เกิดเวทนาหยาบบริเวณศรีษะ / ได้ยินเสียงพูดดังอยู่ในหัว /ผิดศีลมาแล้วทุกข้อ / ท้อแท้ในชะตากรรม
💬A1: ปกติค่ะ ทุกเวทนาสามารถเกิดกับผู้ปฏิบัติได้ทั้งนั้น เมื่อใด แบบไหน เกิดที่ใดบนร่างกาย ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเวทนาจะหยาบหรือละเอียด มันก็เป็นแค่ปรากฏการณ์หนึ่งๆ ที่เกิดขึ้นแล้วก็เปลี่ยนแปลงไปดับไป มันมีค่าเพียงเท่านั้น
ผู้ปฏิบัติ จึงไม่ควรไปใส่ใจสนใจ ว่ามันคืออะไร เป็นแบบไหน ทำไมมันจึงเกิดขึ้น เมื่อไรมันจะหมดไป ฯลฯ
เพราะการสนใจมันทำให้จิตเราปรุงแต่งไปชอบ ไปชังมัน เป็นการสร้างสังขารเพิ่ม
คุณค่าของเวทนาทุกชนิด เป็นเพียงแค่เครื่องมือฝึกจิตค่ะ เครื่องมือที่เราใช้เพื่อฝึกสติให้รับรู้ ให้เราวางเฉยกับการรู้นั้น เวทนามีค่าเพียงเท่านั้นเอง
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเวทนาแบบไหน สำหรับผู้ปฏิบัติ มันก็แค่อาการไม่เที่ยงชนิดหนึ่งเท่านั้น
แต่ถ้าเราไปสนใจ ไปให้ความสำคัญกับมัน เราจะคอยมองหามันค่ะ เราจะคอยเฝ้ารอมันจับผิดมัน คอยพะวงถึงมัน เท่ากับเราทำให้มันเกิดขึ้นด้วย
ขอให้แค่วางมันลงจากใจไปเลย ใจเราก็จะเป็นอิสระจากมัน
จากนั้นไม่ว่ามันจะเป็นหรือไม่เป็น มีหรือไม่มี ก็ไม่มีผลกับเรา เพราะแท้จริงแล้ว มันก็ไม่มีความหมาย หรือมีผลอะไรกับเราเลย มันแค่มาแล้วก็ไป
ถ้ามึน หรือปวดศีรษะเวลาปฏิบัติ อีก ก็ลองไล่สำรวจแบบไม่ต้องสังเกตส่วนศีรษะไปสักพัก ให้ไล่สังเกตจากบริเวณใต้ส่วนที่ปวดหรือมึนลงมา ทิ้งส่วนศีรษะที่เรามีเวทนามากนั้นไว้ก่อนก็ได้ และเมื่อร่างกายสดชื่นไม่ปวดศีรษะเป็นพิเศษอีก หรือเมื่อใจไม่พะวักพะวงถึงมันอีก ค่อยลอง กลับไปสังเกตบริเวณนั้นอีกครั้งก็ได้ ไม่ได้สลักสำคัญอะไร
อีกอย่าง อย่าไปคิดว่าเรามีปัญหาที่บริเวณใดๆก็ตามตรงร่างกาย หรือเชื่อว่าเราจะมีเวทนาหยาบที่ตรงนี้ตรงนั้นเสมอ การคิดหรือปักใจอะไรก็ตาม จะทำให้อาการแบบนั้นเกิดขึ้นเองได้ หรือถ้าเกิดขึ้นอยู่อาการนั้นก็จะรุนแรงขึ้นได้ เพราะจิตปรุงให้เป็นไป ใจที่กังวลจะไปเพิ่มความหนักหนาให้กับอาการต่างๆบนร่างกาย
เราพึงรู้ว่าจิตใจที่กังวลบ่อยๆสามารถยังความเจ็บป่วยต่างๆที่ไม่มี ให้เกิดมีขึ้นได้ 🍀
❓Q2: เมื่อเริ่มหลับตาลง จะได้ยินเสียงพูดดังอยู่ในหัวตลอดเวลา มีความคิดฟุ้งซ่านตลอดเวลาที่ปฏิบัติ ไม่มีความสงบหรือเสียงพูดจะเงียบลงเลย❓
