิบัติ หรือสวดมนต์ บางครั้งจะรู้สึกว่า แขนไม่ใช่ของเรา ร่างกายไม่ใช่ของเรา ดูมันห่างๆ เหมือนหลุดออกมาดูกายนั่งอยู่
A1: เมื่อจิตหลุดจากรู้ลมหายใจ มาคิด ตอนนั้นฟุ้งซ่านอยู่ ก็ให้ตามรู้ให้ทันความฟุ้ง รู้ว่าจิตฟุ้ง ตอนรู้ว่าจิตฟุ้ง จิตหยุดฟุ้งแล้วค่ะ
ตอนนั้นกลับมามีสติแล้ว ก็ให้กลับไปที่ลมหายใจต่อ
ใจเย็นขึ้นก็ถูกต้องแล้วค่ะ การปฏิบัติที่ถูกต้องจะเปลี่ยนเราค่ะ
ตรงที่เห็นว่าแขนไม่ใช่ของเรา กายไม่ใช่ของเรา ก็เป็นจริงตามพระสัทธรรมค่ะ แต่เมื่อเห็นเช่นนั้น ก็ปล่อยไป
ระวังอย่าเอามาคิดต่อ ให้เกิดเป็นความดีใจภาคภูมิใจ เพราะเราเพิ่งสัมผัสนิดเดียวเอง มันยังไม่ใช่อะไรเลย
พระสัทธรรมนี้ยังไม่หยั่งลึกในจิตเรา ยังไม่เข้ามาแทนที่ความเห็นเดิมๆของความมีตัวตน ตัวเรา ของเรา ที่เราสั่งสมมานานเป็นชาติๆเลย
ผู้ปฏิบัติถูกทุกคนก็ต้องเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น แต่ต้องเห็นแล้วๆเล่าๆ แล้วๆเล่าๆ แล้วๆเล่าๆ อยู่นั่นเองเป็นพันเป็นหมื่นครั้งจนจิตวางลงอย่างสนิทต่อขันธ์ 5 ถึงจะจบงาน
ส่วน ตรงที่รู้สึกว่าจิตหลุดออกมาดูกาย ก็แค่ตามรู้มันไปค่ะ
ไม่ต้องใส่ใจเรื่องสภาวะธรรมที่เกิดเหล่านี้ ตามรู้เฉยๆไปในใจ
ให้เห็นเป็นธรรมดาให้เป็น
เพราะมันคือธรรมดาของสรรพสิ่งที่ปรากฏเป็นความเปลี่ยนแปลงรูปแบบต่างๆให้เราเห็นเท่านั้น
Q2: เกี่ยวกับการปฏิบัติ…
-เคยถามอาจารย์ต้องไปปฏิบัติ อาจารย์แนะว่าหนูควรไปทางทุกข์วิปัสสนา
-เวลาปฏิบัติ เกิดภาวะการแยกตัวออกมาที่เกิดชัดๆ สองครั้งในชีวิตนี่เป็นในขณะที่ร่างกายเจ็บปวดมากที่สุด
-ข้อนี้มันจะเป็นการบอกแนวทางการปฏิบัติได้ไหมคะอาจารย์
หรือเราไม่ควรไปให้ค่าตรงนี้ รับรู้เพียงเท่านั้น อย่างเดียว
A: เป็นพี่เหรอคะ ที่แนะนำให้ทำทุกขวิปัสสนา ไม่น่าจะพี่นะคะ พี่ไม่น่าจะแนะนำแบบนั้น เพราะไม่มีตัว ‘ทุกขวิปัสสนา’ ค่ะ ถ้าเป็นพี่พูดไม่ชัดก็ต้องขอโทษค่ะ
ขบวนการที่เราทำอยู่นี่ครบถ้วนที่สุดแล้วค่ะ เราจะเห็นทั้ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในการปฏิบัติแนวนี้ ไม่ต้องแสวงหาวิธีใหม่ก็ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ค่ะ
ถ้าเราปฏิบัติตามวิธีนี้ด้วยจิตที่วางอย่างถูกต้องไป เราทุกคนจะไปถึงความจริงขั้นสูงสุดเองค่ะ
ส่วนที่ตั้งใจจะอบรมให้ใจเย็น คลายโทสะ เหล่านี้ มันจะเกิดขึ้นเองเรื่อยๆจากการปฏิบัติที่ต่อเนื่อง ปฏิบัติอย่างถูกต้องต่อเนื่องไป จิตจะถูกฝึกให้เห็นความจริงของความไม่มีแก่นสารที่แท้ของสรรพสิ่ง ของตัวเรา ตัวเขา จิตจะวางลง วางลง
จิตที่วางลงแต่ละระดับ ไป ย่อมไม่แยกหาม ไม่ถือสา
เมื่อไม่แบก ไม้ถือ ก็ไม่โกรธ ไม่แค้น
จิตย่อมเย็นลงไปเรื่อยๆเอง
การที่แยกตัวออกมาชัดๆที่ว่านี่ หมายถึงการที่ใจวางได้ แม้ร่างกายเจ็บปวดมากๆ ใจก็อยู่กับเขาได้ อย่างไม่หวั่นไหว ดูเขาเป็นไปของเขาได้ เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องค่ะ
แต่ต้องไม่ไปเข่น ไปฝืนข่มมันจนจิตไม่สมดุลอยู่ได้
การที่กายเจ็บปวด มีเวทนาหยาบรุนแรงมากบ่อยๆ มีจากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือจากตัวโทสะที่ฝังอยู่ในใจเรามากค่ะ
โทสะที่เป็นความโกรธ ก็มีเวทนาหยาบเป็นอาการเป็นผล ความเศร้าก็มีเวทนาหยาบเป็นอาการเป็นผล ความกลัวก็มีเวทนาหยาบเป็นอาการเป็นผล เหล่านี้เป็นต้น
แต่เวทนาที่หยาบนี้ก็จะหลากหลายต่างๆกันไป ไม่ได้เหมือนกัน ในแต่ละประเภทของความโกรธ และในแต่ละคน เพราะเราสร้างมาต่างกัน ส่วนผสมในใจเราก็แตกต่างกัน
โดยคร่าวๆ ถ้ามีเวทนาหยาบแบบใดซ้ำๆ เกิดแล้วเกิดอีก แสดงว่าเราสั่งสมความโกรธรูปแบบนั้นซ้ำๆแบบนั้นไว้มาก
ดังนั้นที่ถามว่า ‘ข้อนี้มันจะเป็นการบอกแนวทางการปฏิบัติได้ไหมคะ หรือเราไม่ควรไปให้ค่าตรงนี้ รับรู้เพียงเท่านั้น อย่างเดียว’
ตอบว่า ไม่ต้องให้ค่าค่ะ ดูตามไปด้วยใจเป็นกลาง มันไม่ได้บอกอะไรเราเป็นพิเศษนอกจากว่านี่คือสังขารเรา นี่คือตัวทุกข์ ที่เรามีหน้าที่ตามรู้ และวางลงให้ได้