💬A2: อันนี้ก็เช่นกัน ไม่มีอะไรค่ะ อาจเป็นจิตเราที่คุยกับตัวเรา หรือเป็นสิ่งเป็นเรื่องที่จำได้ที่เก็บไว้ในจิตส่งเสียงคุยออกมาในใจ บางทีก็เป็นเสียงเพลงที่เราเคยได้ยินมา เสียงสวดมนต์ เสียงร้องเพลงของเราเอง ฯลฯ เสียงในจิตต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งตกค้างในจิตเราที่ทรงจำมา ได้ยินมา หรือผ่านตาผ่านใจมาเท่านั้น ไม่ใช่อะไรสลักสำคัญที่ ต้องไปใส่ใจเลยค่ะ
แค่เราไม่สนใจมันเลยแม้แต่น้อย มันก็ทำอะไรเราไม่ได้ มันก็อาจเป็นอยู่ของมัน แล้วมันก็จะจากไป หรือเปลี่ยนไปในที่สุด
สรุปก็คือ อย่าไปใส่ใจปรุงแต่งคิดว่าเราเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มีอาการแบบนี้แบบนั้น เกิดอะไรขึ้นกับเรา ก็แค่รับรู้มัน แล้วก็ทิ้งมันไป มันจะเป็นอะไรก็ให้มันเป็นไปของมัน เราก็แค่เฝ้าทำงานของเราไป คือดูลมหายใจของเราไป ดูหรือเวทนาของเราไปเรื่อยๆ อย่างเป็นปกติ ดูด้วยใจที่สงบสบาย อะไรเกิดก็ช่างมันไป ไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของสังขารจากการปรุงแต่งเก่าๆ เท่านั้นเอง 🍀
❓Q3: เป็นคนมีวิบากกรรมมาก ผิดศีลมาแล้วทุกข้อ โทสะและความโลภมาก ดูแลพ่อแม่ไม่ดี ย้อนเวลาไม่ได้ สายไปเสียแล้ว เป็นคนอกตัญญู❓
💬A3: อย่าไปคิดในสิ่งที่ผ่านมาแล้วค่ะ ต่อให้เราทำอะไรผิดพลาดมาก่อนมันก็จบสิ้นไปแล้ว มันเป็นอดีตไปแล้ว มันไม่ใช่เรา ณ ขณะนี้
ปัจจุบันนี้ที่เรากำลังมีสติระลึกรู้ถึงสิ่งที่เคยผิดพลาด จิตเราเรากำลังเกิดหิริ เกิดโอตัปปะขึ้น คือละอายในบาป เกรงกลัวต่อบาป อันเป็นกุศลจิต จิตที่คิดได้ว่าเราเคยผิดศีล ผิดธรรม เป็นจิตที่กำลังมีสำนึกอยู่ เป็นจิตที่กำลังมีสติ เป็นจิตที่กำลังละอายเกรงกลัวต่อความไม่ดีงามเหล่านั้น ดังนั้น ณ ขณะที่เราสำนึก ระลึกรู้อยู่นั้น ว่าเราเคยทำไม่ดีมา ขณะนั้รๆจิตเรากำลังเป็นกุศลอยู่ค่ะ
เมื่อระลึกรู้ หรือสำนึกผิดในกรรมไม่ดีเก่าๆขึ้นมา เราก็ต้องไม่ไปก่อกรรมไม่ดีเพิ่มอีก ด้วยการมีจิตเป็นอกุศลเพิ่มขึ้นไปอีก ด้วยการไปเสียใจ เศร้าใจ โกรธ หงุดหงิด ท้อแท้ เซ็ง ซึม ฯลฯ กับบาปเก่าๆ ความผิดพลาดเก่าๆ ที่เคยทำมา เพราะการที่จิตเป็นทุกข์โทษแบบนี้ต่อ เท่ากับเรากำลังมีโทสะความไม่พอใจใหม่เกิดขึ้น อาการของจิตแบบนี้นี่คือโทสะทั้งนั้น ที่ปรากฎออกมาในรูปแบบต่างๆไป
เวลาที่เรามีความคิดในทางไม่พึงพอใจทุกประเภท เท่ากับว่าจิตที่กำลังมีโทสะ กำลังถูกกิเลสครอบงำแล้ว การคิดในทางลบต่อตัวเองจะทำให้จิตเศร้าหมองไม่ผ่องใส จิตจึงกำลังเป็นอกุศล กำลังก่อสังขาร ก่อบาปกรรม
โทสะ จะมีสองอย่าง คือ โทสะประทุษร้ายคนอื่น โทสะประทุษร้ายตนเอง
การคิดที่กล่าวมาข้างต้นเป็นโทสะแบบประทุษร้ายตนเอง
เกิดสำนึกระลึกรู้ในความผิดชอบชั่วดีในกรรมเก่า ในพฤติกรรมเก่าอันไม่ดีงามทั้งหลายแล้ว แทนที่เราจะเสียใจ ก่นว่าตนเอง ตำหนิตนเอง ประทุษร้ายตนเอง ให้เปลี่ยนเป็นการรับรู้ รู้ว่าเราพลาดไปแล้ว ยอมรับมันว่าเราพลาดไปแต่มันก็จบไปแล้ว เมื่อเรารู้เช่นนี้แล้ว ต่อไปเราจะไม่ทำอีก ให้ตั้งใจให้มั่นที่จะทำความดีต่อไปให้มากๆ ตั้งจัยให้มั่นคงว่าต่อไปเราจะละเลิกการทำความชั่วเหล่านั้น
จากนั้น ให้เพิ่มกิจกรรมต่างๆ เพิ่มการงานต่างๆอันเป็นกุศลเป็นบุญ เป็นคุณความดี ให้มากยิ่งขึ้น ได้แก่ การทำบุญกิริยาวัตถุสิบ การรักษาศีล การภาวนา การสร้างกุศลบารมีอื่นๆ เป็นต้น
❓Q4: รู้สึกท้อแท้ในชะตากรรมที่เกิดจากการกระทำของตัวเอง ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หลายครั้งที่คิดถึงการบวชชี เพราะรู้สึกว่ามีความปลอดภัยทั้งภายนอกและภายใน มีโอกาสได้ใช้ชีวิตด้วยความสำรวมและไม่ประมาท❓
💬A4: อย่าไปท้อแท้ค่ะ ไม่มีใครเลยที่ไม่เคยทำความผิด ไม่มีใครที่ไม่เคยทำสิ่งชั่วร้าย ไม่มีใครที่ไม่เคยผิดศีล ผิดธรรม เราจึงมีสัตว์มนุษย์กิเลสหนาเต็มโลก มีสรรพสัตว์ในภพภูมิอื่นๆที่ต่ำกว่ามนุษย์อีกจำนวนมากหาประมาณไม่ได้ เพราะบาปหนาหนักกว่าเรา หรือแม้ในภพภูมิของเทวดา หรือพรหม ก็ต่างยังมีกิเลสทั้งนั้น เพียงแค่หนาเบาต่างกันไป
ความท้อแท้คือการที่ใจมีบาปอยู่ วางมันลงเสียค่ะ
อย่าหนีตนเองไปไหน นิ่งๆไว้ สงบไว้ และสู้กับมันด้วยการสร้างความดีใหม่ๆ กุศลใหม่ๆ ไม่ต้องไปบวชชี ก็สร้างความดีได้มากมายค่ะ ถ้าบวชชีและไม่ทำความดี ก็ไม่ได้แก้ใจเราเลยค่ะ หรือถ้าเกิดบวช แล้วไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของคนหนีบ่ปหาวัด ก็อาจไม่แน่ว่าจะอยู่กับกัลยาณชนเสมอไป ทำตนเองให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆค่ะ ทางนี้พ้นทุกข์ได้แน่นอน
เริ่มใหม่ ตั้งใจใหม่ มุ่งมั่นขึ้นในการจะเปลี่ยนแปลงตนเอง ทำทุกสัน ตั้งใจทำสิ่งดีๆให้ได้ทุกวัน ทำกรรมฐานทุกวัน และเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมให้สม่ำเสมอ 🍀
29 / 11 / 65